สีหน้าจ้าวซิงไม่เพียงแต่ปั้นยาก --- แต่สีหน้ามันถึงกับบิดเบี้ยวจนแทบดูไม่ได้
ตรงข้ามกับบ้านตระกูลเย่ โถงใหญ่ในบ้านตระกูลจ้าวยามนี้กลับตกอยู่ในบรรยากาศมืดสลัว มองเห็นเงาอันเลือนรางของคนสองคนนั่งอยู่ภายในโถง เป็ผู้นำตระกูลจ้าวนามว่าจ้าวซิงและผู้ดูแลหลี่เฉินจากสำนักเ้าอสูรเอง
ั้แ่พลบค่ำจนกระทั่งเที่ยงคืน ทั้งคู่ดื่มชาถ้วยแล้วถ้วยเล่าขณะที่รอคอยคนของตนกลับมาจากกับคร่ากุมตัวเย่เทียนิและปักษาไร้เงา แต่คนทั้งสองกลุ่มยังคงไม่กลับมา จ้าวซิงกระวนกระวายมองออกไปด้านนอกบ่อยครั้งด้วยความกังวล หลี่เฉินเองก็ไม่อาจเยือกเย็นได้อีกดูไปคล้ายกับสีหน้ามันจะเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ยามลูบแมวสามหางก็พบว่ามันลูบเร็วขึ้นกว่าเดิมราวกับจะแสดงความขุ่นเคืองใจออกมา
“ผู้ดูแลหลี่ นี่ก็... เนิ่นนานแล้ว ไฉนพวกเขาจึงยังไม่กลับมา? หรือว่าจะเกิดเื่ขึ้น? บางทีตระกูลเย่จะลอบลงมือ?” จ้าวซิงไม่อาจระงับใจได้อีกจึงมองไปยังหลี่เฉินพร้อมกับเอ่ยปากขึ้น
“เ้าแตกตื่นเื่อันใด? พวกมันคงอยู่ระหว่างทางกลับมา เ้าเป็ผู้นำตระกูลยังไม่รู้จักความอดกลั้นแม้แต่น้อย เพ้ย! ตระกูลเ้าคงเกินเยียวยา...” หลี่เฉินกล่าวด้วยความไม่พอใจยามกวาดตามองไปยังอีกฝ่าย แต่ท่าทีเช่นนั้น ไม่ว่าใครก็มองออกว่าสีหน้ามันไม่ได้สงบเยือกเย็นเช่นเดิมอีกแล้ว
จ้าวซิงหน้าแดงฉานด้วยความขุ่นเคือง แต่มันยังไม่กล้าฉีกหน้าจึงได้แต่จับตามองประตูห้องโถงอย่างเงียบงัน
จากนั้นแว่วเสียงฝีเท้าดังเข้าใกล้ห้องโถง สีหน้าจ้าวซิงจึงสดใสขึ้น กระนั้นเมื่อเห็นว่าใบหน้าของหลายคนที่เข้ามาไม่ใช่กลุ่มคนที่ส่งออกไปก่อนหน้า ความกังวลก็ฉายบนใบหน้ามันอีกครั้ง ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะคารวะทักทาย จ้าวซิงก็เอ่ยถามอย่างร้อนรน “ว่าอย่างไร? พบพ่อบ้านจ้าวกับพวกหรือไม่?”
“นายท่านพวกเรามาเพื่อรายงาน พวกเราพบร่องรอยการต่อสู้ที่ชานเมืองใกล้กับูเา แต่กลับไม่พบเห็นร่องรอยของพ่อบ้านจ้าว มิหนำซ้ำ... พวกเราก็ขาดการติดต่อกับผู้ที่เราให้คอยลอบสังเกตการณ์อยู่อีกด้วย ยามนี้ไม่ทราบว่าพวกเขาไปอยู่ที่ใดแล้ว...”
ผู้ที่เข้ามาหลังจากรายงานเสร็จก็ล่าถอยไป ปล่อยให้จ้าวซิงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ด้วยสีหน้าซึมเซา หากมีเพียงจ้าวฉวนที่หายไปก็อาจเป็เพราะมันยังไล่ล่าติดตามเย่เทียนิอยู่ แต่แม้กระทั่งคนที่ได้รับมอบหมายให้สังเกตการณ์จ้าวฉวนก็ยังหายไปด้วย ถ้าเช่นนั้นก็หมายความได้อย่างเดียวว่าพวกมันทั้งหมดเกิดเื่ขึ้นแล้ว... “แต่ แต่ทว่า ไฉนจึงเป็เช่นนี้ได้...? สายสืบพวกเราบอกว่าที่เดินทางร่วมกับเย่เทียนิมามีเพียงผู้เยาว์สองคนเท่านั้น หลังจากจ้าวฉวนออกไปแล้วตระกูลเย่จึงค่อยส่งคนไล่ตามเย่เทียนิ ก็หมายความว่าจ้าวฉวนมีเวลาเหลือเฟือที่จะคร่ากุมตัวเย่เทียนิเอาไว้ได้ก่อนที่จะทันมีเหตุเปลี่ยนแปลงอันใด แล้วไฉน...”
