“เหลวไหลให้น้อยหน่อย?”
จู๋ฮวงแน่ใจได้ทันที หากเป็่ยุคสมัยหงหวงที่มีคนขั้นเซียน และยอดฝีมือมากมายเต็มท้องถนน จะไม่มีผู้ใดกล้าพูดจากับตนเองเช่นนี้เลย หากมีผู้ใดกล้า คงถูกกำจัดหมดทั้งโคตรตระกูลเป็แน่
แต่ตอนนี้ คนอ่อนแอกลับรังแกคนแข็งแกร่งได้ ตนเองเป็เพียงเศษเสี้ยวจิติญญาที่เหลืออยู่ของจู๋ฮวงตอนเด็ก ความเป็ความตายก็อยู่ในมือของคนแข็งแกร่งกว่า จึงได้แต่เก็บความโกรธกลืนกลับเข้าไปเท่านั้น
แต่จู๋ฮวงยังคงมีความเย่อหยิ่ง เขาจึงพูดอย่างเ็า “ได้ ถึงตอนนั้นกุมารทิพย์ของเ้าเกิดาเ็อะไรขึ้นมาอย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน!”
ฉินอวี่ขมวดคิ้ว เขาฟังออกว่าในคำพูดของจู๋ฮวงมีเจตนาอะไรแอบแฝง ดูเหมือนว่าจิติญญาที่หลงเหลือจะถูกทำลายไปได้ แต่... หากจะให้ฉินอวี่วางใจในตัวจู๋ฮวงนั้น ก็ต้องบอกเลยว่า เขายังไม่วางใจนัก หรืออาจพูดได้ว่า ฉินอวี่ยังไม่เชื่อในคำพูดของจู๋ฮวง จิติญญาวัยเด็กอะไรกัน? หากนี่เป็แผนการร้ายของจู๋ฮวงล่ะ?
“เล่าเื่แผ่นผนึกนั่นให้ข้าฟัง” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย
คำถามของฉินอวี่ กลับกำลังทำให้จู๋ฮวงรู้สึกว่าตนเองเป็ผู้ด้อยกว่า สิ่งนี้ทำให้จู๋ฮวงไม่พอใจนัก ในใจของเขาก็คอยหาโอกาสที่จะบอกเ้าเด็กน้อยคนนี้ ว่าหากจะพูดถึงยุคสมัยหงหวงที่มีผู้แข็งแกร่งมากมายนั้น ชื่อของจู๋ฮวง นั้นสร้างความหวาดกลัวให้ผู้คนมากเพียงใด
“แผ่นผนึกหนึ่งร้อยแปดชิ้นสอดคล้องกับผนึกฟ้าดินร้อยแปด ซึ่งข้าสร้างมาจากศิลาลึกลับอายุกว่าหลายหมื่นปี แผ่นผนึกทุกแผ่นจะมีการทิ้งยอดผนึกตราและลวดลายกลเอาไว้ แผ่นผนึกทุกชิ้นจะแฝงไปด้วยพลังอันไม่มีสิ้นสุด เมื่อแผ่นผนึกทั้งร้อยแปดรวมเข้าด้วยกัน เหอๆ พลังของมันเหนือกว่าเ้าจะจินตนาการได้เลยทีเดียว! พูดไปก็ไม่ดีอีก เ้าตัวน้อย... อ้อ... เ้าหนุ่มน้อย หากสามารถรวบรวมแผ่นผนึกทั้งร้อยแปดชิ้นได้ ทั่วทั้งฟ้าดินอันยิ่งใหญ่นี้ ไม่มีที่ใดที่เ้าจะไปไม่ถึง!” จู๋ฮวงพูดอย่างภูมิใจอยู่เล็กน้อย ในอดีต แผ่นผนึกทั้งร้อยแปดชิ้นที่เขาพูดถึงคือสิ่งเกรียงไกรแห่งยุคหงหวง ไม่มีผู้ใดจะต่อกรได้!
