“หม่อมฉัน... หม่อมฉัน...” เมื่อเห็นพระพักตร์ขององค์หญิงิจูเริ่มกรุ่นโทสะ หลิงเฟิงเยียนก็รีบเก็บอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจลง ขอบตาแดงก่ำ แม้แต่ยามร้องไห้ยังดูงามเพริศพริ้ง “หม่อมฉันได้ยินว่ามีคุณหนูคนอื่นๆ มาถวายพระพรองค์หญิงที่นี่ ด้วยเหตุนี้จึงตามมาเท่านั้น ไม่ทราบว่าจะเป็การบุ่มบ่ามไร้ความคิดทำให้ระคายเคืองพระทัย”
นางหมายถึงโม่เสวี่ยถง ซึ่งเป็เพียงธิดาขุนนางขั้นสาม สำหรับคุณหนูในตระกูลสูงศักดิ์เช่นหลิงเฟิงเยียนย่อมไม่เห็นอีกฝ่ายอยู่ในสายตา จึงหยิบยกออกมาพูดด้วยความรู้สึกไม่ได้รับความเป็ธรรม
เมื่อโม่เสวี่ยถงมาได้ นางซึ่งถือพระราชเสาวนีย์ฮองเฮาไฉนจะมาไม่ได้ หากองค์หญิงทรงว่ากระทบกระเทียบนาง ก็เท่ากับวางอำนาจข่มฮองเฮาโดยตรง ในวังหลวงแห่งนี้คือผืนฟ้าและพสุธาของพระอัครมเหสี แม้จะทรงไร้ทายาทสืบสกุล แต่ตำแหน่งและยศฐาบรรดาศักดิ์ยังคงอยู่ ต่อไปไม่ว่าองค์ชายพระองค์ใดจะได้ขึ้นครองราชสมบัติ ล้วนต้องยกย่องพระนางในฐานะพระราชมารดา และเป็ไทเฮาอย่างแท้จริง นี่คือสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
แต่หากองค์หญิงทรงปล่อยให้นางรั้งอยู่ ภายหน้าหากมีข่าวลือของหลิงเฟิงเยียนกับเฟิงเจวี๋ยเสวียนย่อมพาดพิงมาถึงเหตุการณ์วันนี้อย่างไม่อาจเลี่ยง ทั้งสองคนต่างมาอยู่เป็เพื่อนคุยกับองค์หญิงยามค่ำคืน เป็การยอมรับอยู่กลายๆ ว่าคุณหนูรองสกุลหลิงกับฉู่อ๋องมีความใกล้ชิดกัน อีกทั้งยังแสดงถึงการยินยอมให้ฮองเฮายื่นพระหัตถ์เข้ามาวุ่นวายถึงพระตำหนักิจู นี่คือสิ่งที่องค์หญิงทนไม่ได้
หากไล่หลิงเฟิงเยียนไปก็เป็การท้าทายอำนาจฮองเฮาโดยตรง แต่ถ้าอนุญาตให้อยู่ต่อเท่ากับยอมรับการแทรกแซงของอีกฝ่าย ทั้งยังเป็การยอมอ่อนข้อให้จวนติ้งกั๋วกงทางอ้อม
โม่เสวี่ยถงลอบถอนใจเงียบๆ วังหลวงแห่งนี้แต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา นายหญิงแห่งวังหลังพระองค์ก็ย่อมเป็ยอดฝีมือในการวางหมาก
แต่ตนเองไม่อาจทำสิ่งใดได้ นอกเสียจากรอคอยให้มีผู้ใดออกมาแก้สถานการณ์ ดูจากท่าทางสบายใจเฉิบของเฟิงเจวี๋ยหร่าน ก็ทราบได้ว่าในท้องปีศาจของเขาต้องมีความคิดบางอย่างอยู่แน่นอน ดังนั้นจึงก้มหน้ามองปลายเท้าของตนเองไปเงียบๆ ไม่แสดงท่าทีอันใด
หลังจากหลิงเฟิงเยียนกล่าวจบ กลับมีเพียงความเงียบงันตอบกลับมา หัวใจเริ่มหวาดหวั่น ยิ่งนึกถึงความหยิ่งผยองขององค์หญิงพระองค์นี้ในอดีตที่ผ่านมา เหงื่อที่หน้าผากพลันผุดพราย ก้มหน้าหมอบกรานมิกล้าเอ่ยวาจาใดอีกแม้แต่คำเดียว
จู่ๆ เฟิงเจวี๋ยหร่านก็ลุกขึ้นกะทันหัน เดินไปที่หน้าต่าง ด้านนอกหิมะโปรยปรายั้แ่เมื่อใดไม่อาจรู้ เหมยแดงชูช่องามสง่าอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลน แต่งแต้มสีสันและความสดใสให้ใต้หล้าผืนนี้
