จอมยุทธ์ขั้นสร้างลมปราณอายุ 16 ปี เกิดอะไรขึ้นกับโลกบำเพ็ญเพียร!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งซือหงเหลียงที่ตอนนี้อ้าปากค้างกรามแทบหลุด เดิมทีเขานึกว่าอย่างมากจูชิงก็น่าจะเป็ขั้นสร้างลมปราณเจ็ดหรือแปดชั้นฟ้า คิดไม่ถึงว่าจูชิงจะมีขั้นพลังสูงยิ่งกว่าที่คิด เป็ถึงขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า
จูชิงอายุยังน้อย หากอยู่ในขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าต่างกับซือหงเหลียงที่ปีนี้เขาก็อายุ 66 ปีแล้ว ทว่ากลับเป็ได้แค่ขั้นสร้างลมปราณสี่ชั้นฟ้า ช่องว่างต่างกันราวฟ้ากับเหวขนาดนี้เชียวหรือ?
“สหายน้อย เ้ากำลังตามหาขุนเขากระบี่เทียนหยวนอยู่อย่างนั้นหรือ?” จางโซ่วซานนั่งลง
“เ้ารู้จักรึ?” จูชิงชำเลืองมองจางโซ่วซาน
จางโซ่วซานหน้าแข็งทื่อ ในฐานะเ้าสำนักหมอกวัสสาน บริเวณแถบนี้เขาเปรียบเสมือนกับนฤบาล ไม่เคยถูกใครดูิ่เช่นนี้มาก่อน
แต่เมื่อนึกถึงอายุกับขั้นพลังของจูชิง จางโซ่วซานต้องยับยั้งความไม่พอใจที่มีอยู่ในใจ สำเร็จเป็ขั้นสร้างลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าด้วยอายุเพียงเท่านี้ ใช้เวลาไม่นานจะต้องทะลวงเป็ขั้นหลอมลมปราณได้โดยไม่ต้องสงสัย หรืออาจกลายเป็ขั้นสั่งสมจอมยุทธ์ที่เล่าขานในตำนานก็ว่าได้ ถ้าสร้างความสัมพันธ์ที่ดีไว้ั้แ่ตอนนี้จะต้องเป็ประโยชน์ต่อสำนักหมอกวัสสานอย่างแน่นอน
ถ้าจูชิงรู้ว่าจางโซ่วซานคิดเช่นนั้นคงเอามือฟาดหน้าทันใดไม่รอช้า ถ้าเขาใช้เวลาทั้งชีวิตบำเพ็ญเพียรแล้วเป็ได้แค่ขั้นสั่งสม สู้ฆ่าเขาให้ตายเสียยังดีกว่า
สำหรับจูชิงแล้วขั้นสั่งสมมิได้ยิ่งใหญ่อะไร เพราะก่อนหน้านี้เขาก็เพิ่งฆ่าขั้นสั่งสมไปหนึ่งคน
“ถึงจะมีสำนักอื่นอยู่ใกล้ๆ สำนักหมอกวัสสาน ทว่าไม่มีสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวนที่เ้าว่าเลย” จางโซ่วซานยิ้ม
“เช่นนั้นสำนักหมอกวัสสานมีบันทึกอะไรที่เกี่ยวข้องกับขุนเขากระบี่เทียนหยวนบ้างหรือไม่?” จูชิงขมวดคิ้ว
“ไม่มีเลย!” จางโซ่วซานส่ายศีรษะ
“ข้าขอใช้หอคัมภีร์ของเ้าหน่อย ช่วยนำทางพาข้าไปที!” จูชิงลุกขึ้นยืน
จางโซ่วซานขมวดคิ้ว หอคัมภีร์เป็หนึ่งในสถานที่ที่สำคัญยิ่งยวดของสำนัก มรดกสืบทอดหรือวิชาต้องห้ามล้วนแล้วอยู่ในหอคัมภีร์ทั้งสิ้น ถ้ามีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้น มันจะกลายเป็ปัญหาใหญ่หลวงยวดยิ่งกับสำนักหมอกวัสสาน
แต่จูชิงไม่เปิดโอกาสให้จางโซ่วซานปฏิเสธเลย เขาวางมือบนไหล่จางโซ่วซาน ส่งลมปราณน่าพรั่นพรึงแสนพรรณนากดดันอีกฝ่าย
“เป็ไปได้ยังไง!” จางโซ่วซานพยายามขับเคลื่อนลมปราณต่อต้านตามสัญชาตญาณ ทว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดฝ่ามือของจูชิงออกได้เลย
“ถ้าข้าเป็เ้า ข้าจะยอมเชื่อฟังแต่โดยดี!” จูชิงยิ้มเล็กน้อย
จางโซ่วซานยิ้มเจื่อน อายุเพียงแค่นี้แต่กลับแข็งแกร่งยิ่งกว่าเขาหลายสิบเท่า!