“เช่นนั้นหรือ? ในเมื่อแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ ทำไมเ้ายังถูกกักขังไว้ล่ะ? แน่นอน เ้าก็คงไม่รู้หรอก เ้าก็เป็เพียงเศษเสี้ยวจิติญญาในวัยเด็กของจู๋ฮวงแค่นั้น” ฉินอวี่พูดอย่างเฉยเมย ทำไมเขาจะดูไม่ออกว่าจู๋ฮวงพูดออกมาด้วยความโอ้อวด ต่อให้เขาเคยยิ่งใหญ่มาก่อนในอดีต แต่เมื่ออยู่ที่นี่ในตอนนี้ก็ต้องช่วยอยู่ให้นิ่งๆ ไม่เช่นนั้น ฉินอวี่ก็อาจสังหารจู๋ฮวงได้จริงๆ เนื่องจากเขาก็ไม่อยากจะปล่อยให้ภัยคุกคามร้ายมาแฝงอยู่ในร่างกายของตนเอง
จู๋ฮวงตกตะลึง เขานึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะไม่ได้ใส่ใจอะไรกับสิ่งที่เขาพูดเลย ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดของฉินอวี่ ก็ยังช่วยเตือนเขาให้นึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน สิ่งนี้ทำให้จู๋ฮวงเ็ปยิ่งนัก กดทับระงับความคิดในใจของเขา เพราะเกรงว่าจะถูกฉินอวี่เยาะเย้ยถากถางอีก
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร จู๋ฮวงก็ไม่มีวันยอมให้ผู้ใดก็ตามมาดูถูกเขาในอดีต ทันใดนั้น เขาก็พูดขึ้นอย่างเ็า “เ้าจะไปรู้อะไร? เ้ารู้หรือว่าข้าถูกกักไว้อย่างไร? ฮึ หากพูดออกมาเ้าใแน่นอน! ช่างเถอะ เ้าไม่มีวันเข้าใจหรอก”
ฉินอวี่ไม่ตอบอะไร แม้แต่เืปีศาจเพียงหยดเดียวก็ยังต้องใช้เพลิงอสุนีบาตปราบปราม นี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของจู๋ฮวง เห็นได้ชัดว่าต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้เขาถูกกักขังไว้ แม้ว่าจะไม่อาจทนดูความอวดรู้ของจู๋ฮวงได้ แต่ฉินอวี่ก็รู้เช่นกัน นี่คือความเย่อหยิ่งของจู๋ฮวง และไม่จำเป็ต้องทำลายความเย่อหยิ่งสุดท้ายของเขา
เมื่อเห็นการเยาะเย้ยของฉินอวี่ จู๋ฮวงก็ถอนหายใจ ราวกับคิดอะไรบางอย่างได้ และพึมพำกับตนเอง “ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นผนึกชิ้นที่ร้อยแปดทำให้ข้า... ถ้าไม่ใช่เพราะแผ่นผนึกมีจำนวนลดลง โลกใบนี้ก็ไม่มีใครปราบข้าได้! เ้าหนุ่ม ขอแค่เ้าช่วยข้า ข้าก็กล้าสาบาน ว่าจะถ่ายทอดผนึกร้อยแปดของฟ้าดินให้กับเ้า แม้ว่าตอนนี้ข้ายังไม่อาจทำได้ แต่ขอแค่ส่วนของจิติญญาแตกสลายกาลเวลาของข้ากลับคืนมา ข้าจะสอนมันให้เ้าแน่นอน ข้าพูดจริงจัง!”
เมื่อพูดถึงท้ายที่สุด ในคำพูดของจู๋ฮวงก็แฝงไปด้วยความโกรธและความเกลียดชัง แม้ว่าจะถูกกดเอาไว้ แต่ฉินอวี่ก็ััมันได้ชัดเจน
“เ้าบอกว่าเ้าคือจู๋ฮวงวัยเด็กมิใช่หรือ? ทำไมเ้าจึงจดจำเื่ในภายหลังได้?” ฉินอวี่หรี่ตาลงมอง และถามอย่างเ็า
“ข้าบอกแล้วมิใช่หรือ ว่าข้าเคยพบกับเศษจิติญญากาลเวลาแต่ละขั้น ข้าก็ต้องรู้เื่เยอะสิ” จู๋ฮวงกล่าว
ฉินอวี่ไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขารู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่าจู๋ฮวงไม่ได้เป็เพียงจิติญญาที่เหลือของจู๋ฮวงในวัยเด็ก แต่ถึงเป็เช่นนั้น ก็น่าจะมีการผสานรวมกับจิติญญาใน่เวลาอื่นๆ ของจู๋ฮวงด้วย ดังนั้น จึงไม่อาจประมาทเขาได้ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงถามออกไป “แผ่นศิลาเ่าั้ล้วนต่างถูกโหมวเซี่ยนเอาไปหมดเลยหรือ?”