เขายืนชมอยู่ชั่วครู่ ก่อนหันมาหาโม่เสวี่ยถงกล่าวด้วยรอยยิ้มพราวเสน่ห์ “ คุณหนูสามสกุลโม่ เวลาไม่เช้าแล้ว เสด็จอายังมีธุระอื่นต้องสะสาง เ้าเป็สตรีคนหนึ่งหาได้จำเป็ต้องรั้งอยู่ในวังหลวง เทศกาลโคมไฟคงใกล้สิ้นสุดในอีกไม่ช้า เปิ่นหวางจะกลับจวนอ๋องอยู่พอดี ถือโอกาสแวะเดินไปส่งคุณหนูสามสักหน่อยก็แล้วกัน”
คำพูดทึกทักเอาแต่ใจของเขาทำลายความอึดอัดภายในห้องในชั่วพริบตา ทั้งยังไม่เอ่ยถามความคิดเห็นของโม่เสวี่ยถงแม้แต่น้อย พลันหมุนตัวก้าวไปอยู่เบื้องหน้าองค์หญิงิจู กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เสด็จอาทรงเมตตาด้วยเถิด ข้างนอกหิมะตกอีกแล้ว ไม่สู้ให้หลานกลับจวนไปนอนห่มผ้าหนาๆ จิบสุราแดงอุ่นๆ คลายหนาว รอพรุ่งนี้หลานค่อยนำของขวัญปีใหม่จากใจมาถวายนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ก่อนออกจากวังอย่าลืมไปทูลลาเสด็จพ่อของเ้าด้วยเล่า อย่าให้พระองค์ทรงนึกว่าเ้ายังอยู่ในวัง อาไม่้าสิ่งใดมากมาย แค่เ้านำปะการังแดงล้ำค่าต้นนั้นมาเป็ของขวัญก็พอ ไม่ต้องนำสิ่งของที่ไม่เข้าขั้นมาให้เยอะแยะ” ใบหน้านิ่งขรึมขององค์หญิงเผยรอยยิ้มตอบกลับมา
“หลานไหนเลยจะกล้า เสด็จอารอรับของขวัญได้เลย หาไม่แล้ว เดี๋ยวพระองค์จะไปพังจวนอ๋องของหลาน” ดวงตาของเฟิงเจวี๋ยหร่านฉายแววยิ้มระรื่น จากนั้นก็เดินไปกล่าวอำลาต่อเฟิงเจวี๋ยเสวียน โม่เสวี่ยถงจึงถือโอกาสนี้ทูลลาทั้งสองพระองค์เช่นกัน
นี่คือวิธีการที่ดีที่สุด เพียงตนเองจากไป หลิงเฟิงเยียนก็ไม่อาจอ้างเหตุผลสำหรับอยู่ต่อ ยิ่งไปกว่านั้นหากฉู่อ๋องไม่มีธุระอื่น อีกประเดี๋ยวก็คงลากลับ ใครจะทำสิ่งใดล้วนไม่เกี่ยวข้องกับองค์หญิงทั้งสิ้น
ท่านอ๋องปีศาจพระองค์นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถแก้ทางหมากของฮองเฮาได้แล้ว โม่เสวี่ยถงนึกชื่นชมอยู่ในใจ เขาวางตัวเป็องค์ชายเสเพล ในสายตาผู้อื่นเป็เพียงคนไม่เอาไหนคนหนึ่ง แต่แท้ที่จริงร้ายกาจยิ่งนัก พูดเล่นๆ ไม่กี่ประโยคกลับแก้สถานการณ์ตึงเครียดได้ทั้งหมด
ค่ำคืนที่แสงโคมสว่างไสว หิมะขาวกระจ่างพร่างพรายปลิวว่อน เสริมบรรยากาศเทศกาลโคมไฟในวังหลวงให้ยิ่งดูน่าหลงใหล บุรุษรูปงามประหนึ่งหยก สตรีโฉมสคราญปานบุปผาแต่งกายด้วยสีสันงดงามตระการตา ภายใต้เกล็ดสีขาวโปรยปราย สีหน้าของหนุ่มสาวเ่าั้อาบอิ่มไปด้วยความสุขในบรรยากาศรื่นรมย์
เื่ราวของซือหม่าหลิงอวิ๋น เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อกับโม่เสวี่ยิ่ ธิดาคนโตของจวนโม่ยามนี้ปลิวหายไปพร้อมกับหิมะงดงามเ่าั้ โม่เสวี่ยิ่ถูกส่งตัวออกจากวัง ซือหม่าหลิงอวิ๋นถูกจักรพรรดิตำหนิ ตำแหน่งเจิ้นกั๋วโหวซึ่งควรมาถึงมือแล้ว กลับถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ซือหม่าหลิงอวิ๋นจึงยังคงเป็เพียงเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อต่อไป
