แม้จะถูกเรียกว่าอาณาจักรชายแดนที่ยากจน แต่ในความเป็จริงแล้ว เมืองแซมบอร์ดก็ไม่ได้น่าสงสารอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด อีกทั้งยังตรงกันข้ามอีกด้วย ูเาเขียวขจีซ้อนทับกันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา นอกจากนี้ยังล้อมรอบด้วยแม่น้ำจูลี่ ใกลู้เาชิดลำธาร เมืองแซมบอร์ดถือได้ว่าเป็ดินแดนแห่งูเาและสายน้ำที่งดงามแห่งหนึ่ง
ในตอนบ่าย บนกำแพงเมือง
เหล่าทหารที่มีรูปลักษณ์สูงใหญ่ ในมือถือหอกยาวคอยลาดตระเวนอยู่บนกำแพง ทุ่งหญ้าฝั่งตรงข้ามกับแม่น้ำให้ความรู้สึกเงียบเหงาและวังเวงของปลายฤดูใบไม้ร่วง ทุ่งหญ้าสีเขียวในวันวาน ตอนนี้กลายเป็สีเหลืองแก่ มองไกลๆ เหมือนพรมสีเหลืองทองที่คั่นระหว่างท้องฟ้าและผืนดิน ท่ามกลางสายลมที่พัดเอื่อยๆ และเนินเขาต่ำๆ ที่มองผิวเผินเหมือนคลื่นน้ำ ทำให้วิวทิวทัศน์ดูสวยงามมาก
ทันใดนั้น
ตึง ตึง ตึง ตึง!
เสียงกลองดังสนั่นในจังหวะแปลกๆดังมาแต่ไกลๆ พร้อมกับเสียงฝีเท้าของกองทัพที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันพวยพุ่งออกมา จากส่วนลึกของทุ่งหญ้า มันได้ทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบเสมือนภาพวาดทิ้ง
“หยุด!”
มิชาเอล บัลลัค หัวหน้าทหารที่อยู่ด้านหน้าสุดก็พลันตีสีหน้าเคร่งเครียด ในขณะที่โบกมือสั่งให้เหล่าทหารที่กำลังลาดตระเวนหยุด
บัลลัคกลั้นลมหายใจ พลางตั้งสมาธิฟังเสียงกลองที่ดังขึ้นมาแ่เบาอย่างตั้งใจ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาะโขึ้นไปบนกำแพงโดยไม่พูดไม่จา ก่อนจะจ้องเขม็งไปตรงเส้นขอบฟ้าที่ตัดกับทุ่งหญ้าสีเหลืองทอง ตรงเส้นขอบฟ้าปรากฏธงขึ้นอย่างเนืองแน่น บนธงมีสัญลักษณ์กับภาพวาดที่ไม่เหมือนกันและโบกสะบัดไปตามแรงลมอย่างองอาจ จากนั้นก็มีกลุ่มคนที่มาแบบมืดฟ้ามัวดินประหนึ่งมดงานกำลังหลั่งไหลออกมาจากขอบฟ้า...นั่นคือกองทัพ
“พวกเขาเป็ใคร?” บัลลัคพลันตื่นตระหนก
ตรงขอบฟ้าปรากฏกองทัพที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่าพันคน ชุดเกราะเป็ประกายสดใส หอกดาบที่แน่นขนัดสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็ประกายทิ่มแทงลูกตา เห็นได้ชัดว่ากองทัพเหล่านี้มีอาวุธครบมือและกำลังเดินตรงมาที่เมืองแซมบอร์ด คาดว่าคงไม่ได้มาด้วยเจตนาดีแน่ๆ แต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด บัลลัคจึงสั่งให้ทหารออกไปสังเกตการณ์ดู
ม้าเร็วตัวหนึ่งพุ่งทะยานออกจากประตูเมือง วิ่งข้ามสะพานหิน ห้อตะบึงไปทางกองทัพที่อยู่ห่างไกล
ในขณะเดียวกัน พวกทหารก็เริ่มรวมตัวกันบนกำแพงเมืองอย่างเร่งด่วน
สิบนาทีต่อมา ในที่สุดทหารที่ส่งออกไปสังเกตการณ์ก็วิ่งกลับมา แม้ว่าเขาจะยังไม่ได้รับคำรายงานจากทหาร แต่บัลลัคที่ยืนตรงอยู่ตรงมุมกำแพงก็มองเห็นได้ชัดว่า มีลูกธนูสองสามดอกปักเข้าที่กลางหลังและมีเืไหลเป็ทาง นี่ก็พอจะอธิบายได้ว่า กองทัพปริศนาที่โผล่ขึ้นมากะทันหันนั้นเป็ศัตรู
“ลั่นระฆังแจ้งทุกคน และส่งคนไปแจ้งท่านบรู๊คเดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงเคร่งขรึมปนตื่นเต้นของบัลลัคดังขึ้นในหูของทหารทุกคน
หง่าง หง่าง หง่าง!