“เปล่าหรอก หลังจากศิษย์ทรยศนั้นจากออกไป เขากลับไปที่นั่นอีกสองสามครั้งพยายามจะนำแผ่นผนึกไปด้วย แต่มีผนึกบางแผ่นที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้” จู๋ฮวงกล่าวอย่างเ็า เผยให้เห็นความเกลียดชังโหมวเซี่ยนที่ฝังลึกถึงกระดูก
หากฉินอวี่ลองไตร่ตรองดู จะพบว่าหลัวชิงเยว่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้าแล้วว่า เป็เวลาหลายปีมาแล้วที่สามสิบหกขุนพล์ไม่เคยครบถ้วนเลย หรือพูดได้ว่า ใน่เวลาเดียวกัน ไม่เคยมีสามสิบหกขุนพล์ปรากฏ กล่าวคือ เป็แต่เพียงในนาม ทุกครั้งจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น และหากดูจากตอนนี้ การที่มีขุนพล์ไม่มาก จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับแผ่นผนึก และจอมอสูรโหมวเซี่ยนคงจะไปได้ แปดสิบเก้าสิบแผ่นแรก ส่วนแผ่นผนึกที่เหลือชุดหลังยังคงอยู่ในแดนที่สะกดจู๋ฮวงเอาไว้
“เพียงแต่ หากเ้าช่วยข้า ข้า...” ขณะที่จู๋ฮวงกำลังจะโน้มน้าวอีกครั้ง กลับถูกฉินอวี่ขัดจังหวะ “เอาล่ะๆ อย่ามัวแต่ไร้สาระเลย ใน่เวลาอันสั้นนี้ ข้าสามารถช่วยให้เ้าได้ดูดซับพลังจากแผ่นผนึกได้แผ่นเดียวเท่านั้น รอให้เ้าสอนยอดผนึกฟ้าดินทั้งสองเสียก่อน ค่อยพูดกับข้าเื่อื่นๆ!”
สำหรับคำพูดของจู๋ฮวง ฉินอวี่ยังไม่กล้าเชื่อทั้งหมด ได้แต่เก็บไว้พิจารณาดูเท่านั้น
เมื่อถูกฉินอวี่ขัดจังหวะครั้งแล้วครั้งเล่า จู๋ฮวงก็เริ่มหงุดหงิดมาก แต่เขาก็ไม่กล้าจะฉีกหน้าฉินอวี่ในเวลานี้ และได้พูดไปว่า “เอาล่ะ ข้าสอนยอดผนึกฟ้าดินทั้งสองรูปแบบให้เ้าก่อนก็ได้!” เขาแอบพูดอยู่ในใจที่ว้าวุ่น “รอให้ร่างกายของเ้าได้รับพลังของยอดผนึกฟ้าดินก่อน แล้วเ้าจะเสียใจกับท่าทีของเ้าในวันนี้ ข้าจะรอดูเ้ามาขอร้องข้าอย่างไรเมื่อถึงเวลานั้น!”