พฤติกรรมไม่เหมาะสมในวังหลวง ไม่เพียงแต่ทำให้จักรพรรดิขุ่นเคืองพระทัย แม้แต่ขุนนางคนอื่นๆ ต่างคิดว่าเขาเป็คนตื้นเขิน เดิมทีมีขุนนางที่สนิทสนมเป็การส่วนตัวสองสามคนคุยกันไว้ว่า รอให้จักรพรรดิทรงเอ่ยถึงซือหม่าหลิงอวิ๋นเมื่อไร ค่อยช่วยกันพูดคนละสองสามประโยค เพื่อให้เขาได้สืบทอดบรรดาศักดิ์เจิ้นกั๋วโหวอย่างเป็ทางการ
แต่จักรพรรดิยังไม่ทันออกโอษฐ์ สีพระพักตร์ก็เย็นเยียบเสียแล้ว ใครเล่าจะกล้ามากวาจา จักรพรรดิจงเหวินตี้ทรงเปี่ยมไปด้วยพระราชอำนาจแข็งแกร่ง นับั้แ่เถลิงถวัลย์ขึ้นครองราชย์ ราชสำนักที่วุ่นวายก็สงบเรียบร้อย การบริหารจัดการราชกิจล้วนโปร่งใส สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็กษัตริย์ผู้มีพระปรีชาสามารถพระองค์หนึ่ง บรรดาศักดิ์ของผู้มีคุณแก่แผ่นดินั้แ่รุ่นบุกเบิกราชวงศ์ยังคงสืบทอดมาเพื่อปกป้องทายาทรุ่นหลังของบุคคลเ่าั้
แต่คนรุ่นหลังเหล่านี้บางคนก็อัตคัดขาดแคลน ไม่เหลือความสง่างามเช่นบรรพบุรุษรุ่นก่อน ต้องอาศัยกินเงินหลวงที่จ่ายเป็รายเดือนเพื่อดำรงชีวิต จวนเจิ้นกั๋วโหวก็เป็หนึ่งในบุคคลเ่าั้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดจะพลิกฟื้นจวนเจิ้นกั๋วโหวให้กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง จึงคิดแต่งธิดาภรรยาเอกของจวนโม่ เพื่ออาศัยความสัมพันธ์เชื่อมต่อไปยังจวนฝู่กั๋วกง
ในแผ่นดินต้าฉินภายใต้การปกครองของจักรพรรดิจงเหวินตี้ มีเพียงจวนกั๋วกงสี่ตระกูลที่สามารถรักษาอำนาจแท้จริงไว้ให้ทายาทรุ่นหลัง อิทธิพลของพวกเขาแม้แต่จักรพรรดิยังไม่อาจละเลย หากได้รับการสนับสนุนจากฝู่กั๋วกง การกอบกู้เกียรติยศของจวนเจิ้นกั๋วโหวย่อมมิใช่ปัญหาใหญ่ แต่ซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาเยี่ยงนี้ขึ้นในวังหลวง
เริ่มต้นจากน้องสาวของตนเองมีกรณีพิพาทกับโม่เสวี่ยิ่ต่อหน้าพระพักตร์ฮองเฮา ต่อมาก็เกิดเหตุในศาลาฉิงฟางเก๋อขึ้นอีก แม้ตนเองจะมีเหตุผลนับหมื่นพันประการ แต่ก็มิอาจกล่าวได้เต็มปาก ผนวกกับเื่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เขากับโม่เสวี่ยิ่นับว่ามีส่วนพัวพันกันอย่างแท้จริง แต่ธิดาที่เกิดจากอนุภรรยาคนหนึ่งจะอยู่ในสายตาเขาได้อย่างไร
แค่ต้องรับโม่เสวี่ยฉงเป็อนุภรรยาก็เป็เื่ปวดหัวสำหรับตนเองมากพอแล้ว หากต้องมีโม่เสวี่ยิ่เข้ามาเพิ่ม กับโม่เสวี่ยถงคงไม่อาจเป็ไปได้อีก แล้วเขาจะเต็มใจยอมรับได้อย่างไร
โอกาสครั้งสุดท้ายนี้ เขาต้องทุบหม้อจมเรือทุ่มหมดตัก...