ระฆังทองแดงขนาดั์ที่สูงกว่าสองเมตรซึ่งแขวนอยู่บนกำแพงเมืองแซมบอร์ดถูกตีจนดังไปทั่วเมือง
บรรยากาศตึงเครียดกระจายไปทั่วเมืองแซมบอร์ดทันทีที่ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้น ผู้คนที่เดินทอดน่องอย่างสบายอกสบายใจบนถนนต่างก็หน้าเปลี่ยนสี พวกเขารีบวิ่งกลับบ้านตัวเองทันที ในขณะเดียวกัน ม้าเร็วสองสามตัวพลันวิ่งเข้ามาในเมืองก่อนจะแยกไปทางพระราชวังและโรงเรียนแซมบอร์ด บรรยากาศในเมืองที่รื่นเริงเปลี่ยนเป็ตึงเครียด แต่โชคดีที่เคยมีประสบการณ์จากการที่ทหารเกราะดำล้อมเมืองมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้ชาวเมืองแซมบอร์ดทนต่อแรงกดดันของานองเืพวกนี้ได้ พวกเขาจึงไม่ได้ตกอยู่ในสภาพการณ์ที่สับสนวุ่นวาย และทำให้การเตรียมการสำหรับาทั้งหมดดำเนินไปได้อย่างเป็ระเบียบ
บัลลัคนำทหารสี่สิบนายวิ่งออกจากเมืองไปยังสะพานหิน
ในากับทหารเกราะดำก่อนหน้านี้ ด้วยพลังที่ทรงอานุภาพของาาทำให้สะพานหินที่เก่าแก่และยืนยาวมาไม่รู้กี่ร้อยปีได้ถูกตัดขาด จนเกิดช่องว่างห่างกันประมานหลายสิบเมตร หลังจากาจบลงในตอนแรก พวกเขาก็ใช้เชือกและแผ่นไม้มาสร้างเป็สะพานไม้แบบลวกๆ แต่ต่อมาภายใต้การออกแบบของาา พวกเขาได้รื้อถอนสะพานเชือกไม้ทิ้งไป ก่อนจะสร้างสะพานแขวนเหล็กขึ้นมา
สะพานแขวนเหล็กนี้เหมาะสำหรับการโจมตีและป้องกัน มันเหมือนกับสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่โอบล้อมอยู่เหนือสะพานหิน กลายเป็คูน้ำที่สวยงามและเป็ด่านแรกในการป้องกันการโจมตีของศัตรู
เอี๊ยด!
เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดนี้เกิดจากเสียงล้อหมุนเหล็กขนาดใหญ่ ด้วยโซ่ขนาดเท่าเอวคนแปดเส้นที่ดูเหมือนแขนั์ของพระเ้าแปดกร ทำให้สะพานแขวนเหล็กค่อยๆ ถูกดึงขึ้นมา ก่อนจะปรากฏช่องว่างที่ยาวหลายสิบเมตรขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ใต้ช่องว่างนี้จะเป็แม่น้ำจูลี่ที่ไหลอย่างเชี่ยวกราก มีหมอกเย็นผุดขึ้นมาจางๆ และมีน้ำวนแปลกๆ อยู่ตรงกลางแม่น้ำ สายลมพัดมาเอื่อยๆ หอบความหนาวเย็นลอยมาด้วย ทุกสิ่งล้วนทำให้ทุกคนต่างหวาดกลัว
ช่องว่างนี้ ไม่ว่าทหารคนไหนที่ตกลงไป ไม่ต้องคิดเลยว่าจะได้เสียเงินค่าทำศพ เพราะศพคงไม่มีวันลอยขึ้นมาแน่ๆ
“พลธนู...เตรียม!”
บัลลัคดึงดาบออกมา ก่อนจะริมฝีเลียปากตัวเองเล็กน้อย บนใบหน้าแสดงให้เห็นถึงความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิด ตอนนี้เมืองแซมบอร์ดมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งที่ทุกคนไม่รู้อยู่ บัลลัคเป็หนึ่งในยี่สิบสามคนที่เข้าร่วมการต่อสู้บนสะพานหินตอนนั้น และตอนนี้สถานะของเขาได้กลายเป็หนึ่งในอัศวินบรอนซ์เซนต์ หากพูดจากใจก็คือ เขารอคอยให้ามาถึงเร็วๆ จนแทบจะทนไม่ไหว
เขาอยากจะทำให้พวกราชอาณาจักรมันได้เห็นว่า เมืองแซมบอร์ด...แข็งแกร่งมากขนาดไหน!