จ้าวซิงยิ่งครุ่นคิดก็ยิ่งกระสับกระส่าย เนื่องเพราะนอกจากจ้าวฉวนแล้วที่เหลือล้วนเป็คนจากสำนักเ้าอสูร จ้าวซิงจึงอ้าปากหมายจะถามหลี่เฉินว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆหลี่เฉินก็ชะงักกึกจากนั้นยื่นมือขวาออก แล้วเงาดำขนาดเล็กก็พลันพุ่งมาจากจากประตูโถงเข้าหามือของมันอย่างกะทันหัน ที่แท้เงานั้นคือมุสิกสีดำขนาดเล็กตัวหนึ่ง
มุสิกตัวนั้นใช้ตาดวงเล็กสีแดงฉานมองดูหลี่เฉินก่อนจะส่งเสียงร้องที่ไร้อารมณ์ออกมาสองครั้ง แล้วจึงหยุดนิ่งอยู่บนฝ่ามือของมัน
สีหน้าหลี่เฉินพลันบิดเบี้ยวปั้นยากยิ่งกว่าจ้าวซิงอีก แม้แต่ร่างกันก็เริ่มสั่นกระตุกแ่เบา --- ก่อนหน้านี้มันสั่งให้มุสิกตัวเล็กนี้สะกดรอยตามอู๋เซิน แม้จะเป็อสูริญญาที่มีพลังเพียงน้อยนิดทั้งยังไม่อาจบอกเล่ารายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้นได้ แต่มันยังอธิบายสถานการณ์คร่าวๆได้ อู๋เซินกับพวกทั้งหมดถูกสังหารแล้ว
“ผู้นำจ้าว คิดว่าแผนการของพวกเราคงต้องมีการเปลี่ยนแปลง...”
ถึงตรงนี้ พวกเราย้อนกลับมาที่ห้องรับรองแขกภายในเรือนด้านทิศเหนือของตระกูลเย่กันก่อน
บนเตียงที่กว้างใหญ่นุ่มสบาย เห็นไป๋หยุนเฟยจ้องมองแหวนที่อยู่ตรงหน้าด้วยความกังวล
แหวนพิเศษหลายวงนี้คือแหวนช่องมิติเฉพาะสำหรับให้คนของสำนักเ้าอสูรสวม จิ้งิเฟิงระบุว่าในนี้มีวงที่ฟางฮ่าวและไท่ผิงสวมเอาไว้ทั้งยังบอกว่าเป็‘สินา’ แหวนนี้ถูกดัดแปลงเป็พิเศษจึงสามารถเก็บได้เพียงอสูริญญาที่ไร้ชีวิตจิตใจ เมื่อไร้ประโยชน์กับจิ้งิเฟิงมันจึงมอบให้ไป๋หยุนเฟยเก็บไว้
“หากพี่หงยินอยู่ที่นี่ ข้าคงมอบให้เขาไป แต่ยามนี้... ข้าจำต้องเก็บเอาไว้ชั่วคราวก่อน แหวนช่องมิติเหล่านี้แปลกประหลาดอยู่บ้าง กลับไม่อาจเก็บพวกมันใส่แหวนช่องมิติได้ ก็หมายความว่าข้าจำต้องพกพาติดตัวเอาไว้ แต่ว่าเช่นนี้ช่างน่ารำคาญนัก เฮ้อ หากว่ามีอุปกรณ์ที่ช่วยให้ข้าสามารถเก็บแหวนช่องมิติได้...”
ไป๋หยุนเฟยส่ายหน้า จากนั้นใส่แหวนทั้งหมดลงในถุงผ้าก่อนจะเริ่มตรวจสอบ‘สินา’ของตนเอง แหวนช่องมิติทั่วไปหลายวง กระจกพิทักษ์หัวใจที่มีรูโหว่หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก นี่ก็เป็สิ่งของขั้นหายากระดับต่ำ มีดที่คล้ายมีดผ่าแตงขนาดเล็ก และอาวุธกึ่งวัตถุิญญาอีกเล่มพร้อมกับเงินทอง
“น่าเสียดายนักที่โล่สีทองนั้นถูกทำลายไป นั่นอาจเป็ขั้นหายากระดับกลางก็ได้ เฮ้อ...”
