การคลี่คลายเื่การแต่งงานของยัยคนไม่ได้เื่สวี่ชิวเยวี่ยเป็ไปอย่างราบรื่น แต่ก็ไม่ได้ทำให้ฮูหยินเยี่ยนเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเยวี่ยเจาหราน ในใจของฮูหยินเยี่ยนนั้น เยวี่ยเจาหรานยังคงเป็ ‘นังชั่ว’ ที่รังแกสวี่ชิวเยวี่ยแล้วไม่ยอมรับ อีกทั้งยังชักสีหน้าใส่เยวี่ยเจาหรานหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แต่เพื่อความปรองดองของครอบครัว เยวี่ยเจาหรานจึงเสียสละตนเพื่อสัจธรรม เดินไกลออกไปเรื่อยๆ บนเส้นทางการแห่งอุทิศตน เรียกง่ายๆ ก็คือ ‘ยอมรับชะตากรรม’
ย้อนกลับไปพูดถึงคุณชายจ้าวที่น่าสงสารผู้นั้นอีกครั้ง หลังจากที่ถูกหลอก ข่าวซุบซิบนินทาของเขาก็แพร่สะพัดไปทั้งเมืองหลวง เพราะหญิงสาวที่ได้ให้สัมภาษณ์ในตอนแรกนั้นหายตัวไปแล้ว ดังนั้นเื่ราวทั้งหมดจึงกลายเป็หญิงสาวที่เหล่าชาวบ้านกินเผือกสามารถพรรณนากันตามแต่ใจตน นอกจากจะปิดประตูไม่สนใครจะว่าอย่างไรแล้ว ก็แทบจะไม่มีหนทางอื่นอยู่เบื้องหน้าคุณชายจ้าวเลย
ประตูใหญ่จวนจ้าวปิดสนิท แม้แต่บิดาของคุณชายจ้าวทุกๆ วันก็ยังต้องอดทนต่อสายตาสมเพชและแบ่งแยกจากเหล่าขุนนางมากมาย ทุกครั้งต้องอับอายขายหน้า จนแทบอยากจะออกจากวังตะบึงกลับบ้านไปเสียเดี๋ยวนั้น จากนั้นก็ไปทิ้งะเิดุด่าลูกชายของตนอย่างบ้าคลั่งสักรอบ เพื่อขจัดความทุกข์และความอัปยศอดสูที่ยากจะอธิบายในใจของตน
เมื่อเห็นว่าอนาคตของคนหนุ่มดีๆ ถูกบดขยี้ด้วยมือของตนเช่นนั้น เยวี่ยเจาหรานก็ไม่อาจอดกลั้นต่อไปได้ เขาไปหาเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วหลังจากที่นางเลิกเรียนหลายต่อหลายครั้ง อีกทั้งยังถามเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วด้วยคำพูดอันเป็เหตุเป็ผลว่านางได้ไปคุยกับแม่ทัพเยี่ยนตามที่ตนบอก ว่าให้แม่ทัพเยี่ยนช่วยสนับสนุนเสี่ยวจ้าวที่น่าสงสารผู้นั้นสักหน่อยแล้วหรือไม่ แต่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เอาแต่พูดจาคลุมเครือ และการตอบสนองเช่นนี้ของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ยิ่งยั่วโมโหเยวี่ยเจาหรานเข้าไปอีก ทำให้เขาขมวดคิ้วอยู่ทุกครั้ง แล้วแยกกันไปด้วยความขุ่นเคือง
เป็ค่ำคืนที่เงียบสงบอีกคืนหนึ่ง และเยวี่ยเจาหรานก็นั่งอยู่ในบ้าน รอคอยเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลับมาจากการเล่าเรียนอย่างเงียบงันอีกครั้ง แต่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วในยามนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รู้สึกถึง ‘อันตราย’ ที่กำลังย่างกรายใกล้เข้ามาหาตน
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ะโโลดเต้นครวญเพลงวิ่งมาที่เรือน ทั้งจิตทั้งใจล้วนอยู่ในความชื่นมื่นของการเลิกเรียน แต่ในชั่วขณะที่เข้าประตูไปนั้น ทั่วทั้งร่างก็รับรู้ได้โดยอัตโนมัติ... พลันแข็งทื่อไป
เยวี่ยเจาหรานนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยความนิ่งเงียบอย่างไม่ได้เห็นบ่อยนัก แม้บนใบหน้าจะไม่นับว่าไร้อารมณ์ แต่ก็กลับทำให้คนที่เห็นรอยยิ้มที่มุมปากนั้นของเขา... เสียวสันหลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เยวี่ยเจาหรานได้ยินเสียงเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกลับมาแล้ว ก็ยกมือขึ้นงอนิ้วเล็กน้อย แล้วเคาะลงบนโต๊ะอย่างเป็จังหวะ ส่งเสียงดัง ‘ตึก ตึก ตึก’
“กลับมาแล้วหรือ?”
