“เอาล่ะทุกคน สิ่งที่อาจารย์สอนไปเมื่อครั้งก่อน วันนี้จะทำการทดสอบ หวังว่าพวกเ้าจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง” ได้ยินอาจารย์อวี๋เอ่ยเช่นนั้น เหล่าศิษย์หญิงต่างก้มหน้างุด เพราะกลัวว่าตนจะถูกเรียกไปทดสอบเป็คนแรก
เพราะในยามปกติ หญิงสาวที่ถูกยกย่องว่าโดดเด่นที่สุดในรุ่นของนางก็คือหลินเสวี่ยถง บุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการหลิน
คู่ปรับตลอดกาลของเซี่ยหรงเหยา และการทดสอบของอาจารย์อวี๋ ทุกครั้งนางจะได้รับคำชมเสมอ จึงทำให้ถูกเหล่าบุตรสาวขุนนางหมั่นไส้ ทว่าครั้งนี้กลับเปลี่ยนไป เพราะคนที่ลุกขึ้นยืนเป็คนแรกก็คือ...เซี่ยหรงเหยา
“นี่! ทำบ้าอันใด นั่งลงเร็ว!...เ้าคงไม่อยากถูกท่านอาจารย์อวี๋หวดเป็คนแรกหรอกนะ” ว่านหนิงอวิ๋นดึงเซี่ยหรงเหยาให้นั่งลง
“น่าอายจะตาย”
“ไม่เป็ไร เ้าไม่เชื่อฝีมือของข้าหรือ” ท่าทางมั่นอกมั่นใจของนาง ทำอีกฝ่ายงุนงง เพราะที่ผ่านมาต่างก็รู้ฝีมือของกันและกันดี
“เชื่อก็บ้าแล้ว! เ้าไปเอาความมั่นใจนี้มาจากที่ใด ใครที่นี่ไม่รู้บ้างว่า ฝีมือการเล่นกู่ฉินของเ้าห่วยเพียงใด” วานหนิงอวิ๋นกระตุกชายแขนเสื้อของสหายรักเบาๆ
“เ้ายังเป็สหายของข้าอยู่หรือไม่” เซี่ยหรงเหยาสะบัดออก พร้อมกอดอกด้วยท่าทีน้อยใจ
หลายปีที่นางเพียรฝึกปรือศิลปะทุกแขนง เพื่อให้เป็ที่พอใจของตวนอ๋อง และเพื่อเอาชนะหลินเสวี่ยถง ทว่ากลับถูกมองว่าเป็เพียงเงาของนาง
ยามนี้ได้เกิดใหม่แล้ว ตนเองจะถอยห่างจากตัวหายนะทั้งสอง และใช้ชีวิตให้ดี...จะไม่ยอมถูกตีตายเหมือนชาติที่แล้วอีก
“กระซิบกระซาบอันใดกัน เซี่ยหรงเหยา! เ้าออกมาที่นี่”
อาจารย์อวี๋ซิน สตรีผู้ถูกขนานนามว่า...เป็ปรมาจารย์ในด้านกู่ฉิน ชี้ไม้มาที่หญิงสาว สายตาคมกริบของสตรีวัยกลางคนจ้องมองพวกนาง ทำเซี่ยหรงเหยาและว่านหนิงอวิ๋นสะดุ้งพร้อมกัน
ผ่านไปสองชาติ ข้าก็ยังหวาดกลัวนางไม่เปลี่ยน แต่ก็ต้องขอบคุณท่านอาจารย์อวี๋ในชาติที่แล้ว จึงทำให้ตนเองได้เรียนรู้กู่ฉินได้เข้าใจอย่างถ่องแท้
เซี่ยหรงเหยาคิดในใจ ระหว่างที่กำลังวางนิ้วมือลงบนสายกู่ฉิน
เมื่อยามที่บทเพลงถูกบรรเลง ทุกคนที่อยู่ภายในห้องเรียน รวมถึงอาจารย์อวี๋ ต่างแสดงสีหน้าตกตะลึง คนที่เรียนได้อันดับรั้งท้ายในทุกด้านอย่างเซี่ยหรงเหยา กลับมีฝีมือดีดกู่ฉินได้ไพเราะถึงเพียงนี้
“นี่มันบทเพลงอะไร! เหตุใดพวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อน ช่างไพเราะยิ่งนัก” ทุกคนต่างหันหน้ามองกัน พร้อมกระซิบกระซาบ
เซี่ยหรงเหยาแอบยิ้มในใจ
นี่เป็เพลงที่ข้าแต่งให้มู่หรงจ้านเมื่อชาติก่อน พวกเ้าเคยได้ยินก็แปลกแล้ว