ระหว่างแยกแยะสิ่งของทีละชิ้น ไป๋หยุนเฟยก็เก็บทุกอย่างเอาไว้โดยไม่คิดจะเสียเวลาอัพเกรด แทนที่จะนั่งลงฝึกปรือพลัง ไป๋หยุนเฟยกลับเอนกายลงบนเตียงพร้อมกับใช้สองแขนหนุนศีรษะเพื่อพักผ่อนและใคร่ครวญถึงสิ่งที่ต้องในทำในอนาคต
“ข้าไม่ทิ้งร่อยรอยหลักฐานใดๆเอาไว้ ดังนั้นสำนักเ้าอสูรสมควรจะไม่ทราบว่าเป็ข้าที่สังหารศิษย์สำนักพวกมัน แต่ทว่าความเป็ศัตรูของข้ากับสำนักแห่งนี้เพิ่มมากขึ้นทุกวัน คงเป็การดีที่จะระมัดระวังตัวมากขึ้นและไม่เปิดเผยสิ่งของเหล่านี้ให้คนจากสำนักเ้าอสูรได้เห็น...”
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในความคิดของไป๋หยุนเฟยก็คือสำนักเ้าอสูร การสังหารศิษย์สำนักพวกมันเป็เื่ที่ไม่ยากเย็น แต่ไป๋หยุนเฟยยังไม่กล้าโอหังจนดูถูกสำนักซึ่งเป็หนึ่งในสิบสำนักใหญ่ในโลกของผู้ฝึกปรือิญญา ไม่ต้องบอกมันก็ทราบว่ามันต้องได้พบกับบรรพิญญาเช่นเดียวกับที่พบในเมืองชุ่ยหลิวหรือแม้กระทั่งเอกะิญญาจากสำนักเ้าอสูรเข้าสักวัน การจะรักษาชีวิตเอาไว้จะกลายเป็เื่ยากเย็นจนเหลือเชื่อ
อีกด้านหนึ่งตระกูลจ้าวก็ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับมัน ตระกูลจ้าวไม่ทราบมาก่อนว่ามันเป็ใครดังนั้นไป๋หยุนเฟยจึงสามารถพักอยู่ในเมืองเกายี่ได้อย่างไร้กังวลใน่สี่ห้าวันนี้ก่อนจะไปจากเมือง ไม่ว่าจะสู้หรือสะบัดหน้าจากไปก็ล้วนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของมัน
“อืม ข้าสมควรไปเยี่ยมเยียนตระกูลหลิวเช่นกัน...”
“ไม่ทราบว่าแม่นางซินหยุนจะเป็อย่างไรบ้าง ครั้งนั้นมีศิษย์สำนักเ้าอสูรเพียงสี่คน ดังนั้นยามนี้พวกนางก็สมควรปลอดภัยดี ไม่ทราบจะมีโอกาสได้พบพวกนางอีกหรือไม่...”
เช้าตรู่วันต่อมา ไป๋หยุนเฟยเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากห้องก็เห็นจิ้งิเฟิงและเทียนิรออยู่ที่ลานบ้านแล้ว
ในมือจิ้งิเฟิงเป็อาวุธมีดูคล้ายกับมีดสั้น แต่ขณะเดียวกันก็คล้ายจะไม่ใช่ ด้านหนึ่งเป็คมคล้ายดาบสั้น แต่อีกด้านกลับหยักเป็รูปฟันเลื่อย อาวุธที่พิสดารเล่มนี้กำลังถูกจิ้งิเฟิงและเทียนิศึกษาอย่างใกล้ชิด ก่อนที่ไป๋หยุนเฟยจะจดจำออกว่านี่เป็วัตถุิญญาที่่ชิงมาจากไท่ผิง
“พี่ไป๋ ท่านตื่นแล้ว? ข้ากำลังจะไปปลุกท่าน! เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่? ขณะที่ท่านพักผ่อนคงไม่ได้ดูแลท่านบกพร่องกระมัง? หากมีอะไรก็บอกข้าแล้วข้าจะให้บ่าวไพร่ไปจัดการให้!” เทียนิยิ้มแย้มเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยเข้ามาหาพวกตน
“อา หลับสบายดี ไม่มีอะไรบกพร่อง เป็ค่ำคืนที่สุขสบายนัก” ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าก่อนจะหันไปกล่าวต่อจิ้งิเฟิง “ทางที่ดีอย่าได้นำอาวุธนี้ออกมาพร่ำเพรื่ออีก หรือเ้า้าให้ทุกคนทราบว่าคนที่สังหารศิษย์สำนักเ้าอสูรก็คือพวกเรา?”