น้ำเสียงของเขาเหมือนกับยามปกติ ไร้ซึ่งความแตกต่าง แต่ไม่รู้เหตุใด มันกลับ... มีความคุกคามมากขึ้นไม่น้อยเลย? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างอดไม่ได้ ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้สติกลับมา แม้จะอ้าปากพูดขึ้นมาแล้ว แต่ร่างกายกลับยังคงนิ่งงันอยู่กับที่
“ข้ารู้ว่าเ้าอยากจะพูดอะไรกับข้า... เ้าบอกมาตั้งหลายครั้งแล้ว... ข้าเข้าใจแล้วและก็จำได้แล้วด้วย เ้าวางใจเถอะน่า...”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่พูดเฉไฉพยายามแกล้งทำไม่รู้เื่ แต่กลับไม่รู้เลยว่าเื่นี้ได้ไปแตะต้องขีดจำกัดของเยวี่ยเจาหรานเข้าแล้ว เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อน แต่ก็ยังใช้การก้มหน้าขยุกขยิกมือมาปกปิดความประหม่าของตน
ในห้องเงียบกริบลงในฉับพลัน เงียบเสียจนทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วใจสั่น นางไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้ของเยวี่ยเจาหรานมาก่อน อย่างไรเสีย เยวี่ยเจาหรานในยามปกติถึงจะโกรธก็ไม่ได้เ็าไม่พูดไม่จาเช่นนี้นี่นา? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพยายามดึงสถานการณ์กลับมา นางกระแอมไอเล็กน้อยแล้วจึงแสร้งทำเป็เดินไปข้างหน้าสองสามก้าวอย่างเฉยเมย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระอย่างยิ่ง “โธ่เอ๊ย ข้าเข้าใจแล้วน่าเ้าวางใจเถอะ...”
“ข้าจะวางใจได้อย่างไร?!”
น้ำเสียงของเยวี่ยเจาหรานดังขึ้นมากะทันหัน พร้อมกับใช้มือตบลงบนโต๊ะ การกระทำที่ผิดปกติธรรมดาเช่นนี้ของเยวี่ยเจาหรานทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตกตะลึง นางที่ยังไม่ทันได้นั่งลงนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งถึงค่อยๆ เอ่ยขึ้น “เ้า... เ้ามีอะไรให้ไม่วางใจกัน!”
......
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่ไม่รู้จะทำอย่างไรพยายามแผดเสียงให้ดังขึ้น หวังว่าหากทำเช่นนี้จะสามารถทำให้เยวี่ยเจาหรานรู้ว่าเดิมทีตนก็ไม่ได้กลัวเขา แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ผล เพราะสีหน้าของเยวี่ยเจาหรานนั้นยังคงย่ำแย่ แต่ก็ยังดีที่น้ำเสียงค่อยๆ นิ่งสงบลง “เ้าเข้าใจว่าเื่นี้มีความหมายอย่างไรต่อเขาบ้างหรือไม่?”
“ลูกพี่ ข้าไม่ใช่เขาเสียหน่อย ข้าจะไปเข้าใจได้อย่างไร? อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะไม่ทำตามที่เ้าบอก แต่พ่อของข้าเขา...”
“เ้าไม่ได้เอาใจใส่เลยสักนิด แล้วแม่ทัพเยี่ยนจะใส่ใจได้อย่างไร?”
กระทั่งตอนนี้ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเพิ่งจะค้นพบว่าท่าทีที่น่ากลัวที่สุดของเยวี่ยเจาหรานไม่ได้การนิ่งเงียบ ยิ่งไม่ใช่การขึ้นเสียงอย่างกะทันหัน แต่เป็เช่นยามนี้ที่ดูเหมือนจะผ่อนคลายสงบนิ่ง ทว่าสงบนิ่งจนเกินไป
เยวี่ยเจาหรานเก่งกาจในการใช้ความสงบนิ่งเช่นนี้มาอำพรางความรู้สึกของตน แต่อีกด้านหนึ่งกลับใช้ประโยชน์จากความสงบนิ่งนี้ แสดงออกถึงความโกรธเคืองของตนอย่างลึกล้ำ
และความโกรธเคืองนี้ ทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโมโห ทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วหวาดกลัว ทั้งยิ่งทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่เข้าใจ
“เหตุใดข้าต้องเอาใจใส่ด้วยล่ะ? สิ่งที่ข้าสนใจมีเพียงเื่การแต่งงานของเขากับสวี่ชิวเยวี่ยจะล้มเลิกไปได้หรือไม่เท่านั้น อนาคตของเขามันเกี่ยวข้องอะไรกับข้าด้วยเล่าลูกพี่?!” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอธิบายความไม่เข้าใจของตนไปพลางนั่งลงข้างกายเยวี่ยเจาหราน “จะว่าไปแล้ว เื่ของอนาคต เดิมทีก็ไม่แน่นอนอยู่แล้ว ใครจะไปคาดการณ์ได้กัน?”
