ไม่กี่วันต่อมา องค์ชายหลี่ชิงอวี่ก็มาพร้อมกับขบวนรถม้า เพื่อรับตัวแม่ทัพม่อหรานและเสวียนหนิงไปยังจวนหลังใหม่ที่ฮ่องเต้ หลี่เซวียนหยวนทรงพระราชทานให้ขบวนรถม้าเคลื่อนออกจากโรงเตี๊ยมอย่างเป็ระเบียบ เสียงล้อบดกับพื้นถนนหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ผู้คนสองข้างทางต่างแอบชำเลืองมองด้วยความสนใจ เพราะขบวนที่มีตราสัญลักษณ์ของราชสำนักเช่นนี้ มิใช่สิ่งที่จะได้พบเห็นกันบ่อยนัก
ภายในรถม้า องค์ชายหลี่ชิงอวี่นั่งหลังตรง สีหน้าฉายแววภาคภูมิใจอย่างปิดไม่มิด
“ท่านแม่ทัพ” พระองค์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“บางทีท่านอาจยังไม่ทราบว่า เสด็จพ่อของเราทรงให้ความสำคัญกับท่านมากเพียงใด”
ม่อหรานรับฟังเงียบ ๆ มิได้ขัดจังหวะ องค์ชายกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ยิ่งทวีความตื่นเต้น
“จวนที่พระราชทานให้นั้น เคยเป็ของขุนนางสร้างชาติผู้หนึ่ง เป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงดีงามมาแต่เดิม ต่อจากนี้…มันจะกลายเป็บ้านของท่าน”
ม่อหรานเพียงยิ้มบาง ๆ อย่างสุภาพ ทว่าภายในใจกลับเข้าใจดีนี่มิใช่เพียงการพระราชทานที่พักอาศัยหากเป็ทั้งการซื้อใจ และการผูกมัดในคราเดียวกันฮ่องเต้หลี่เซวียนหยวน้าให้เขาทำงานอย่างเต็มกำลังและที่สำคัญยิ่งกว่าต้องดูแลองค์ชายเ้าปัญหาผู้นี้ให้ปลอดภัยหากเขาละเลยหน้าที่ก็ไม่ต่างอะไรจากการเลี้ยงเสียข้าวสุกโดยไร้ประโยชน์
เมื่อความคิดนั้นแล่นผ่าน ม่อหรานจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ สุขุม และชัดเจน
“หน้าที่ของข้า มีเพียงคุ้มกันความปลอดภัยให้ท่านเท่านั้น” เขาหันไปสบพระเนตรองค์ชายโดยตรง
“ส่วนเื่ความทะเยอทะยาน หรือการแย่งชิงภายในราชสำนัก ข้าขอไม่ยุ่งเกี่ยวอย่างเด็ดขาด”
คำพูดนั้นชัดถ้อยชัดคำ ไม่มีช่องให้ตีความอื่นองค์ชายหลี่ชิงอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างไม่ถือสา
“ข้าเข้าใจแล้ว”
พระองค์กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจเพราะแท้จริงแล้ว สิ่งที่พระองค์้า…ก็มีเพียงความปลอดภัยของชีวิตตนเองเท่านั้น
เมื่อขบวนรถม้ามาถึง จวนหลังใหญ่ก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า รถม้าค่อย ๆ หยุดลงอย่างช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศสงบขรึม
แม่ทัพม่อหรานก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม แผ่นหลังตรง สายตานิ่งลึก แม้จะมิได้แสดงอาการตื่นเต้น หากเพียงยืนอยู่ตรงนั้น ก็แผ่บารมีออกมาโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
“ท่านแม่ทัพ!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงอีกหลายเสียง เหล่าอดีตทหารเอกของเขาต่างก้าวออกมาพร้อมกัน ทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียง ดวงตาของแต่ละคนฉายแววตื้นตันและยินดีอย่างปิดไม่มิดทหารสังกัดเดิมของม่อหรานล้วนถูกโยกย้ายกลับมาประจำการ ณ ที่แห่งนี้ทั้งหมด
ม่อหรานทอดสายตามองพวกเขาอย่างช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงความอบอุ่น
“ข้าดีใจที่ได้พบพวกเ้าอีกครั้ง”
แม้เขาจะมิได้รู้สึกยินดีเป็พิเศษกับการได้ย้ายมาอยู่ในจวนที่โอ่อ่าแต่สิ่งที่ทำให้หัวใจสั่นไหวอย่างแท้จริงคือการได้เห็นอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังมีชีวิตอยู่และได้กลับมารวมตัวกันอย่างพร้อมหน้าอีกครั้งไม่เพียงเท่านั้นองค์ฮ่องเต้ยังพระราชทานบ่าวรับใช้และสาวรับใช้ที่ผ่านการฝึกฝนอย่างเข้มงวดจากวังหลวง ให้มาดูแลกิจการภายในจวนแห่งนี้โดยตรง