ด้านหลังมีกองกำลังสนับสนุนพุ่งออกมาไม่หยุด ไม่ว่าจะดร็อกบา อีวานอวิช และเอสเซียงที่เป็อัศวินบรอนซ์เซนต์เหมือนกัน พวกเขาต่างนำเหล่าทหารหัวกะทิวิ่งตรงมาที่สะพานที่แตกหักนี้ ไกลออกไปบนกำแพงเมือง ทันทีที่สองผู้นำทางการเมืองและการทหารอย่างเบสท์และบรู๊คได้รับรายงานเื่นี้ พวกเขาก็พากันมาปรากฏตัวบนหอคอยสังเกตการณ์ด้วยสีหน้านิ่งสงบ
นี่เป็ปฏิกิริยาที่น่ากลัว
ตอนนี้ทุกคนต่างรอคอยการมาถึงของข้าศึกลึกลับที่โผล่ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
……
เขาวงกตใต้ดินของเมืองแซมบอร์ด
ในห้องหินที่หยาบและเรียบง่าย
ซุนเฟยที่ปิดตาเกือบสนิทในขณะที่ถอดชุดหนังชิ้นชุดท้ายบนร่างของเอเลน่าออก พยายามที่จะควบคุมนิ้วมือที่สั่นระริกของตัวเองไม่ให้ไปัักับิันุ่มนิ่มขาวผ่องตรงหน้า แต่เขาก็ได้กลิ่นหอมละมุนลอยเข้ามา ซุนเฟยรู้สึกเหมือนดวงิญญาของตัวเองกำลังถูกเผาไหม้ ด้วยความงามอันเย้ายวนของเทพธิดาสาวตรงหน้า
แต่เขาไม่มีเวลาลังเลใจ สภาพของเอเลน่าตอนนี้ยิ่งปล่อยนานไปเท่าไหร่อาการก็ยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ ซุนเฟยส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะประคองร่างงามของทหารรับจ้างสาวไว้ในอ้อมแขนของเขา ััได้ถึงความรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีกระแสไฟฟ้าแล่นเบาๆ จากร่างนุ่มนิ่ม ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเคลิบเคลิ้ม หัวสมองของซุนเฟยพลันว่างเปล่า
เทพธิดานักรบที่กำลังสลบเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรแปลกๆ ถึงได้ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ซุนเฟยเห็นแบบนั้นจึงระงับความคิดหื่นกามในใจ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะนึกถึงข้อมูลที่ได้รับมาจากโลก Diablo จากนั้นก็มองไปที่ใบหน้าของเอเลน่าอย่างเงียบๆ แล้วถอนหายใจออกมา ไม่รู้ว่าทำไม ตอนนี้ในหัวของเขาถึงได้ปรากฏร่างของสาวน้อยที่ซื่อบริสุทธิ์อีกคนขึ้นมาได้ แต่...
เรียวขาขาวเนียนทั้งสองข้างของ ‘เทพธิดานักรบ’ ก็ถูกแยกออกจากกัน สุดท้ายซุนเฟยก็ค่อยๆ เข้าไป
ไม่มีเวลาเคลิบเคลิ้มแล้ว พลังทำลายที่หนักหน่วงไหลผ่านเข้ามาในร่างของซุนเฟย แม้ว่าเหตุการณ์นี้จะอยู่ในการคาดการณ์ของซุนเฟย แต่ความเ็ปรวดร้าวที่เหมือนกับดวงิญญากำลังถูกฉีกเป็ชิ้นๆ แบบนี้ ทำให้ซุนเฟยอดไม่ได้ที่จะร้องคำรามออกมาเบาๆ หมอกเืพ่นออกมาจากร่างของซุนเฟยอย่างหนาแน่น
ในที่สุด ซุนเฟยก็ได้รับรู้แล้วว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เอเลน่าต้องอดทนต่อความเ็ปมากขนาดไหน
นี่มันเกินกว่าที่จินตนาการไว้เสียอีก จะต้องให้ผู้บอบบางคนนี้มาแบกรับความเ็ปแสนสาหัสแบบนี้ได้อย่างไร แม้ว่านางจะยังสลบอยู่ แต่ก็ยังคงไม่หลุดเสียงร้องอย่างเ็ปออกมา...ผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่ง นางแข็งแกร่งมากจนซุนเฟยต้องใ!