“อืม เ้าคิดว่าควรทำอะไรก็ทำเถอะ!” ฉินอวี่พูดจบ ก็ลืมตาขึ้นทันที และมองลงไปเบื้องล่างของสนามทดสอบ และรู้สึกได้ว่ามีคนสิบกว่าคนได้ผ่านด่านจิตใจไปแล้ว แต่ในจำนวนคนเหล่านี้ ยังไม่มีโหมวชิงเฟิง
เพียงแต่ สำหรับเื่ที่โหมวชิงเฟิงจะผ่านด่านจิตใจ หรือจะได้เป็เจ็ดสิบสองอสูรธรณีหรือไม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ฉินอวี่จะต้องนำมาครุ่นคิด เขาได้แต่ช่วยโหมวชิงเฟิงในสิ่งที่ควรจะช่วยและทำได้เท่านั้น ส่วนจะได้เป็อสูรธรณีหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความโชคดีและพละกำลังของโหมวชิงเฟิงเอง
ในตอนนี้ ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดเื่การดูดซับพลังแผ่นผนึกอีกสองสามแผ่น ขอเพียงฉินอวี่ยินยอม เขาก็มีวิธีจะเปลี่ยนอันดับของอสูรธรณี และเมื่อเป็เช่นนี้ ก็จะสามารถััแผ่นผนึกได้มากขึ้น แต่ฉินอวี่ไม่คิดทำเช่นนั้น พูดได้ว่า หากยังไม่รู้จักจู๋ฮวงชัดเจนมากพอ ฉินอวี่ก็ไม่้าให้เขาดูดซับพลังจากแผ่นผนึกมากเกินไป ไม่เช่นนั้น หากเกินกว่าที่ตนเองจะควบคุมได้ ภัยคุกคามจากจู๋ฮวงย่อมมีมากกว่าภัยจากจิติญญาที่เหลือในแก่นโลหิตหยาจื้อและเสวียนอู่อยู่หลายเท่า
ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย ฉินอวี่จึงตัดสินใจให้จู๋ฮวงได้ดูดซับพลังแผ่นผนึกเพิ่มอีกหนึ่งแผ่นเท่านั้น รอให้ฝึกวิชายอดผนึกฟ้าดินเสร็จแล้วค่อยว่ากันอีกครั้ง!
ในขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น บนยอดเขาที่ไม่ไกลออกไป สวี่กวนเซิงกำลังจับจ้องมาที่ฉินอวี่ ด้วยสีหน้าที่ซีดขาวจนดูน่าเกลียดยิ่งนัก
นับั้แ่เขาได้เห็นว่าฉินอวี่สามารถััแผ่นผนึกได้จริง สวี่กวนเซิงก็คาดว่าฉินอวี่คงได้รับมรดกสืบทอดที่อยู่ในแผ่นผนึกไปแล้วแน่นอน ดังนั้น เขาจึงจับตามองฉินอวี่ตลอดเวลา แต่สิ่งที่ทำห้สวี่กวนเซิงเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีคือ เขารู้สึกได้อย่างคลุมเครือว่าฉินอวี่จะต้องได้รับมรดกสืบทอดไปแล้วจริงๆ
สิ่งนี้ทำให้จิตใจของสวี่กวนเซิงปั่นป่วนอย่างมาก ยังมีเวลาอีกหนึ่งปีจะเป็การทดสอบขุนพล์ หากในหนึ่งปีนี้ฉินอวี่สามารถควบคุมมรดกสืบทอดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ นั่นย่อมกลายเป็ภัยคุกคามอันใหญ่หลวง? หากไม่สามารถสังหารเขาได้ แล้วจะชิงเอาหัวใจเพลิงธรณีมาได้อย่างไร?
เมื่อนึกถึงการเดิมพันของฉินอวี่และเหลยจั๋วเยว่ สวี่กวนเซิงก็ยิ่งใจว้าวุ่น ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เคยคิดสังหารฉินอวี่ั้แ่อยู่บนลานประลองแล้วชิงเอาหัวใจเพลิงธรณีมา แต่ในการท้าประลองสามารถถอนตัวจากการทดสอบได้ บางทีสวี่กวนเซิงไม่มั่นใจว่าจะสามารถโจมตีและสังหารฉินอวี่ให้ตายได้ในครั้งเดียว ดังนั้น เขาจึงไม่้าแหวกหญ้าให้งูตื่น
นอกจากนี้ สวี่กวนเซิงเองก็ยังไม่รู้จักหัวใจเพลิงธรณีมากนัก เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน เขาจึงคิดจะรอให้เสร็จสิ้นการท้าประลองเสียก่อน และเอาเวลาไปทำความเข้าใจก่อนว่าจะเก็บหัวใจเพลิงธรณีอย่างไร และค่อยไป่ชิงมาในหอคอยเทียนกัง แต่ตอนนี้... ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้สวี่กวนเซิงเริ่มไม่แน่ใจมากขึ้น
“ข้าต้องได้หัวใจเพลิงธรณีมา ถึงตอนนั้นคงบอกกับเหลยจั๋วเยว่ได้เพียงผู้เดียว!” ดวงตาของสวี่กวนเซิงเปล่งประกาย และพึมพำอยู่ในใจ!
