เยวี่ยเจาหรานกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่ายรอบหนึ่ง แล้วเคาะโต๊ะเบื้องหน้าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างคร่ำเคร่ง เอ่ยอย่างชัดถ้อยชัดคำ “ฮองเฮาไม่ได้กลัวว่าเ้าจะไปงานล่าสัตว์ ที่นางกลัวคือเ้าจะใช้โอกาสตอนไปงานล่าสัตว์ครั้งนี้หาพรรคพวกต่างหาก สรุปแล้วเ้าเข้าใจหรือยัง?”
เมื่อเห็นท่าทางทึ่มทื่อของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว เยวี่ยเจาหรานก็รู้ว่านางคงไม่เข้าใจ
อย่างที่คิด คำพูดต่อจากนั้นของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ก็บ่งชัดแล้วว่านางไม่ได้เข้าใจคำพูดพวกนี้เลยสักนิด “แต่ที่ข้าไปงานล่าสัตว์ มันเกี่ยวอะไรกับการหาพรรคพวกกัน? แล้วถึงข้าจะหาพรรคพวกแล้วเกี่ยวอะไรกับฮองเฮาล่ะ? เหตุใดนางถึงไม่ยินยอมให้ข้าไปงานล่าสัตว์กัน...!”
ช่างเถอะ ‘ผู้ชาย’ ของตัวเองก็ต้องดูแลเอง อย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกัน จะหลีกหนีได้หรือไร? เยวี่ยเจาหรานถอนหายใจหนักหน่วง แล้วจึงค่อยๆ อธิบายให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว “เ้าคิดดูนะ ตอนนี้เ้าไม่มีตำแหน่งในราชสำนัก ยามปกติหากไปมาหาสู่กับขุนนางในราชสำนักที่ไม่คุ้นเคย ก็จะถูกพบได้ง่ายใช่หรือไม่ และยังทำให้คนอื่นรู้สึกแปลกประหลาดด้วยใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพยักหน้าไปตามคำพูดของเยวี่ยเจาหราน จากนั้นก็ปิดปากเงียบอีกครั้ง
“ใช่ เช่นนั้นงานล่าสัตว์ในครั้งนี้นอกจากเ้าแล้ว ก็ยังมีขุนนางอีกไม่น้อยที่ยามปกติเ้าไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันไปร่วมด้วยใช่หรือไม่? พวกเ้าร่วมคณะในงานล่าสัตว์ด้วยกัน หากจะสมาคมกันสักนิดสักหน่อยก็ไม่ถือว่าแปลก ว่ากันอีกที หากพวกเ้าร่วมเดินทางด้วยกัน ระหว่างที่อยู่ด้วยกันแต่กลับไม่มีการคบค้าสมาคมใดๆ เลย นั่นถึงจะยิ่งดูแปลกประหลาดอย่างเด่นชัด ถูกหรือไม่...”
การอธิบายอย่างอดทนของเยวี่ยเจาหรานค่อยๆ สัมฤทธิผล เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพยักหน้า แล้วพลันพูดขึ้นอย่างนึกขึ้นมาได้ “ข้าเข้าใจแล้ว ฮองเฮากลัวว่าข้าจะฉวยโอกาสใน่งานล่าสัตว์นี้ คบค้าหารือกับขุนนางหนุ่มอายุน้อยพวกนั้น แล้วตั้งพรรคตั้งพวกสินะ?”
“ใช่ๆ หมายความเช่นนี้แหละ” เยวี่ยเจาหรานตบมืออย่างแรง ประกายแสงในแววตานั้นจึงค่อยๆ เผยเด่นชัดออกมาเล็กน้อย แต่จากนั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็ได้เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นเื่ที่เ้าจะไปหรือไม่ เกี่ยวอะไรกับเื่นี้ด้วยล่ะ? ฮองเฮาไม่รู้เสียหน่อยว่าเ้าเป็บุรุษ...”
“แม้ฮองเฮาจะไม่รู้ว่าข้าเป็บุรุษ แต่ฐานะของข้าเองก็ทำให้นางต้องระวังอยู่บ้างเช่นกัน ั้แ่โบราณสนมนางในที่สามารถตามฮ่องเต้ไปร่วมงานล่าสัตว์ได้ หากไม่เพราะได้รับความโปรดปรานก็เพราะมีอำนาจ นอกจากฮองเฮาแล้ว จางกุ้ยเฟยที่ได้รับความโปรดปรานที่สุดในยามนี้ก็มีบุตรเคียงกาย หากเ้าเกิดคิดคด มีเจตนาให้ข้าสร้างสัมพันธ์อันดีกับจางกุ้ยเฟยใน่งานล่าสัตว์ เช่นนั้นจะไม่ใช่การสั่นคลอนรากฐานของฮองเฮาหรอกหรือ?”