หอคัมภีร์ของสำนักหมอกวัสสานมีคัมภีร์อยู่เป็พันเล่ม ส่วนใหญ่เป็พวกวิชากับวรยุทธ์
จูชิงไม่ได้สนใจวิชาอะไรพวกนั้น เขาสืบเท้าเดินไปยังหมวดหมู่เื่ทั่วไปแล้วหยิบบันทึกภูมิศาสตร์เล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน
“ฟึ่บ!” ความเร็วในการอ่านของจูชิงน่าทึ่งเป็อย่างมาก เขาอ่านบันทึกหนาหนึ่งนิ้วเพียงสิบลมหายใจก่อนที่จะวางมันลงแล้วหยิบเล่มใหม่ขึ้นมาอ่านต่อ
นี่เป็ครั้งแรกที่จางโซ่วซานเห็นคนอ่านหนังสือเฉกเช่นนี้ นี่มันใช่อ่านหนังสือที่ไหน แค่เปิดหนังสือเล่นๆ ยังไม่เร็วขนาดนี้เลย
“มหาทวีปชางอู๋หลิง!” ชื่อทวีปหนึ่งที่อยู่ในบันทึกดึงดูดความสนใจของจูชิงได้ไม่น้อย
ถ้าจำไม่ผิดขุนเขากระบี่เทียนหยวนตั้งอยู่ในมหาทวีปิเจี้ยนเทียน!
“ทั้งสองอยู่คนละภูมิภาคกันอย่างนั้นรึ?” จูชิงขมวดคิ้ว
ดินแดนของมหาทวีปกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต คนทั่วไปใช้เวลาทั้งชีวิตยังไม่สามารถเดินทางได้ทั่วทั้งมหาทวีป นับประสาอะไรกับการข้ามมหาทวีป
นอกเสียจากจะเป็ขั้นเหินนภาที่มีความสามารถในการเหาะเหินเดินบนอากาศถึงจะสามารถข้ามมหาทวีปได้ ซึ่งนั่นมิใช่สิ่งที่จูชิงสามารถทำได้ในปัจจุบัน
“เ้ากำลังช่วยข้าหรือกำลังแกล้งข้ากันแน่!” จูชิงยิ้มขมขื่น ชายลึกลับทิ้งเขาไว้ตามลำพังบนเกาะร้าง จนขึ้นแผ่นดินใหญ่ถึงได้รู้ว่าที่นี่ห่างไกลกับขุนเขากระบี่เทียนหยวนมากขนาดไหน!
พอรู้ว่าตัวเองอยู่อีกมหาทวีปหนึ่งจูชิงก็ไม่ได้คิดที่จะอยู่ที่นี่อีกต่อไป เขาโยนบันทึกในมือทิ้งแล้วเดินออกไปจากหอคัมภีร์
“ช่างเถอะ ในเมื่อขุนเขากระบี่เทียนหยวนอยู่ไกลสุดขอบฟ้าก็ไม่จำเป็ต้องรีบไปขุนเขากระบี่เทียนหยวน!” จูชิงคิดในใจ
พอคิดได้ดังนั้นจูชิงก็เลยตั้งรกรากอยู่ในสำนักหมอกวัสสานชั่วคราว กลืนกินพลังฟ้าดินบนยอดเขาในตอนเช้า กลืนกินแสงจันทร์ในตอนกลางคืน
คนในสำนักหมอกวัสสานพบว่าพลังฟ้าดินหนาแน่นยิ่งกว่าเดิมใน่สองวันที่ผ่านมา ส่งผลให้การบำเพ็ญเพียรแกร่งกล้ากว่าเก่าหลายเท่า
สำนักหมอกวัสสานมิใช่ถ้ำ์ที่อุดมสมบูรณ์ พลังฟ้าดินบริเวณรอบๆ ธรรมดาสุดแสน ฝึกฝนอยู่ที่นี่หนึ่งปียังเทียบมิได้กับการฝึกฝนในขุนเขากระบี่เทียนหยวนหนึ่งเดือน
เพราะวิชาลับกลืนปราณเหนี่ยวนำพลังฟ้าดินจากบริเวณรอบๆ ให้เป็หนึ่งเดียวกัน แม้ว่าส่วนใหญ่จะถูกจูชิงกลืนกิน แต่ส่วนที่เหลือก็มีจำนวนมากล้นเพียงพอให้ศิษย์สำนักหมอกวัสสานพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย
ไม่กี่วันมานี้จางโซ่วซานแวะเวียนมาหาจูชิงทุกวันเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าก็อึกๆ อักๆ อยู่ทุกครั้ง คล้ายกำลังลังเลอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งในเมื่อจางโซ่วซานไม่พูด จูชิงก็ี้เีถาม
ทว่าสุดท้ายจางโซ่วซานก็ทนไม่ไหว ในที่สุดเ้าสำนักผู้ยิ่งใหญ่ก็มาคุกเข่าต่อหน้าจูชิง
จูชิงมองจางโซ่วซาน เ้าสำนักหมอกวัสสานผู้สูงศักดิ์ถึงกับคุกเข่าขอร้อง ดูเหมือนเื่ที่อีกฝ่ายจะพูดคงเป็เื่ร้ายแรงไม่น้อย
“ท่านผู้าุโ ได้โปรดช่วยสำนักหมอกวัสสานด้วย!” จางโซ่วซานโขกศีรษะลงกับพื้น!