หลังบรรเลงจนจบบทเพลง อาจารย์อวี๋เป็คนแรกที่ลุกขึ้นยืนพร้อมกับปรบมือให้นาง
“ดี! ไพเราะยิ่งนัก! เ้าไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังเลยสักนิด ทุกคนดูเซี่ยหรงเหยาเป็ตัวอย่าง ต้องพัฒนาตนเองให้ได้อย่างนาง หมั่นเพียรฝึกฝนฝีมือ สุดท้ายชื่อเสียงและความสำเร็จจะเป็ของทุกคน”
อาจารย์อวี๋เอ่ยชื่นชมจากใจจริง
“ขอบคุณท่านอาจารย์เ้าค่ะ ทั้งหมดเป็เพราะท่านที่สั่งสอนและเข้มงวด แต่ฝีมืออ่อนด้อยของศิษย์ ยังต้องเรียนรู้จากท่านอาจารย์อีกมาก ไหนเลยจะกล้ารับคำชม”
หญิงสาวยอบกายลงอย่างอ่อนน้อม ท่าทีถ่อมตนของนาง ทำอาจารย์อวี๋ซินนึกชื่นชมในใจ
“นี่! เ้ายังเป็เซี่ยหรงเหยาอยู่หรือไม่ เหตุใดเล่นกู่ฉินได้ไพเราะเพียงนั้น” ว่านหนิงอวิ๋นเขย่าร่างเซี่ยหรงเหยาไปมาด้วยความตื่นเต้น
“เ้าโง่...คนที่เคยคลั่งรักราวกับคนบ้า เมื่อใดที่ตาสว่างก็มักเก่งกาจขึ้นเสมอ” หญิงสาวเชิดปลายคางขึ้น พร้อมเอ่ยด้วยท่าทีโอ้อวด ทว่าว่านหนิงอวิ๋นกลับมองมาด้วยสีหน้างุนงง
“เ้าพูดอันใด! ข้าฟังไม่รู้เื่”
“เปล่าไม่มีอะไร ต่อไปเป็ทีของเ้าแล้ว” หญิงสาวพยักพเยิดไปยังอาจารย์อวี๋ที่ชี้ไม้เรียวมาที่นาง
“ข้าหรือ! ...ไม่นะ! สหายทรยศ! ข้าขอประณามเ้า” หญิงสาวที่ถูกเลือกไปทดสอบฝีมือเป็คนต่อไปคือ ว่านหนิงอวิ๋น และเป็เซี่ยหรงเหยาที่ดันนางให้เดินออกไปยังด้านหน้าห้อง
ทุกคนต่างหัวเราะสตรีทั้งสองที่กำลังยื้อยุดกันไปมา และเป็ไปตามคาด ว่านหนิงอวิ๋นถูกตีมือไปหนึ่งครั้ง เพราะนางเล่นได้ห่วยจริงๆ
“เ้าสหายทรยศ! ฝากไว้ก่อนเถอะ! ฮื่ออ! มือน้อยๆ ของข้า บวมหมดแล้ว” หญิงสาวคร่ำครวญ พร้อมกับเป่ามือของตนที่มีรอยแดงที่เกิดจากไม้เรียวของอาจารย์อวี๋
“โอ๋! โอ๋! น้องน้อยของข้า มานี่มา...พี่สาวเป่าให้” เซี่ยหรงเหยาดึงมืออีกฝ่ายมาตรงหน้า พร้อมกับทายาและเป่าเบาๆ ไปที่มือของนาง
“ไม่พอ...เ้าต้องเลี้ยงข้าวกลางวันข้าด้วย”
“ได้ๆ บ่าวทำตามที่นายหญิงสั่งเ้าค่ะ” การหยอกล้อของพวกนาง ถือเป็สีสันของห้องเรียนในสำนักศึกษาสตรี และในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่มีใครที่ไม่รู้จักหลานสาวของเซี่ยโสวฝู่และบุตรสาวของแม่ทัพว่าน
อีกทั้งพวกนางยังโด่งดังเื่ความเกเร เป็อันธพาลอันดับหนึ่งประจำสำนักศึกษา แต่เพราะมีอำนาจหนุนหลัง จึงไม่มีใครกล้าหาเื่หรือเอาผิดคนทั้งสอง
ยามนี้...สิ่งที่พวกนางกำลังพูดคุย ได้ตกอยู่ในสายตาของใครบางคนแล้ว ชายหนุ่มในชุดสีทมิฬ ปักดิ้นทองลายเมฆมงคล กำลังหยุดฟังเสียงกู่ฉินด้านนอกห้อง เมื่อยามที่เซี่ยหรงเหยาเริ่มบรรเลง
“นางเป็ใคร...”