เยวี่ยเจาหรานไม่พอใจกับท่าทีของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างยิ่ง พลันเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “ตอนแรกพวกเราก็ตกลงกันแล้ว เ้าก็รับคำกับข้าว่าจะให้แม่ทัพเยี่ยนช่วยพูดให้เขาแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ข้ารับคำแล้วนั่นไม่ผิดหรอก แต่ว่า...” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดเยวี่ยเจาหรานจะต้องโมโหไม่พอใจเพราะผู้ชายที่ไม่เคยรู้จักมักจี่กันขนาดนี้ด้วย คงไม่ใช่ว่า…
คงไม่ใช่ว่าเยวี่ยเจาหรานเป็ชายรักชายหรอกนะ?!
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมา เอ่ยถามเยวี่ยเจาหรานอย่างเอาจริงเอาจังยิ่ง “เข้าประเด็นเลยนะ ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไมเ้าเป็เดือดเป็ร้อนกับเื่นี้ด้วย คุณชายจ้าวผู้นั้น ไม่ได้มีความข้องเกี่ยวอะไรกับพวกเราเลยไม่ใช่หรือ...?”
“แต่ข้าไม่อาจสละผู้บริสุทธิ์เพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายของตนได้! นอกจากนี้เดิมทีเขาควรจะมีอนาคตอันสดใสสวยงาม พวกเราจะให้คนอื่นมาแบกรับาแเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนได้อย่างไร? เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเ้าเคยคิดบ้างไหมว่าคุณชายจ้าวนั้นบริสุทธิ์แค่ไหน?”
เยวี่ยเจาหรานเป็คนดี แต่ก็เป็คนร้ายกาจด้วยเช่นกัน เขาแสดงความเห็นอกเห็นใจออกมาขนาดนั้น แต่เขากลับเป็ผู้ริเริ่มเื่ราวทั้งหมด หากไม่มีเยวี่ยเจาหราน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วคงไม่มีทางติดแผนการที่แยบยลไร้ที่ติทั้งสมเหตุสมผลขนาดนี้ได้เป็แน่ แต่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่มีใครรู้สึกเศร้าเสียใจกับเื่นี้…
ก็มีเพียงเยวี่ยเจาหรานตัวต้นเหตุผู้นี้เท่านั้น ที่รู้สึกผิดบาป
เมื่อได้ยินเยวี่ยเจาหรานพูดเช่นนั้น เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็แทบอยากจะกลอกตาเสียให้ได้ แถมนางก็ทำเช่นนั้นไปแล้ว “เ้าช่างเป็คนดีที่มีอารมณ์เปราะบางเสียเหลือเกิน”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วหันหน้ากลับมา แล้วมองเยวี่ยเจาหรานอย่างจริงจังอย่างยิ่ง นางเอ่ยอย่างชัดเจนทีละคำ “เ้าสงสารเขาขนาดนั้น แล้วเหตุใดถึงต้องคิดวิธีการเช่นนี้มาทำลายเข้าด้วยล่ะ?” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังคงยิ้มอยู่ ราวกับกำลังเยาะเย้ยความอ่อนไหวของเยวี่ยเจาหราน “หากไม่ใช่เพราะความกรุณาของเ้า คุณชายจ้าวจะได้มีวันนี้หรือ? ที่เขาโด่งดังอยู่ในเมืองหลวงเช่นตอนนี้ได้ ก็ต้องขอบคุณเ้านะ!”
คำพูดของนางราวกับคมมีด แทงเข้าไปในหัวใจของเยวี่ยเจาหรานที่แต่เดิมก็ชอกช้ำระกำใจอยู่แล้วอย่างโเี้ ทะลวงจุดอ่อนของเยวี่ยเจาหรานไปในทันที