ซือหม่าหลิงอวิ๋นนั่งอยู่บนรถม้าจับจ้องไปที่ประตูวังด้วยสายตาเย็นเยียบ เวลานี้ย่างเข้าสู่ยามชวด รถม้าของเขาจอดอยู่ในมุมอับนอกกำแพงวัง รูปแบบเรียบง่ายไม่สะดุดตา จอดรวมอยู่กับรถม้าคันอื่นๆ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าภายในรถมีคนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อที่เพิ่งถูกขับออกจากวัง
ขันทีสองสามคนหยอกล้อกันอยู่หน้าประตูวัง ในคืนแห่งการเฉลิมฉลอง การตรวจตราภายในวังหลวงไม่เข้มงวดมากนัก ทุกคนต่างมีสีหน้าผ่อนคลาย อีกครู่หนึ่งยังมีพระราชทานรางวัล ไม่อาจทราบได้ว่ามากมายเพียงใด แต่เหล่าขันทีต่างพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น เทศกาลปีใหม่ตลอดสองสามปีที่ผ่านมามีของรางวัลเพิ่มมากขึ้นทุกปี ความสุขแขวนเป็เส้นโค้งอยู่บนริมฝีปากของข้าหลวงเ่าั้ ไหนเลยจะมาสนใจอะไรมากมาย ข้างนอกอากาศหนาวเหน็บ ผู้ใดจะอยากฝ่าลมฝ่าหิมะเข้าไปตรวจสอบรถม้าทีละคัน
นี่คือประตูวังหลวง ประตูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า ใครที่ไหนจะกล้ามาเหิมเกริม!
โม่เสวี่ยถงกับเฟิงเจวี๋ยหร่านออกมาได้ไม่ได้ไกลก็แยกทางกัน เขาต้องไปถวายพระพรจักรพรรดิจงเหวินตี้ก่อนจึงกลับจวนอ๋องได้ ส่วนโม่เสวี่ยถงเดินไปพร้อมกับนางในขององค์หญิง หลังจากหาลั่วิจูพบแล้ว นางกำนัลก็ชี้แจ้งว่าองค์หญิงทรงรู้จักโม่เสวี่ยถงั้แ่อยู่เมืองอวิ๋นเฉิง ดังนั้นจึงให้คนมาตามตัวไปเข้าเฝ้า
ลั่วิจูมิได้อยู่เพียงลำพัง ข้างกายนางยังมีเหล่าคุณหนูสกุลดีอีกหลายคน ทั้งยังมีพี่ชายน้องชายที่เป็เครือญาติล้อมรอบมากมาย เมื่อได้ยินนางกำนัลขององค์หญิงกล่าวดังนี้ ความแคลงใจต่อโม่เสวี่ยถงที่เกิดจากคำพูดของโม่เสวี่ยิ่จึงหมดสิ้นไป คุณหนูสามสกุลโม่อยู่ที่พระตำหนักขององค์หญิงตลอดเวลา แล้วจะมานัดหมายกับพี่สาวที่เกิดจากอนุภรรยาได้อย่างไร นั่นคงเป็แผนร้ายที่อีกฝ่ายจงใจสร้างเื่ขึ้นเพื่อทำลายชื่อเสียงของน้องสาวมากกว่า
เหตุในศาลาฉิงฟางเก๋อเกิดขึ้นกะทันหัน และสิ้นสุดลงอย่างน่าประหลาด แม้สุดท้ายจะบอกว่าเป็การเข้าใจผิด แต่ธิดาสกุลใดที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ไหนเลยจะยังคงรักษาชื่อเสียงดีงามไว้ได้ หากเจอเื่ทำนองนี้เพียรต้องหลีกลี้ให้ห่างไกลที่สุด ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ชื่อเสียงของโม่เสวี่ยิ่นับได้ว่าถูกทำลายแล้ว โทษฐานใส่ร้ายป้ายสีน้องสาวตนเอง และนัดพบกับบุรุษเป็การส่วนตัว เมื่อมีจิตใจต่ำช้าย่อมถูกผู้คนตราหน้า ความผิดสองอย่างนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลบหนีได้พ้น