ชายหนุ่มหันไปถามองครักษ์ข้างกาย เมื่อเสียงกู่ฉินหยุดลง
“คนไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“คนที่พึ่งเล่นกู่ฉินจบไปเมื่อสักครู่”
“อ๋อ...นางคือเซี่ยหรงเหยา หลานสาวคนเล็กของเซี่ยโสวฝู่พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้อายุสิบหกปี อีกทั้งในเมืองหลวง...ยังเป็สตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังเื่ความเกเร ยามนี้มีข่าวลือว่านางหลงรักตวนอ๋องจนโงหัวไม่ขึ้น ไม่ว่าตวนอ๋องไปที่ใดก็มักเห็นนางวิ่งตามเสมอ เป็คนที่ดื้อรั้นและทำให้ครอบครัวต้องอับอาย”
“เช่นนั้น...นางก็คือหลานสาวจากตระกูลเดิมของไทเฮา”
“เป็เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายมิได้กลับมาเมืองหลวงนับสิบปี จึงยังไม่รู้ข่าวคราวภายใน แม้นางจะพึงใจต่อตวนอ๋อง ทว่าก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับบุตรีของเสนาบดีหลิน หญิงสาวที่ทั้งงดงามและกิริยาอ่อนหวาน อีกทั้งยังมีความสามารถเหนือสตรีอื่นใดในเมืองหลวง”
“คนไหนรึ”
“คนที่กำลังบรรเลงกู่ฉินในตอนนี้พ่ะย่ะค่ะ” ชายหนุ่มเหลือบมองเข้าไปยังห้องเรียนสตรีอีกครั้ง ยามนี้หลินเสวี่ยถงกำลังบรรเลงกู่ฉินเพื่อรับการทดสอบ
เมื่อบทเพลงจบลง...หญิงสาวก็ได้รับคำชื่นชมจากอาจารย์อวี๋เช่นเดียวกัน ทว่า...การบรรเลงของนางก็มิได้ทำให้ทุกคนตื่นตาตื่นใจเท่ากับฝีมือของเซี่ยหรงเหยา
“ก็แค่เล่นกู่ฉินได้นิดหน่อยเท่านั้น ไม่คิดว่าไม่พบหน้ากันสิบปี สายตาน้องชายของเราจะแย่ถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มหยุดไปเล็กน้อย พร้อมกับเบือนสายตาไปยังหญิงสาวที่กำลังหยอกล้อกับสหายในห้องเรียน
“ต่างจากนาง...ั้แ่กลับมาเมืองหลวง เซี่ยหรงเหยาเป็สตรีคนแรกที่ทำให้รู้สึกสนใจ เช่นนั้น...นางย่อมต้องไม่ใช้คนธรรมดาเป็แน่ ไป...ไปสืบเื่ของนางมาให้เรา อยากรู้นัก สตรีผู้นี้จะยังมีสิ่งใดให้น่าค้นหาอีก”
“แต่ชื่อเสียงของนาง...” องครักษ์หนุ่มนามสืออี คิดเอ่ยทัดทาน ทว่าสายตาคมกริบกลับตวัดมองมา
“สืออี! ั้แ่เมื่อใดที่เ้าใช้ข่าวลือตัดสินผู้อื่น” น้ำเสียงเยือกเย็นเอ่ยเตือนเบาๆ
“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มประสานมือคารวะ ก่อนถอยออกจากจุดนั้น และเพียงไม่นาน เหล่าสรีทั้งหลายต่างก็ทยอยออกจากห้องเรียน
วันนี้เซี่ยหรงเหยาได้สัญญากับว่านหนิงอวิ๋นเอาไว้แล้วว่า นางจะเลี้ยงอาหารกลางวันที่หอว่านเซียง เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง ทว่า...ยามนี้ กลับถูกขวางเอาไว้ที่หน้าประตูสำนักศึกษา
“เดี๋ยวก่อน!...”
หลินเสวี่ยถงก้าวออกมาขวางสตรีทั้งสอง ที่กำลังก้าวออกจากสำนักศึกษาิเยวี่ย ทั้งที่พวกนางไม่กินเส้นกันมาก่อน การมาของนางครั้งนี้ คล้ายมีจุดประสงค์บางอย่าง
“มีอะไร...”
เซี่ยหรงเยาเอ่ยถามเสียงห้วน เพราะไม่ว่าชาติก่อนหรือตอนนี้ สตรีทั้งสองก็เป็ดั่งศัตรู มิอาจปรองดอง และชีวิตนี้...นาง้าหลบเลี่ยงไม่คิดคบหา ประหนึ่งน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง
“บทเพลงที่เ้าเล่นก่อนหน้านี้...มีชื่อว่าอันใด เ้าแต่งเองหรือไม่ เช่นนั้น...ช่วยเขียนเนื้อเพลงให้ข้า...ยืม เพื่อบรรเลงในงานชมดอกเหมยได้ไหม”