เยวี่ยเจาหรานวิเคราะห์อย่างเป็เหตุเป็ผล เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วได้ฟังแล้วก็ยังอดที่จะพยักหน้าอย่างแรงไม่ได้
“ข้าเข้าใจแล้ว ยามนี้แม้ว่าท่านพ่อข้าและเ้าจะไม่เคยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในาแย่งชิงราชบัลลังก์มาก่อน แต่พวกเขาทั้งสองกลับเป็นักการทหารที่่ชิงจุดยุทธศาสตร์กันมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นฮองเฮาจึงกลัวว่าบิดาของเ้าและข้าจะมีความคิดที่จะเลือกนายใหม่ แล้วจะสั่นคลอนตำแหน่งบุตรชายของตนในพระทัยฮ่องเต้ ด้วยเหตุนี้นางจึงแสดงความระแวดระวังต่อเื่ที่เ้าอยากไปร่วมงานล่าสัตว์เช่นนี้ ถูกหรือไม่?”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วงอนิ้วมือเล็กน้อย เคาะลงบนโต๊ะเบาๆ ส่งเสียงดังตึกๆ เมื่อพูดขึ้นมาแล้วก็ทำให้เยวี่ยเจาหรานเกิดความคิดที่จะเปลี่ยนมุมมองใหม่ขึ้นมา เห็นเช่นนี้แล้ว อาจารย์อวี้คงจะให้นางท่องนั่นท่องนี่ทั้งวัน อย่างไรก็ได้ผลไม่น้อยล่ะนะ
เยวี่ยเจาหรานที่พยักหน้าถี่ๆ แล้วขมวดคิ้วให้กับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างใส่อารมณ์เล็กน้อย “ครั้งนี้ข้าได้สวามิภักดิ์ต่อฮองเฮาแล้ว บอกว่าในเมื่อข้าไปด้วยราชโองการของพระองค์แล้ว ไม่ว่าเื่ใดก็ย่อมต้องทำตามพระประสงค์ของพระองค์ แต่บิดาของเ้ากับข้าจะสนับสนุนโอรสฮองเฮาหรือไม่ น่ากลัวว่าจะไม่ใช่เื่ที่เ้าและข้าจะสามารถคาดเดาได้หรอก...”
เยี่ยนเยวี่ยทั้งสองจวนนั้นมีสิทธิ์และมีอิทธิพลสำคัญต่อราชสำนักเพียงใด คงไม่จำเป็ต้องอธิบายให้มากความแล้ว และการมีใจขึ้นตรงต่อรัชทายาทของเยี่ยนเยวี่ยขุนนางาุโทั้งสองท่านนั้น โดยพื้นฐานก็เป็การกำหนดผลสุดท้ายในศึกชิงราชบัลลังก์แล้ว ดังนั้นฮองเฮาจึงคอยระมัดระวังควบคุม ทั้งต้องสร้างสัมพันธไมตรีและสนับสนุน ‘เยวี่ยเยียนหราน’ กับ ‘เยี่ยนอวิ๋นเฟย’ อยู่เสมอ แต่ว่า ‘เยี่ยนอวิ๋นเฟย’ ในยามนี้ไม่มีทั้งตำแหน่งและยศศักดิ์ เื่นี้จึงยังมิอาจชี้ชัด
ที่สำคัญที่สุดก็คือ เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วนั้นไม่ใช่ลูกชายที่แท้จริงของแม่ทัพเยี่ยน เยี่ยนอวิ๋นเฟย การคำนวณของฮองเฮาครั้งนี้ น่ากลัวว่าจะถี่ถ้วนรอบด้านแต่พลาดไปเพียงก้าวเดียวเท่านั้น…
ทว่าสำหรับแผนรับมือในตอนนี้ มีแต่ต้องคล้อยตามฮองเฮาไปก่อนแล้วค่อยคิดแผนอื่น ถึงอย่างไรฮองเฮาก็อยู่เหนือคนนับหมื่นอยู่ใต้คนคนเดียว นั่นไม่ใช่แม่เสือที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานจะสามารถไปยั่วโมโหได้หรอกนะ
“แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ตอนนี้นอกจากแผนถ่วงเวลา ก็ไม่มีหนทางอื่นใดแล้วนี่นา”
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วถอนหายใจอย่างเต็มไปด้วยความกังวล นางมองเยวี่ยเจาหรานที่อยู่เบื้องหน้าเองก็มีสีหน้าสับสนและกังวล ท้ายที่สุดก็เพียงพูดขึ้น “เื่ของเหล่าบิดา ก็ให้พวกเขาจัดการกันเองเถอะ งานล่าสัตว์ครั้งนี้ จริงๆ ก็เป็ทางที่นำไปสู่ความวุ่นวายเท่านั้น ยังไม่รู้เลยว่าห้าวันนี้ควรต้องรับมือเช่นไร...”