จางโซ่วซานมิได้ใช้ลมปราณคุ้มกันกาย แรงกระแทกอัดเข้าที่ศีรษะโดยตรง
“มีเื่อะไรอยากขอร้องข้า?” จูชิงเอ่ยถาม
“ช่วยฆ่าสัตว์อสูรให้พวกเราด้วย!” จางโซ่วซานพูด
“สัตว์อสูร? กระทั่งเ้ายังรับมือไม่ได้งั้นรึ?” จูชิงผงะ ถึงจางโซ่วซานจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับเขา ทว่าก็เป็ขั้นสร้างลมปราณสี่ชั้นฟ้า กระนั้นแล้วก็ยังรับมือกับสัตว์อสูรที่ว่านั่นไม่ได้อย่างนั้นรึ
จูชิงหรี่ตาเล็กน้อย ในใจรู้สึกฉงนสงสัย หรือว่าอีกฝ่าย้าใช้สัตว์อสูริญญากำจัดเขา ทว่าเขาแค่พำนักอยู่ในสำนักหมอกวัสสานไม่ใช่หรือ ไม่ได้ไปฆ่าใครตายทำความผิด์ลงทัณฑ์คนลงโทษเสียหน่อย
“ท่านผู้าุโอย่าได้เข้าใจข้าผิด ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อท่าน!” จางโซ่วซานรีบอธิบาย หากจูชิงเข้าใจผิด สำนักหมอกวัสสานคงล่มสลายในราตรีเดียวเป็แน่แท้
“งั้นรึ ลองเล่ารายละเอียดให้ข้าฟังหน่อย!” จูชิงยักไหล่ จากนั้นก็ฟังเื่ราวจากจางโซ่วซาน
ทว่ายิ่งฟังสีหน้าจูชิงก็ยิ่งเคร่งขรึม ไปๆ มาๆ ก็ถึงกับขมวดคิ้ว
2 ปีก่อน จางโซ่วซานบังเอิญพบเหมืองหินปราณแห่งหนึ่งบนเขาสองัที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปหนึ่งร้อยลี้!
จางโซ่วซานย่อมดีใจเป็ธรรมดา สำนักหมอกวัสสานพัฒนาจนถึงขีดจำกัดแล้ว ถ้าไม่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็จางโซ่วซานหรือสำนักหมอกวัสสานก็ไม่มีทางก้าวหน้าต่อไปมากกว่านี้แล้ว
การปรากฏของเหมืองหินปราณทำให้จางโซ่วซานเป็ปีติสุดแสน จากการคาดเดา ปริมาณของหินปราณที่อยู่ในเหมืองน่าจะเพียงพอให้สำนักหมอกวัสสานใช้เป็เวลาหลายร้อยปี อีกทั้งพลังปราณฟ้าดินบริเวณรอบเขาสองัยังแข็งแกร่งกว่าสำนักหมอกวัสสานหลายเท่า ฝึกฝนเพียงเล็กน้อย แต่ผลตอบแทนที่ได้มากเป็ทวีคูณ
ทว่าจางโซ่วซานยังมิทันเข้าเหมืองหินปราณ พลังปราณของมันก็ได้ดึงดูดสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาที่นี่ มันเป็สัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณระดับกลาง แข็งแกร่งยิ่งกว่าจางโซ่วซานหลายเท่า แน่นอนว่าจางโซ่วซานไม่สามารถประมือกับมันได้จึงถูกมันขับไล่ออกมา
จางโซ่วซานทนไม่ได้ที่ถูกสัตว์อสูร่ชิงเหมืองหินปราณไปต่อหน้าต่อหน้า เขารวบรวมศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักหมอกวัสสานมุ่งหน้าไปที่เขาสองัมาดหมายสยบสัตว์อสูรตัวนั้น!