ซุนเฟยกอดร่างสาวน้อยไว้แนบอกแน่น เหมือนกับกำลังกอดสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดของโลก
โชคดีที่พละกำลังของคนเถื่อนซุนเฟยแข็งแกร่งมาก ทำให้สามารถแบกรับความเ็ปที่แบ่งปันมาจากเอเลน่าได้ ตอนนี้เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พลังทั้งสี่ธาตุในร่างของเอเลน่า ไม่ว่าจะธาตุสายฟ้า ธาตุไฟ ธาตุน้ำแข็งหรือธาตุพิษกำลังไหลเข้าสู่ร่างของตัวเอง ทุกส่วนในร่างกายของเขารู้สึกเ็ป เหมือนถูกบดร่างจนแตกละเอียดกลายเป็ผุยผง พลังที่ขัดแย้งกันทั้งสี่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดอย่างต่อเนื่อง
ความเ็ปนี่มันมากกว่าตอนที่ตัวเองทดลองดื่ม 'น้ำยาฮัลค์' เสียอีก ทุกวินาทียาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน ซุนเฟยค่อยๆ พบว่าความเ็ปในร่างเริ่มทุเลาลง
ไม่ช้า พลังที่เข้ากันไม่ได้อย่าง น้ำแข็ง สายฟ้า ไฟ และพิษก็ค่อยๆ หยุดการปะทะกัน พวกมันดูเหมือนผู้ชายสี่คนที่หากไม่ได้สู้กันก็จะไม่รู้จักกัน สุดท้ายก็จับมือกัน ร่วมหัวเราะยินดีไปด้วยกัน พลังทั้งสี่ที่อยู่ในร่างของซุนเฟยหมุนเป็วงกลม จากนั้นก็ไหลออกจากร่างซุนเฟยกลับเข้าไปในร่างของเอเลน่า
วินาทีต่อมา ซุนเฟยก็รู้สึกได้ถึงการเคลื่อนไหวเบาๆ ในอ้อมแขนของตัวเอง
การเคลื่อนไหวเล็กน้อยนี้ทำให้ซุนเฟยพลันตื่นใ ทันใดนั้นทั้งสองคนก็พลันวางตัวไม่ถูก โดยเฉพาะไอ้น้องชายของเขาที่มันดันตื่นขึ้นมา...เอ่อ บางทีเขาควรจะพูดอะไรออกไปสักเล็กน้อยดีไหม ซุนเฟยตัดสินใจที่จะผละตัวออกมา แต่มือเรียวยาวอมชมพูก็ยื่นออกมาโอบรอบคอของซุนเฟยแน่น
เขาก้มหน้าลง
มองเห็นเพียงขนตางอนสวยที่สั่นระริกของทหารรับจ้างสาว
เห็นได้ชัดว่านางตื่นขึ้นแล้ว
และเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น
หยดน้ำตาที่ใสดุจคริสตัล ค่อยๆ ไหลอาบใบหน้างาม
ทว่า ั้แ่ต้นจนถึงตอนนี้ นางก็ยังคงจับซุนเฟยแน่นไม่ยอมปล่อย มือเรียวที่กอดตรงคอของซุนเฟยแน่น ทำให้ซุนเฟยรู้สึกหายใจไม่ค่อยออก ดูเหมือนว่าเอเลน่ากลัวว่าหากปล่อยซุนเฟยแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอ้อมกอดจะกลายเป็เพียงความฝันและสลายหายไปราวกับเมฆหมอก
“กอดข้า!” เอเลน่ากระซิบบอกซุนเฟยข้างหู
ราวกับมีเปลวไฟบางอย่างกำลังลุกไหม้ เอเลน่ากอดซุนเฟยแน่น
ราวกับว่าร่างของเขากำลังถูกไฟแผดเผา ซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลอมละลายอยู่ในเปลวไฟที่แสนอบอุ่นนี้ ร่างบางในอ้อมแขนสั่นระริก ตอนนี้นางไม่ใช่ยอดธนูไร้พ่ายที่เยือกเย็นเหมือนตอนที่อยู่บนยอดเขา แต่เป็เพียงสาวน้อยที่ขี้ขลาดและต่ำต้อยเท่านั้น
ทันใดนั้นซุนเฟยก็พลันตระหนักขึ้นมาได้ว่า
สิ่งที่ตัวเองละเลยมาตลอดก่อนหน้านี้คืออะไร
หัวใจของเขาพลันอบอุ่นและชุ่มชื้น ทั่วทั้งร่างถูกหลอมละลายให้กลายเป็หนึ่งเดียวกันกับร่างนุ่มนิ่มในอ้อมแขน สองร่างเกี่ยวกระหวัดไม่แยกห่างจากกัน
เสียงครวญครางรัญจวนและหอบหนักดังขึ้นในห้อง
ลำคอระหงส์ของเอเลน่าก็เงยหน้าขึ้น มือบางขยับเคลื่อนไหวเบาๆ ม่านน้ำสีฟ้าห่อหุ้มทั้งสองไว้ตรงกลางค่อยๆ ส่องสว่างเรืองรองสีฟ้า ทำให้ห้องหินที่มืดมิดสว่างไสวงดงามเหมือนสรวง์
นี่เป็สีสันของความฝัน
------------------------------