“ทหารมาใช้ขุนพลต้าน น้ำมาใช้ดินต้าน กลศึกพิชัยาของเ้ายามนี้ค่อยๆ มีการพัฒนาแล้ว ตอนนี้ก็ทำได้เพียงเดินไปทีละก้าวดูไปทีละก้าว ยังมีข้าอยู่ทั้งคน” เยวี่ยเจาหรานยกมือขึ้นมา อยากจะลูบผมของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเหมือนกับที่ลูบหัวชุ่ยเชี่ยวยิ่ง แต่ฝ่ามือนั้นแบค้างอยู่กลางอากาศชั่วครู่หนึ่ง แล้วกลับเบนทิศทางไปลูบผมของตนแทน
บางครั้ง ความอ่อนโยนของเขาก็เอาแน่เอานอนไม่ได้
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วในยามนี้ไม่มีเวลาและหมดอารมณ์จะแทะเมล็ดแตงดื่มชาไปนานแล้ว นางถอนหายใจแล้วถอนหายใจอีกด้วยความกลัดกลุ้มเต็มอก เพียงแค่หวังว่าจะสามารถข้ามผ่าน ‘ด่าน’ เหล่านี้ไปได้เร็วๆ ถึงอย่างไรตนก็ยังเป็แค่เด็ก จะไปมีกะจิตกะใจมีเวลาทำาประสาทกับพวกขุนนางใจคดเ่าั้ที่ไหนกัน?
ทว่าก็ยังดี ที่เยวี่ยเจาหรานยังอยู่ นอกจากนี้เขาก็บอกว่า เขาจะคอยอยู่ด้วยตลอดนี่นา
คิดถึงตรงนี้ ในใจของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็นับว่าสุขุมมั่นคงขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย อย่างไรเสียเยวี่ยเจาหรานนั้นั้แ่แรกจนถึงตอนนี้ ก็ไม่เคยทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วผิดหวังเลยสักครั้งเดียว แถมยังไม่เคยให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วต้องรับผิดชอบกับความผิดพลาดของเขาเลย
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยินยอมที่จะเชื่อใจเยวี่ยเจาหราน อีกทั้งพร้อมใจที่จะเชื่อมั่นเช่นนี้ต่อไปจนถึงที่สุด
วันต่อมา พระราชเสาวนีย์ของฮองเฮาก็ส่งมาจากวังอันห่างไกลั้แ่เช้าตรู่ ผู้ที่มาส่งก็ไม่ใช่ขันทีที่มาประกาศราชโองการคนประจำ แต่เป็หลี่กงกงผู้ที่ได้รับการไว้วางใจที่สุดและรับหน้าที่สำคัญอยู่ข้างกายฮองเฮา เยวี่ยเจาหรานและเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วค้อมคำนับ รับพระราชเสาวนีย์ฮองเฮามาอย่างนอบน้อม พื้นกระเบื้องเย็นเฉียบััหัวเข่า ทำให้เยวี่ยเจาหรานยิ่งนึกถึงสถานการณ์ในตอนที่ได้พบเมื่อวานขึ้นมาอย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น
แม้ในแววตาของฮองเฮาจะไร้ซึ่งระลอกคลื่น กระทั่งบนใบหน้าก็ยังประดับรอยยิ้มอยู่ด้วย แต่เื้ักลับนิ่งสุขุมดั่งบึงน้ำเย็นะเื ไม่ว่าเยวี่ยเจาหรานจะมองทะลุปรุโปร่งอย่างไร ก็ยากที่จะมองออกว่าภายในนั้นมีระลอกคลื่นเช่นไรกระเพื่อมอยู่กันแน่
เยวี่ยเจาหรานรู้ดี คนที่แทรกซึมฝ่าฟันมาถึงตำแหน่งฮองเฮาเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางจะหลอกลวงได้ง่ายๆ ยิ่งไม่มีทางถูกคนกระจ้อยร่อยอย่างเยวี่ยเจาหรานหรือเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมองออกได้อย่างง่ายดาย ทั้งสองเก็บพระราชเสาวนีย์สีทองอร่ามเอาไว้อย่างสั่นสะท้านด้วยความเกรงกลัว ขณะกำลังจะส่งหลี่กงกงจากไป ก็กลับได้ยินเสียงที่บีบแหลมของขันทีผู้นั้นค่อยๆ เอ่ยขึ้นกับเยวี่ยเจาหราน
“นายน้อยเยี่ยน ฮูหยินน้อยส่งเท่านี้ก็พอแล้ว วันนี้ข้ามาส่งพระราชเสาวนีย์ ทั้งยังมีคำพูดอีกเล็กน้อยจากฮองเฮา”
เยี่ยนเยวี่ยทั้งสองหยุดฝีเท้า และเก็บกลืนคำกล่าวอำลาที่กำลังคิดจะเอ่ยออกมาเมื่อครู่กลับลงคอไป เยวี่ยเจาหรานฝืนแย้มยิ้ม แล้วค่อยๆ เอ่ย “แน่นอน เชิญท่านว่ามาเถิด”
“ก็ไม่ใช่คำพูดที่พิเศษอะไรหรอก พระนางเพียงแค่รับสั่งว่า ที่งานล่าสัตว์นั้นคมกระบี่ไม่มีตา ถึงตอนนั้นฮูหยินน้อยต้องติดตามฮองเฮาให้ดี อย่าให้ถูกพวกไม่มีตาคนไหนทำร้ายเข้าล่ะ...”
