จางเหวินยืนอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย เสื้อคลุมสีขาวไหวเบา ๆ อย่างไร้ทิศทาง ดวงตาใต้หน้ากากดำจับจ้องไปยังร่างกายของมู่หลิงอย่างเงียบงัน ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นช้า ๆ แล้วชี้นิ้วไปทางนาง
ในเสี้ยววินาที พลังบางอย่างที่มองไม่เห็นก็ไหลผ่านร่างของมู่หลิงเหมือนกระแสน้ำที่ถูกดึงกลับสู่ต้นกำเนิด การบ่มเพาะของนางที่เคยสูงถึงกึ่งจักรพรรดิเริ่มสลายตัวลงอย่างรวดเร็ว เหมือนูเาที่พังทลายลงต่อหน้าต่อตา ออร่าที่เคยยิ่งใหญ่ค่อย ๆ สลายหายไปจนหมดสิ้น
เหลือเพียงร่างของคนธรรมดา ไม่มีพลัง ไม่มีการบ่มเพาะ
แต่สายตาของมู่หลิงกลับว่างเปล่า นางไม่ได้แสดงความใ ไม่ได้ต่อต้าน ราวกับจิตใจได้ตายไปแล้วั้แ่ก่อนหน้านั้น ร่างกายไม่สามารถขยับได้ตาม้า มีเพียงจิตใจที่ยังรับรู้ และกำลังแบกรับความผิดที่นางไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้
ภาพในอดีตค่อย ๆ ผุดขึ้นในความคิด
วันนั้น…
วันที่นางตอบรับแผนของเย่เฉินในการยึดครองเมืองดาบ์
หากวันนั้นนางเลือกที่จะปฏิเสธ ทุกอย่างมันจะเปลี่ยนไปหรือไม่
ผู้าุโทั้งสี่คงจะไม่ตาย นางคงไม่ถูกควบคุมให้กลายเป็เครื่องจักรสังหาร และนิกายภูผากระบี่ก็คงไม่หายไป
ความคิดเ่าั้หมุนวนซ้ำไปมาเหมือนคมมีดที่กรีดลงในจิตใจอย่างช้า ๆ
แต่แล้วนางก็ชะงัก… บรรพชนทั้งสามของนิกายภูผากระบี่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้อยู่ที่นิกายในตอนนี้
ทว่าความคิดอีกด้านค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ต่อให้ทั้งสามคนอยู่… พวกเขาก็คงไม่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ และอาจมีจุดจบที่ไม่ต่างกันกับผู้นำนิกาย
ในขณะนั้นเสียงของจางเหวินก็ดังขึ้นอย่างสงบ
“ก็เป็อย่างที่เ้าคิดนั่นแหละ ต่อให้ทั้งสามคนยังอยู่ พวกเขาก็จะตายในที่นี้อยู่ดี”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“แต่เสียใจด้วย ข้าฆ่าพวกเขาไปหมดแล้ว และพวกเขาก็เป็สาเหตุหลักที่ทำให้ข้าต้องกวาดล้างนิกายภูผากระบี่”
ดวงตาของมู่หลิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความนิ่งที่เคยมีเริ่มสั่นไหว
“เ้า… ได้ยินสิ่งที่ข้าคิดงั้นเหรอ…”
จางเหวินเงียบครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ
“แน่นอน”
ทันใดนั้น ความทรงจำบางอย่างก็ถูกส่งเข้ามาในจิตสำนึกของนางโดยตรงจากจางเหวิน
ภาพเหตุการณ์ตอนที่บรรพบุรุษทั้ง 3 มาตามหานางก่อนที่จะเกิดการต่อสู้ขึ้นแล้วก็จบลงด้วยการที่จางเหวินได้สังหารทั้ง 3 คนปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ไม่มีการดัดแปลง ไม่มีการบิดเบือนใดๆ
มู่หลิงมองทุกภาพด้วยความนิ่งเงียบ ก่อนที่นางจะพูดขึ้นด้วยเสียงแ่เบา
“มันเป็เพราะข้า… มันเป็เพราะข้า… ทั้งหมดมันเป็ความผิดของข้า… ข้าขอโทษ…”
ท่ามกลางเสียงร้องไห้ของมู่หลิง มือของจางเหวินก็เปิดสมุดบันทึกอ่านอย่างสงบภายในนั้นคือข้อมูลของสมาชิกทุกคนในนิกายภูผากระบี่ ประกอบไปด้วยพื้นฐานต่างๆ โดยข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้โดยนิกายภูผากระบี่เอง
ทันใดนั้นเสียงระบบก็ดังขึ้นภายในจิตสำนึก
[โฮสต์ ท่านจะทำอะไรกับนางต่องั้นเหรอ?]
