ผู้เฒ่าหวังเอ่ยอย่างภูมิใจว่า “ย่อมเป็เช่นนั้น บุตรชายแท้ๆ ของข้าย่อมเป็คนดี ลูกสะใภ้แท้ๆ ของข้าก็ดีมากเช่นกัน”
หลี่ชิงชิงนึกถึงคำพูดที่จางซื่อมักจะถามตนอยู่เสมอว่า นางตั้งท้องสตรีหรือบุรุษ พลางเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “ต้องเปลี่ยนแิของพี่ชายพี่สะใภ้ที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี ไม่ใช่ว่าคลอดออกมาเป็บุรุษก็ดีใจ เป็สตรีแล้วเสียใจ”
“จางซื่อคลอดอีกหนึ่งคน ในบ้านก็มีปากท้องเพิ่มอีกหนึ่งปาก” ผู้เฒ่าหวังโอดครวญ “หวังจื้อกับจางซื่อกำลังจะมีลูกสี่คนแล้ว หวังเฮ่ากับเ้ายังไม่มีแม้แต่คนเดียว... อีกไม่นานก็จะได้อาศัยในเรือนอิฐแล้ว ลูกทั้งสี่คนของพวกเขาล้วนได้อยู่ เฮ้อ ลูกของหวังเฮ่ากับเ้าต้องจัดลำดับให้อยู่ในเรือนอิฐหลังจากเด็กทั้งสี่คน”
เขามารับหลี่ชิงชิงในตำบล ก็เพื่อ้าหารือเื่แยกบ้านกับหลี่ชิงชิง
ทว่าที่บ้านกำลังจะสร้างเรือนอิฐสวมอาภรณ์ชุดใหม่ หากแยกบ้านให้หวังจื้อสามีภรรยารวมถึงบุตรทั้งสามคน และยังมีบุตรที่ยังไม่ได้ลืมตาดูโลกออกไป
จะให้ครอบครัวของหวังจื้อทั้งหกคน อาศัยอยู่ในบ้านหลังคามุงจากสวมเสื้อผ้าขาดๆ อย่างนั้นหรือ?
ผู้เฒ่าหวังรู้สึกไม่อาจทนได้เล็กน้อย ถึงกลับเอ่ยคำว่า “แยกบ้าน” สองคำนี้ไม่ออก
แต่เมื่อคิดว่าจะต้องเลี้ยงดูบุตรทั้งสี่ให้หวังจื้อสามีภรรยา หากครรภ์นี้ของจางซื่อเป็ทารกเพศหญิง หวังจื้อสามีภรรยายัง้ามีอีกคน เช่นนั้นก็จะไม่กลายเป็มีบุตรห้าคนเลยหรือ เฮ้อ ผู้เฒ่าหวังพลันรู้สึกกลัดกลุ้มใจ
“ท่านพ่อ ท่านอย่าได้คิดมากไปเลยเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงให้คำสัญญาอย่างไม่ใส่ใจนักกับพ่อสามีที่ดูแลนางเป็อย่างดีมาโดยตลอด “ข้ายังมีความคิดอีกมากมาย หากวันข้างหน้าหาเงินได้มากกว่านี้ จะไปสร้างเรือนหลังใหญ่ในตำบลหรืออำเภอย่อมได้ ถึงยามนั้นไม่ว่าที่ใดก็ล้วนมีบ้านของพวกเรา อยากอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้นเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้เฒ่าหวังก็อดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้ “ชิงชิง เ้าสร้างเรือนอิฐในหมู่บ้านให้กับครอบครัว ข้ากับแม่เ้าดีใจยิ่งเสียจนนอนไม่หลับทั้งคืน หากเ้าไปสร้างเรือนในตำบลและอำเภอ ข้ากับแม่เ้าคงดีใจจนลืมแซ่ลืมนามของตนเองแล้ว”