“ฮ่า ฮ่า อย่าได้กังวลไป ข้าทราบดี” จิ้งิเฟิงหัวเราะเบาๆก่อนจะเก็บวัตถุิญญาชิ้นนั้นพ้นจากสายตาชื่นชมของเทียนิ
หลังจากล้างหน้าเรียบร้อย ทั้งสามคนจึงออกไปรับประทานอาหารเช้า เพื่อไม่ให้เป็การเสียมารยาทไป๋หยุนเฟยออกไปคารวะเย่ถิงและพูดคุยสนทนากันชั่วครู่ ทันทีที่คุยจบมันก็รีบออกจากบ้านให้เทียนิพาตนเองและจิ้งิเฟิงเที่ยวชมเมืองเพื่อซื้อหาสิ่งของ
ไป๋หยุนเฟยและจิ้งิเฟิงอดหัวเราะไม่ได้ที่ได้เห็นว่าเทียนิตื่นเต้นร่าเริงเพียงใดยามเดินผ่านถนนอันครึกครื้นภายในเมือง ทุกที่ที่ผ่านเทียนิจะต้องร่ายยาวพร่ำบอกอธิบายว่าพื้นที่นี้มีอะไรเป็จุดเด่นและที่ใดมีเื่น่าสนใจให้กระทำ
“เอาล่ะเทียนิ ในเมื่อเ้าบอกเล่าเื่ราวมากมายของสถานที่อัน‘น่าสนุก’ เ้าก็ต้องคุ้นเคยกับสถานที่เ่าั้อย่างยิ่ง แล้วไฉนเ้าจึงตื่นตาตื่นใจปานนี้!” จิ้งิเฟิงอดสัพยอกมันไม่ได้
ไม่คาดคิดว่าเทียนิจะรับคำ‘เยินยอ’เอาไว้อย่างเต็มใจ เทียนิสะบัดผมไปด้านหลังพร้อมกับกล่าวด้วยท่าทีภาคภูมิ “ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว! ฉายาข้าในเมืองเกายี่คือ ‘เ้าแห่งการเล่น’ ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วย...”
“หืม? ‘เ้าแห่งการเล่น’? มันเป็ตัวอะไร?” จิ้งิเฟิงงุนงง
“‘เ้าแห่งการเล่น’หมายถึงตัวข้า ไม่ใช่ตัวอะไร!” เทียนิชะงักคำพูดลงชั่วขณะราวกับนึกว่าตนเองกล่าวอะไรผิดก่อนจะเอ่ยปากต่อ “ข้าไม่ได้บอกว่าข้ารู้จักแต่การเล่น ข้าบอกว่าเป็ที่รู้จักในนามหนึ่งใน‘สี่คุณชาย’แห่งเมืองเกายี่! ‘เ้าแห่งการเล่น’เป็ฉายาของข้า”
“สี่คุณชายแห่งเกายี่? มันคืออะไร”
“ก็หมายถึงพวกเราคุณชายทั้งสี่คนจริงๆ” เทียนิอธิบาย “ในเมืองเกายี่ มีคุณชายบ้านตระกูลหลิว เย่และจ้าว และอีกหนึ่งคือบุตรชายท่านเ้าเมือง พวกเราแต่ละคนล้วนมีฉายาของตนเอง เช่นเดียวกับ‘สี่คุณชายนครหลวง’ที่อยู่ในเมืองหลวง”
“ช้าก่อน จู่ๆก็มี‘สี่คุณชายนครหลวง’โผล่มาจากที่ใด?” จิ้งิเฟิงโพล่งด้วยความสงสัย
ไป๋หยุนเฟยก็ถูกดึงดูดความสนใจด้วยเช่นกันหลังจากได้ยินคำว่า‘นครหลวง’ “เทียนิ” มันเอ่ยขึ้น “หรือว่า‘สี่คุณชายนครหลวง’ก็เป็บุตรชายของสี่ตระกูลใหญ่เช่นกัน? เ้าพอจะเล่าเื่ของพวกมันได้หรือไม่?”