จางเหวินอ่านสมุดบันทึกต่ออย่างใจเย็นก่อนจะพูดขึ้น
“นางยังไม่สามารถตายในตอนนี้…เพราะในอนาคตนางจะยังมีประโยชน์อยู่”
เสียงของระบบดังขึ้นอีก
[ท่านในตอนนี้ดูน่ากลัวมากเลยนะ]
จางเหวินเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ
“เอาจริงๆ แล้วข้าเองก็โตขึ้นมามากแล้วจากในอดีต ข้าได้เรียนรู้ผ่านความผิดพลาดมากมายจนเป็ข้าในวันนี้…”
เขาพลิกหน้ากระดาษช้า ๆ เสียงกระดาษเสียดสีกันเบา ๆ ดังชัดเจนในความเงียบ
“หากเป็เมื่อก่อน ข้าคงตามไปเก็บกวาดครอบครัวของสมาชิกภายในนิกายภูผากระบี่ทั้งหมดแล้ว”
คำพูดนั้นไม่ได้มีความโกรธ ไม่มีความเ็า แต่กลับยิ่งทำให้บรรยากาศรอบตัวเย็นลงอย่างประหลาด
ระบบเงียบไปชั่วขณะ ราวกับกำลังประมวลผล ก่อนที่การรับรู้ของมันจะหันไปจับจ้องสมุดบันทึกในมือของจางเหวิน
มันคือสมุดบันทึกข้อมูลรายละเอียดทั้งหมดของศิษย์ ผู้าุโและสมาชิกทั้งหมดของนิกายภูผากระบี่ ที่จางเหวินเก็บมาจากนิกายภูผากระบี่ในนั้นมีทั้งรูปภาพหน้าตา ชื่อ ภูมิหลัง ครอบครัว ถิ่นกำเนิด เครือข่ายความสัมพันธ์ ทุกอย่างถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดจนเหมือนสามารถมองเห็นเส้นทางชีวิตของแต่ละคนได้อย่างชัดเจน
ระบบนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพูดขึ้น
[แล้วตอนนี้… คือจะไม่ทำแล้วใช่ไหม?]
จางเหวินไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่เงียบ และพลิกหน้ากระดาษต่อไปอย่างสม่ำเสมอ
ในขณะนั้นเสียงของมู่หลิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง เสียงเต็มไปด้วยความเกลียดชังจนแทบแตกออกเป็เสี่ยง
“ฆ่าข้าสิ… หากเ้าไม่ฆ่าข้าในตอนนี้… ในอนาคตข้าจะเป็คนฆ่าเ้าแน่นอน…”
ดวงตาของนางแดงก่ำ เส้นเืฝอยบวมขึ้นชัดเจน คำพูดนั้นเต็มไปด้วยความตั้งใจจริงที่ไม่สั่นคลอน
จางเหวินยังคงอ่านต่อไป ก่อนจะพูดขึ้น
“เสียใจด้วย…แต่ความหวังทั้งหมดของเ้านั้นคงจะไม่มีวันเป็จริงตลอดชีวิต”
มู่หลิงชะงักเหมือนถูกบางสิ่งกระแทกเข้าใส่
“การบ่มเพาะของเ้าในตอนนี้มันขึ้นอยู่กับความคิดของข้า เ้าอาจจะเป็กึ่งจักรพรรดิผู้ทรงพลังหรือเป็เพียงคนธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่แรงยืน ทั้งหมดนี้มันขึ้นอยู่กับความคิดของข้า…”
“ที่สำคัญขั้นกึ่งจักรพรรดิระดับที่ 9 คือจุดสูงสุดของเ้าที่จะเป็ไปได้แล้ว และจะไม่มีวันขึ้นไปสูงกว่านี้ได้อีก… หากไม่มีข้าช่วยเหลือ”
ดวงตาของนางสั่นไหวเล็กน้อยเหมือนเริ่มรับรู้ถึงบางสิ่งที่ไม่อยากเชื่อ
จางเหวินพูดต่ออย่างสงบ
“หยดน้ำที่เ้ากินเข้าไปนั้น มีผลร้ายแรงอยู่”
เสียงของเขานิ่งจนเหมือนกำลังอธิบายเื่ธรรมดา
“เมื่อเ้ากินมันเข้าไปแล้ว การบ่มเพาะของเ้าจะไม่สามารถก้าวหน้าได้ตลอดชีวิต”
หัวใจของมู่หลิงเหมือนหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“และพลังของเ้า… ข้าสามารถดึงมันออกมาได้ตลอดเวลา และส่งมอบให้ใครก็ได้”
ดวงตาของนางเบิกกว้าง ร่างสั่นเล็กน้อยเหมือนกำลังสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุด
“เ้า…เ้า…”
เสียงของนางสั่นจนแทบไม่เป็คำ นางกัดฟันแน่นจนเกิดรอยร้าวเล็กๆ
จางเหวินหันมามองนางอยู่ครู่หนึ่งพร้อมพูดขึ้น
“ในตอนนี้ สิ่งที่ข้า้าคือการสร้างดาบที่คมที่สุดที่พร้อมจะฟาดฟันทุกสิ่งที่ข้าสั่ง”
“เ้าก็น่าจะเข้าใจในระดับการบ่มเพาะเดียวกัน ร่างศักดิ์สิทธิ์แทบจะเหยียบเหนือร่างกายระดับอื่นๆ และนั้นก็คือเหตุผลที่เ้ายังมีชีวิตอยู่ในตอนนี้ เพราะว่าเ้ามีร่างกายศักดิ์สิทธิ์ ดอกบัว 9 สี”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวประโยคสุดท้ายอย่างเรียบเฉย
“ดังนั้น เ้ายังต้องมีชีวิตอยู่ต่อ หรือไม่ก็จนกว่าข้าจะหาวิธีดึงต้นกำเนิดของร่างศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์”
คำพูดนั้นตกลงในความเงียบ ร่างกายของมู่หลิงขนลุกวาบทั้งตัว จิติญญาของนางสั่นไหว พร้อมกับเสียงสมุดบันทึกที่จางเหวินอ่านอยู่ถูกปิดลง
ในขณะเดียวกัน โคลนน้ำจำนวนมากแยกตัวออกจากร่างของเขาเหมือนหยดน้ำที่แตกออกเป็ละออง ก่อนที่มันจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็คนมากมายทั้งชายและหญิง พร้อมพุ่งเข้าสู่รอยแยกมิติเล็ก ๆ อย่างเงียบงัน
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเป็ระบบ เหมือนเครื่องจักรที่ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ
มู่หลิงจ้องมองรูปลักษณ์ของโคลนเ่าั้ด้วยความรู้สึกผิดเพราะว่าโคลนเ่าั้มีรูปร่างคล้ายสมาชิกในนิกายภูผากระบี่แทบทุกอย่าง ก่อนที่เสียงของนางจะดังขึ้น
“เ้า…เ้าจะทำอะไร”
จางเหวินไม่สนใจตอนนี้เขาหว่านเมล็ดพันธุ์บางอย่างไปแล้วก่อนที่จะนำร่มแยก์ออกมาแล้วยกขึ้นเล็กน้อย
ผืนผ้าสีดำค่อย ๆ คลี่ออก พลังลึกลับแผ่ออกมาจากภายในเหมือนหลุมไร้ก้นบึ้ง มิติภายในร่มบิดเบี้ยวเหมือนจักรวาลอีกใบที่ไร้ขอบเขตและไร้กฎเกณฑ์
“แล้วเราจะได้เจอกันอีกครั้ง…”
ทันใดนั้นแรงดูดมหาศาลก็พุ่งออกมา ร่างของมู่หลิงถูกดึงเข้าไปในผืนร่มทันที
ภายในโลกของร่มแยก์ ทุกสิ่งอยู่ภายใต้เจตจำนงของจางเหวิน กฎ เวลา และมิติถูกควบคุมด้วยความคิดเพียงหนึ่งเดียว ที่แห่งนี้เขาไม่ต่างจากพระเ้าผู้สามารถกำหนดทุกสิ่งได้ตาม้า
และไม่ใช่เพียงมู่หลิง ทั้งเย่เฉิน เย่ซิน หวงหราน หลงซูเหยาตอนนี้ทุกคนล้วนอยู่ภายในนั้นในสภาวะหลับใหล ร่างกายของพวกเขาเหมือนคนธรรมดาที่ถูกตัดขาดจากพลังทั้งหมด ไม่สามารถใช้พลัง ไม่สามารถต่อต้าน ไม่สามารถหลบหนี
ทำได้เพียงรอ…
รอวันที่จางเหวินจะเลือกใช้งาน
ผืนร่มค่อย ๆ ปิดลงอย่างเงียบงัน พลังทั้งหมดหายไปเหมือนไม่เคยมีอยู่
จางเหวินยืนอยู่กลางอากาศอีกครั้ง เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เสื้อคลุมสีขาวนิ่งสงบ สายตาของเขาลึกจนไม่อาจคาดเดา เหมือนทะเลที่ไม่มีใครรู้ว่าข้างใต้ซ่อนอะไรไว้
และในความเงียบนั้น แม้แต่ระบบเองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ราวกับกำลังมองโฮสต์ของมันด้วยความรู้สึกที่แม้แต่ตัวมันเองก็ยังไม่สามารถอธิบายได้