หลี่ชิงชิงยิ้มหวาน
“พี่สะใภ้สาม พวกข้ากลับมาแล้วขอรับ” หวังเลี่ยงถือเต้าหู้หนึ่งชิ้นด้วยมือทั้งสองข้างอย่างระมัดระวัง ก้าวด้วยฝีเท้าสั้นๆ หวังจวี๋เดินตามอยู่ด้านหลัง
เต้าหู้ของเมืองเซียงเป็เต้าหู้น้ำ นุ่มละมุนกว่าเต้าหู้ของภาคเหนือในชาติก่อนเล็กน้อย
เต้าหู้น้ำเหมาะกับการนำมาทอด ผัด ทำน้ำแกงและยำ
เต้าหู้น้ำของตำบลชิงอวี๋หนึ่งจินราคาสามเหรียญทองแดง แพงกว่าผักสดเสียอีก ราคาเท่ากับไข่ไก่ครึ่งจิน
หวังเลี่ยงนำเต้าหู้ใส่ลงไปในตะกร้าสะพายหลัง จากนั้นก็แบกตะกร้าด้วยตนเอง ไม่ยอมให้ผู้เฒ่าหวังแบก
หวังจวี๋จงใจเดินไปอยู่ด้านหลัง เงยหน้าเอ่ยกับผู้เฒ่าหวังว่า “ท่านพ่อ ข้าจำได้ว่าในห้องของท่านกับท่านแม่มีตะเกียงน้ำมันอยู่?”
ผู้เฒ่าหวังมิใช่คนที่ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีเช่นหวังจื้อสามีภรรยาคู่นั้น เขาดีต่อบุตรสาวที่เป็ลูกเลี้ยงอย่างหวังเยวี่ยยิ่ง นับประสาอะไรกับหวังจวี๋ที่เป็บุตรสาวแท้ๆ คนสุดท้อง เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงอบอุ่น “มี”
หวังจวี๋ยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม พลางเอ่ย “พี่สะใภ้สามของข้า้าจุดไฟอ่านตำรา เพื่อคิดสูตรอาหารในตอนกลางคืนเ้าค่ะ”
ผู้เฒ่าหวังมองไปยังเงาของหลี่ชิงชิงที่เดินอยู่ด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยเสียงดัง “ชิงชิง กลับบ้านไปข้าจะเอาตะเกียงน้ำมันให้เ้าใช้”
“ตกลงเ้าค่ะ” หลี่ชิงชิงคลี่ยิ้มเล็กน้อย ในที่สุดตอนกลางคืนก็ไม่ต้องคลำอยู่ท่ามกลางความมืดแล้ว นางหันไปมองหวังจวี๋ก่อนจะยกมือขวาขึ้นมายกนิ้วโป้งให้ เมื่อครู่ตอนที่อยู่ร้านขายของชำในตำบล หลี่ชิงชิงอยากซื้อตะเกียงน้ำมัน ทว่าหวังจวี๋กล่าวว่าจะนำตะเกียงน้ำมันในห้องของผู้เฒ่าหวังสามีภรรยามาให้นางใช้
เ้าเด็กน้อยช่างฉลาดเสียจริง ทั้งยังหาข้ออ้างได้ดีเสียด้วย
เมื่อทั้งสี่คนเดินมาถึงทางเข้าหมู่บ้าน ผู้เฒ่าหวังก็ถูกบุตรชายทั้งสองของหวังชีที่รออยู่สักพักแล้วเชิญตัวไป
“ท่านลุงห้า ท่านพ่อข้าได้ยินว่าบ้านท่านจะสร้างเรือนอิฐ เขาถึงกับไม่เชื่อ จึงไปถามป้าสะใภ้ห้าที่บ้านขอรับ”
“ท่านลุงห้า ท่านพ่อข้าบอกว่า้าหารือกับท่านเื่สร้างเรือนอิฐขอรับ”
หวังชีมีบุตรชายสามคนและบุตรสาวสองคน หวังเหนียนเป็บุตรชายคนที่สาม หวังเจินเป็บุตรชายคนที่สี่