ยิ่งไปกว่านั้นโม่เสวี่ยถงยังพูดคุยกับทุกคนอย่างเปิดเผยใจกว้าง แม้ว่าจะขบริมฝีปาก เบื้องลึกแววตาซ่อนความน้อยเนื้อต่ำใจ แต่กลับพยายามช่วยพูดแก้ต่างแทนโม่เสวี่ยิ่ว่าเป็การเข้าใจผิด หรืออาจมีผู้จงใจกลั่นแกล้งยืมชื่อของนางมานัดหมายพี่สาว แสดงท่าทางปกป้องโม่เสวี่ยิ่อย่างเต็มที่ แต่การกระทำเช่นนั้น กลับยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าโม่เสวี่ยิ่จิตใจเลวทรามและไร้ยางอาย
สตรีเช่นนี้จะมีสกุลไหนอยากแต่งเป็สะใภ้ เดิมทีเหล่าฮูหยินทั้งหลายอยากใช้การแต่งงานผูกสัมพันธ์กับสกุลโม่ เพราะเห็นแก่ตำแหน่งหน้าที่การงานของโม่ฮว่าเหวิน แต่ยามนี้ต่างพากันส่ายหน้า คุณหนูใหญ่ผู้นี้ไม่อาจแต่งเข้าบ้านอย่างเด็ดขาด
เวลาแห่งการเฝ้าปีในวังหลวงผ่านไปแล้ว ประตูวังถูกเปิดออก เทศกาลโคมไฟสิ้นสุดลง โม่เสวี่ยถงจับมือโม่อวี้เดินออกมาด้านนอกพร้อมกับลั่วิจู รถม้าจำนวนมากจอดอยู่หน้าประตูวังหลวง ชั่วขณะนั้นคุณหนูคุณชายต่างพากันเดินออกมา จึงแออัดกันอยู่ครู่หนึ่ง
โม่เยี่ยออกไปหารถม้าของสกุลโม่ แต่เนื่องจากรอบด้านต่างชุลมุนวุ่นวาย จะออกไปก็ไม่ง่าย
เหล่าขันทีต่างวุ่นวายอยู่กับการจัดระเบียบเพื่อระบายรถม้าออกไป โชคดีที่ทุกคนต่างรู้จักกัน จึงไม่เกิดการกระทบกระทั่ง รถม้าคันหนึ่งเริ่มขยับ ดวงตาดำทะมึนคู่หนึ่งมองลอดผ่านม่านรถที่ยกขึ้นเล็กน้อยแล้วรีบปิดลงในพริบตา
“เข้าไป” น้ำเสียงเย็นเยียบกระซิบออกคำสั่ง
“ขอรับ” คนบังคับรถรับคำเสียงเบา พลางบังคับรถม้าของจวนโม่เข้าไปช้าๆ
โม่เสวี่ยถงกับคนอื่นๆ อีกสองสามคนไม่รู้ตัวว่าถูกคนจับตามอง จึงยังคงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“ญาติผู้น้อง เ้าไปสกุลลั่วกับพวกเราเถิด กลับไปถึงจวนจะได้ไม่ถูกพี่สาวผู้มีชื่อเสียงดีงามผู้นั้นรังแกเอาอีก” ลั่วิจูดึงมือโม่เสวี่ยถงมาจับพลางเสนอความคิด หลังจากทราบเื่ที่เกิดขึ้นในศาลาฉิงฟางเก๋อก็โกรธจนไฟแทบลุก คนอะไร ตนเองก่อเื่แท้ๆ แต่กลับใส่ร้ายป้ายสีน้องสาว
ั้แ่เกิดมายังไม่เคยเจอผู้ใดเลวทรามต่ำช้าเยี่ยงนี้ นี่เป็การบีบคั้นให้ถงเอ๋อร์ไปตายได้เลยเชียวนะ นับั้แ่ท่านอาหญิงลั่วเสียจากไป สกุลลั่วก็ไม่พอใจสกุลโม่อย่างยิ่ง ยามนี้ยิ่งเห็นญาติผู้น้องถูกกลั่นแกล้งทำลายชื่อเสียง ลั่วิจูซึ่งเดิมทีก็เป็คนเ้าอารมณ์อยู่แล้ว ไหนเลยจะมีความอดทน ดึงดันจะพาโม่เสวี่ยถงกลับบ้านให้ได้ท่าเดียว
“ญาติผู้พี่ ข้ามิได้เป็อันใดแล้ว อีกสองวันจะไปคารวะอวยพรปีใหม่ท่านยายที่จวนนะเ้าคะ” โม่เสวี่ยถงปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม ตามธรรมเนียมของต้าฉิน วันแรกของปีใหม่ทุกคนจะต้องอยู่กับครอบครัวของตนเอง จึงจะนำมาซึ่งความสงบสุขตลอดทั้งปี ยามนี้ก็นับว่าเข้าวันใหม่แล้ว การไปยังจวนลั่วจึงไม่ถูกต้องตามประเพณี