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้าุโสำนักหมอกวัสสานถูกฆ่าตายเกือบหมด ขุมกำลังของสำนักหมอกวัสสานลดลงอย่างมาก นอกจากซือหงเหลียงกับจางโซ่วซานที่หนีรอดออกมาได้นั้น คนที่เหลือล้วนดับสิ้นวายชีวาอยู่บนเขาสองั
จูชิงฟังแล้วก็ไม่แปลกใจ เขาอยู่สำนักหมอกวัสสานมาก็นานแล้ว ทว่าผู้ที่มีขั้นพลังสูงกว่าขั้นหลอมกายากลับมีแค่ซือหงเหลียงกับจางโซ่วซาน ต่างกับที่ซุนซี่ผิงเคยพูดไว้ลิบลับ ที่แท้คนอื่นๆ ถูกสัตว์อสูรฆ่าตายหมดแล้วนี่เอง
ปกติแล้วสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวมิใช่คู่มือของสำนักหมอกวัสสาน แต่สัตว์ิญญาตัวนั้นเชื้อเชิญสัตว์อสูรตัวอื่นมาร่วมต่อสู้ด้วย มีหลายตัวเป็ขั้นสร้างลมปราณ ไปถึงเขายังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเข้าบุกโจมตีก่อน จางโซ่วซานไม่ตายก็โชคดีมากแล้ว
ถ้าจูชิงไม่ปรากฏตัว จางโซ่วซานคงต้องยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่หลังจากที่เห็นความแข็งแกร่งของจูชิง จางโซ่วซานก็มีความหวังริบหรี่ บางทีจูชิงอาจสังหารมันสำเร็จก็เป็ได้
“เ้าประเมินข้าสูงไปกระมัง ข้าคนเดียวไม่ว่าจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ประมือกับสัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณมากขนาดนั้นไม่ได้” จูชิงกลอกตา
“แล้วถ้าข้ากับท่านล่ะ?” จางโซ่วซานกระวนกระวาย
“ตัวเดียวเ้ายังจัดการไม่ไหว แล้วที่เหลือจะให้ข้าจัดการงั้นรึ?” จูชิงแค่นเสียงหึ
“นั่นเหมืองหินปราณเชียวนะ ท่านจะปล่อยมันไปทั้งแบบนั้นรึ?” จางโซ่วซานยังไม่ย่อท้อ
จูชิงขมวดคิ้ว “เหมืองนั่นใหญ่แค่ไหน?”
“ใหญ่มาก ข้าเคยเข้าไปสำรวจดูแล้ว น่าจะครอบคลุมทั้งเขาสองั!” จางโซ่วซานกล่าว
“ใหญ่ขนาดนั้นเลยรึ?” จูชิงตะลึงงัน ถ้าเป็จริงอย่างที่อีกฝ่ายว่าก็นับว่าเป็เหมืองแร่ขนาดั์
เหมืองแร่ั์พบเจอได้ยากยิ่ง ถ้าเป็เหมืองเฉกเช่นนั้นน่าจะมีปราณบริสุทธิ์อยู่ หากเป็เช่นนั้นก็คุ้มค่าที่จะลอง!
สัตว์อสูรขั้นสร้างลมปราณจูชิงไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก ถ้าหยุดพวกมันไม่ได้ก็กลายร่างเป็วานรวินาศ เขาไม่เชื่อว่าพวกมันจะหยุดวานรวินาศได้!
“นำทางไป!” จูชิงลุกขึ้นยืนแล้วเรียกัคะนองน้ำน้อยกับสุนัขโลกันตร์สามหัว
“หา?” จางโซ่วซานใมาก ตะลึงงันไปชั่วขณะ
“มัวอึ้งอะไรอยู่ ข้าบอกว่าให้นำทางไป!” จูชิงกล่าว
“ขอรับ ข้าจะรีบนำทางไปเดี๋ยวนี้!” จางโซ่วซานดีใจมาก รีบพาจูชิงมุ่งหน้าไปยังเขาสองั
พวกจูชิงไม่ได้นั่งรถม้า อย่างไรเสียพวกเขาก็เป็จอมยุทธ์ เดินเท้าย่อมเร็วกว่านั่งรถม้าหลายเท่า
เมื่อเห็นจูชิงเดินห่างไปไกลทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง จางโซ่วซานยิ้มเจื่อนในใจอัดแน่นไปด้วยความขมขื่น เขาบำเพ็ญเพียรนานหลายสิบปีก็ยังเทียบกับจูชิงไม่ได้ ยิ่งเห็นก็ยิ่งน่าสังเวช!