ปีนี้หวังเหนียนอายุยี่สิบแปดปี หวังเจินอายุยี่สิบสี่ปี ล้วนมีบุตรชายบุตรสาวแล้ว
ในเวลานี้ชายหนุ่มทั้งสองคนกำลังล้อมหน้าล้อมหลังผู้เฒ่าหวัง เรียกท่านลุงห้าไม่ขาดปาก เอ่ยอย่างเคารพนบนอบสนิทสนม
ใบหน้าชราของผู้เฒ่าหวังยิ้มแย้มแจ่มใส “ข้ามีเื่จะไปพบพ่อเ้าพอดี” เขาจะไปบ้านหวังชีเพื่อคุยเื่ที่้าความช่วยเหลือจากคนในตระกูลมาช่วยสร้างเรือนอิฐ
หลี่ชิงชิงกำลังเดินกลับบ้านตามเส้นทางในหมู่บ้าน คนในตระกูลที่ได้พบเห็นนาง ขอเพียงเป็คนชราและสตรีที่แต่งงานแล้วล้วนเอ่ยชื่นชมนาง ส่วนคนหนุ่มสาวและเด็กน้อยเ่าั้ ยามมองไปยังหลี่ชิงชิง ในใจต่างรู้สึกอิจฉาหวังเฮ่าเป็อย่างยิ่ง
หลี่ชิงชิงแต่งเข้าตระกูลหวังได้สองเดือนกว่า ไม่เคยแวะเวียนไปพูดคุยกับบ้านอื่น และไม่ได้สนิทสนมกับลูกสะใภ้บ้านใด
แต่นางอาศัยวิชาแพทย์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้คนในตระกูล จึงได้รับความเคารพและซาบซึ้งใจจากคนในตระกูล
คราวนี้นางหาเงินได้และนำมาสร้างเรือนอิฐให้ตระกูลหวัง ภายในเวลาอันสั้นก็เอาชนะลูกสะใภ้ครอบครัวอื่นแล้ว คนในตระกูลต่างเคารพเลื่อมใสและเกิดความสงสัยใคร่รู้ในตัวนาง
“ภรรยาหวังเฮ่า เ้าทำอย่างไรถึงหาเงินได้มากมายเพียงนี้?”
“อาสะใภ้เล็ก วิชาแพทย์ของท่านเก่งกาจ ทั้งยังหาเงินได้มากมาย ช่างมีความสามารถจริงๆ”
“แม่สามีเ้าบอกกับพวกข้าว่าเ้ากตัญญูยิ่งนัก สิ่งแรกที่นึกถึงหลังจากหาเงินได้ก็คือการแสดงความกตัญญูต่อนางและพ่อสามี”
หลี่ชิงชิงไม่ได้ตอบอันใดทั้งสิ้น เพียงส่งยิ้มอย่างถ่อมตนกลับไปเท่านั้น เป็หวังเลี่ยงและหวังจวี๋ที่ตอบแทนนาง “พี่สะใภ้สามของข้าหาเงินมาจากการศึกษาสิ่งของในตำรา”
“ภรรยาหวังเฮ่าเป็คนหน้าบาง นางไม่กล้าพูดหรอก”
“หวังเฮ่าเ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างวาสนาดีจริงๆ ได้แต่งกับภรรยาที่ดีอย่างหลี่ซื่อเช่นนี้”
คนในตระกูลมองเงาร่างผอมเพรียวของหลี่ชิงชิง พลางเอ่ยถามคนข้างๆ “ภรรยาของหวังเฮ่าเป็คนหมู่บ้านใดกัน พวกนางยังมีแม่นางที่ดีเช่นนี้อีกหรือไม่?”
มีคนตอบขึ้นมาอย่างกระตือรือร้นว่า “ดูเหมือนจะเป็หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียน”
“หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนอยู่ที่ใด?”