เหล่าบ่าวรับใช้ต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม สายตาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงในยามนี้ แม่ทัพม่อหรานไม่ต่างอะไรจากผู้นำตระกูลใหญ่ผู้ที่แม้มิได้ประกาศตนแต่ทุกคนต่างยอมรับโดยพร้อมเพรียงองค์ชายหลี่ชิงอวี่ก้าวเข้ามา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “ท่านแม่ทัพ เชิญ ข้าจะพาท่านเดินชมจวน”
พระองค์ทรงเดินนำด้วยพระองค์เอง พาม่อหรานเดินสำรวจไปทั่วทุกมุมของจวน ั้แ่ลานฝึก ห้องโถงหลัก ไปจนถึงเรือนพักด้านใน ทุกแห่งล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย สมกับเป็จวนของขุนนางผู้มีคุณูปการต่อแผ่นดินในอดีตม่อหรานรับฟังและมองดูเงียบ ๆ ในใจเขารู้ดีั้แ่วินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามาที่นี่ชีวิตของเขา…ได้ก้าวเข้าสู่บทใหม่อย่างแท้จริงแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน องค์ชายหลี่ชิงอวี่ก็ขอสนทนากับเสวียนหนิงเป็การส่วนพระองค์
“ท่านมีสิ่งใดจะพูดคุยกับข้าอย่างนั้นหรือ”
เสวียนหนิงเอ่ยถาม น้ำเสียงเ็า เรียบสนิท ไร้ความเกรงใจเพียงถ้อยคำสั้น ๆ นั้นก็ทำให้องค์ชายถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง
ความหวาดกลัวจากคืนก่อนยังฝังลึกอยู่ในจิตใจ พระองค์สูดลมหายใจลึก ก่อนจะตบมือเบา ๆ เป็สัญญาณข้ารับใช้ก้าวเข้ามาทันที พร้อมกับหีบใบหนึ่งที่ถูกยกมาวางไว้ตรงหน้า
“ข้า…เพียง้ามอบของขวัญให้เ้าเท่านั้น” องค์ชายกล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“ภายในหีบใบนี้ อัดแน่นไปด้วยทรัพย์สินเงินทอง เ้าสามารถใช้ได้ตามใจปรารถนา”
เสวียนหนิงทอดสายตามองหีบใบนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมององค์ชาย สีหน้านิ่งเฉย ไม่แสดงความยินดีหรือปฏิเสธใด ๆ ความเงียบที่ตามมากลับทำให้องค์ชายยิ่งรู้สึกอึดอัด
ไม่นานนัก องค์ชายและข้ารับใช้ก็รีบผละจากที่นั้นไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเกรงว่าหากอยู่ต่ออีกเพียงอึดใจเดียว จะเผชิญกับสิ่งที่ตนไม่อาจรับมือได้
การมอบทรัพย์สินเงินทองให้แก่นางมิใช่เพียงการแสดงน้ำใจหากเป็การยอมรับโดยปริยายว่า พระองค์ล่วงรู้ถึงความสามารถอันลึกล้ำของสตรีผู้นี้ดีหากเสวียนหนิงมีกำลังทรัพย์มากพอเงามืดที่อยู่ข้างกายแม่ทัพม่อหรานผู้นี้อาจยิ่งแหลมคม
และน่าเกรงขามยิ่งกว่าเดิม
เมื่อองค์ชายและข้ารับใช้จากไปแล้ว ลานด้านในของจวนก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านชายคา และกลิ่นไม้หอมจาง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศเสวียนหนิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สายตามองไปยังหีบใบนั้นเนิ่นนาน ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมือเปิดฝาออกภายใน อัญมณีและเงินตราเรียงรายแน่น แสงสะท้อนจากโลหะมีค่าทอประกายวาววับยามต้องแสงแดดอ่อน ๆ ยามบ่าย ปริมาณทรัพย์สินนั้น มากพอจะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ตาลุกวาวได้โดยไม่ลังเลแต่นางกลับนิ่งเฉย
“คิดจะใช้เงินผูกข้าไว้หรือ…”
เสวียนหนิงพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงราบเรียบ ปราศจากความยินดีหรือโกรธเคืองนางรู้ดีว่า นี่ไม่ใช่เพียงของขวัญหากเป็เครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งขององค์ชายเพื่อให้เงามืดที่อยู่ข้างกายแม่ทัพม่อหราน…ยังคงอยู่ในกำมือ
นางหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะปิดหีบกลับดังเดิมเงินทองเหล่านี้…นางไม่รังเกียจเพราะมันมิได้ผูกมัดนางได้จริงหากถูกใช้ให้ถูกทางมันจะกลายเป็ เขี้ยวเล็บไม่ใช่โซ่ตรวน