“อยู่ห่างไกลมากทีเดียว เดินตามถนนทางการของตำบลชิงอวี๋ไปทางตอนใต้เรื่อยๆ เกือบเจ็ดสิบลี้ ระหว่างทางยังต้องข้ามเขาอีกสองลูก”
“ไกลขนาดนั้นเชียว จากหมู่บ้านเราไปเมืองเซียงยังเพียงเจ็ดสิบลี้”
“ยังต้องข้ามเขาอีกสองลูกหรือ?”
“ข้าได้ยินมาว่าหมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนอยู่ติดูเา ห่างไกลจากถนนทางการอยู่มาก ที่ดินทำมาหากินน้อย ยากจนข้นแค้นยิ่งนัก”
“หมู่บ้านเสี่ยวเฉวียนยากจน ก็ไม่จำเป็ว่าบ้านเดิมของภรรยาหวังเฮ่าจะจนเสมอไป ภรรยาหวังเฮ่ารู้อักษรทั้งยังรู้วิชาแพทย์ หากบ้านเดิมของนางจน จะสามารถสอนสิ่งเหล่าให้นางได้หรือ?”
สตรีออกเรือนรูปร่างผอมสูงคนหนึ่ง นางจำได้แม่นว่าตอนที่หลี่ชิงชิงแต่งเข้ามา นางยากจนถึงขนาดสวมรองเท้าฟางขาดๆ คู่หนึ่ง เสื้อผ้าเชยๆ เก่าเป็อย่างยิ่ง บนศีรษะไม่มีแม้แต่ปิ่นไม้ปักผมสักเล่ม จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ย “เอ๊ะ ข้าจำได้ว่าสินเดิมของหลี่ซื่อนั้นน้อยมาก?”
สตรีวัยกลางคนอีกคนที่สวมชุดสีเขียวเก่าตบเบาๆ ที่หน้าผากตนเอง “อ้อ ข้านึกออกแล้ว สินเดิมของนางมีไม่ถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองแดงด้วยซ้ำ”
สิ่งที่เหล่าสตรีใช้เปรียบเทียบกันก็คือสินเดิม ผู้ใดมีสินเดิมมาก ก็เป็เครื่องพิสูจน์ว่าคนผู้นั้นเป็ที่รักใคร่ของบ้านเดิม
“พวกเ้าจำผิดแล้วกระมัง?”
“จำไม่ผิด” สตรีออกเรือนนางนั้นมองไปยังทิศของบ้านตระกูลหวัง แล้วเอ่ยว่า “บ้านเดิมของภรรยาหวังเฮ่าให้สินเดิมมาเพียงแปดสิบเหรียญทองแดง” บ้านเดิมของนางที่ยากจนยิ่งนัก ยังให้เงินนางถึงห้าตำลึง รวมถึงเครื่องนอน หีบไม้ ถังไม้และอื่นๆ มีสินเดิมมากกว่าหนึ่งตำลึงเงิน นับเป็สิบกว่าเท่าของหลี่ชิงชิง
คนในตระกูลที่เพิ่งจะคาดเดากันไปว่าฐานะของตระกูลหลี่ดี ต่างมีสีหน้าตกตะลึง “เหตุใดถึงน้อยเพียงนี้?”
ไก่ที่ยังมีชีวิตหนึ่งจินราคาสิบหกเหรียญทองแดง หนึ่งตัวหนักสามถึงสี่จิน เงินแปดสิบกว่าเหรียญทองแดงซื้อไก่สองตัวยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ช่างตระหนี่เกินไปแล้ว
ยังมีคนเอ่ยอย่างไม่เข้าใจว่า “ภรรยาหวังเฮ่าแต่งงานครั้งแรก และยังแต่งออกมาไกลเช่นนี้ แต่บ้านเดิมของนางกลับให้เงินมาน้อยเท่านี้เองหรือ?”
