บทที่ 2 นี่มันวิชาบำเพ็ญเซียนจริงๆ หรือนี่?
การเลือก ‘ลิขิตชะตา’ นั้นเป็การคัดลอกมา ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเจียงจ้าวเซี่ย ดังนั้นหลี่ชิงชิวจึงไม่มีภาระทางใจแม้แต่น้อย
ทันทีที่เขาตัดสินใจเลือก สติสัมปชัญญะของเขาก็ถูกดึงเข้าสู่ห้วงแห่งความฝัน
เขามีความฝันอันพร่าเลือนและยาวนานยิ่งนัก ในความฝันนั้น เขาฝึกกระบี่อย่างไม่หยุดหย่อน กระบี่ในมือถูกเปลี่ยนเล่มแล้วเล่มเล่า
เขาฝึกกระบี่โดยไร้จุดหมาย ไร้ซึ่งความเหน็ดเหนื่อย ฝึกฝนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจิตใจเริ่มชาชิน
ครั้นเมื่อตื่นขึ้นมา ความฝันนั้นกลับดูสั้นกะทัดรัดอย่างประหลาด เขาลืมตาขึ้นมอง พบว่าภายนอกหน้าต่างมืดสลัวลงแล้ว แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง มอบความสว่างเพียงเล็กน้อยให้แก่ภายในเรือน
“ศิษย์พี่ กินข้าวได้แล้วขอรับ”
เสียงของจางยวี่ชุนดังมาจากหน้าประตู น้ำเสียงติดจะลังเลเล็กน้อย เพราะเขาเรียกขานมาสามคราแล้ว จึงกำลังชั่งใจอยู่ว่าจะบุกรุกเข้าไปดีหรือไม่
หลี่ชิงชิวรีบขานตอบทันที: “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”
จางยวี่ชุนถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่เสียงฝีเท้าจะค่อยๆ ห่างออกไป
หลี่ชิงชิวเริ่มหวนนึกถึงความฝันเมื่อครู่ พบว่าเขาไม่อาจจดจำรายละเอียดในฝันได้เลยแม้แต่น้อย และในหัวก็ไม่มีความทรงจำอื่นใดเพิ่มเข้ามา
เขาลุกขึ้นยืน ตรวจสอบร่างกายของตนเอง แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงใดๆ
สายตาของเขาเลื่อนไปมองกระบี่ล้ำค่าที่วางอยู่บนโต๊ะตัวเล็กข้างกาย นั่นคือกระบี่ที่หลินสวิ่นเฟิงมอบให้เขา กระบี่เทียนหง (กระบี่รุ้ง์) กระบี่เล่มนี้เมื่อรวมฝักแล้วมีน้ำหนักถึงหกชั่ง ยามปกติเขาคร้านที่จะหยิบมันขึ้นมาด้วยซ้ำ
เขาเดินไปที่โต๊ะ มือขวาคว้าฝักกระบี่ยกขึ้น มือซ้ายกุมด้ามกระบี่ไว้
หลี่ชิงชิวพลันเลิกคิ้ว ดวงตาฉายแววประหลาดใจ
ยามที่กุมกระบี่เทียนหง เขากลับััได้ถึงพลังบางอย่างภายในกระบี่ ทั้งยังรู้สึกถึงความใกล้ชิดอย่างบอกไม่ถูก
ความรู้สึกนี้อัศจรรย์ยิ่งนัก เขาไม่เคยััมาก่อน หากจะให้เปรียบเทียบ มันคือ ‘จิติญญา’ เขาััได้ถึงจิติญญาของกระบี่เล่มนี้
“นี่คือผลของ ‘ผู้คลั่งไคล้กระบี่โดยกำเนิด’ อย่างนั้นรึ?”
หลี่ชิงชิวข่มความปรารถนาที่จะชักกระบี่ไว้อย่างสุดกำลัง เขาวางกระบี่เทียนหงลงแล้วหมุนตัวเดินไปที่ประตู
แผงหน้าจอมรดกเต๋านั้นเอาไว้ค่อยๆ ศึกษาภายหลังก็ได้ เขาไม่อาจปล่อยให้เหล่าศิษย์น้องต้องเป็กังวล
อาจารย์เพิ่งจะจากไป ศิษย์พี่ใหญ่กลับเอาแต่ขังตัวอยู่ในห้องไม่ยอมออกมา พวกเขาที่เป็เด็กย่อมต้องคิดมากเป็ธรรมดา
หลี่ชิงชิวผลักประตูออกมา สายตามองไปที่ลานเรือน เห็นเหล่าศิษย์น้องนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร ข้างกายมีต้นไม้เก่าแก่ต้นหนึ่ง แขวนตะเกียงน้ำมันที่ให้แสงสว่างส่องทั่วโต๊ะ
ยามปกติ พวกเขามักจะนั่งกินข้าวกันที่ลานเรือน เดิมทีทุกคนมักจะแย่งกันกินราวกับผีหิวโหยเข้าสิง แต่ในคืนนี้เ้าตัวเล็กทั้งหลายกลับสงบเสงี่ยมผิดปกติ ทุกคนต่างเฝ้ารอหลี่ชิงชิว
“ศิษย์พี่ใหญ่!”
“ศิษย์พี่!”
“พี่ใหญ่ รีบมากินข้าวเร็วเข้า!”
เหล่าศิษย์น้องต่างพากันลุกขึ้นกวักมือเรียกหลี่ชิวชิว แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ยผู้รักศักดิ์ศรีก็ยังแอบลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า หลี่ชิงชิวรู้สึกอบอุ่นในใจยิ่งนัก เขายิ่งมีความมั่นใจที่จะนำพาสำนักชิงเซียวไปสู่ความรุ่งโรจน์
ส่วนความรู้สึกที่อยากจะท่องยุทธภพอย่างอิสระนั้นได้ถูกเขาสลัดทิ้งไปเสียแล้ว เมื่อมีแผงหน้าจอมรดกเต๋าอยู่ เขาจะต้องอาศัยสำนักชิงเซียวแห่งนี้สร้างตำนานบทใหม่ให้แก่ชีวิตตนเองได้อย่างแน่นอน
เขาเดินไปหาหลี่ซื่อจิ่น ศิษย์น้องเล็กอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบาๆ ก่อนจะนั่งลง
“นั่งลงกันเถอะ พวกเรากินไปคุยไป” หลี่ชิงชิวยิ้มกล่าว เมื่อเห็นรอยยิ้มที่เหมือนปกติของเขา ทุกคนก็วางใจลงสิ้นเชิง เริ่มลงมือตักข้าวและกับข้าว
จางยวี่ชุน ศิษย์น้องรองคอยตักข้าวให้ทุกคน ท่าทางดูสุขุมเกินวัย
โต๊ะยาวตัวนี้เพียงพอให้พวกเขาทั้งเจ็ดคนนั่งล้อมวงกันได้ ทว่าบนโต๊ะมีเพียงกับข้าวสามอย่างและน้ำแกงอีกหนึ่งหม้อ ในน้ำแกงมีเพียงเศษเนื้อเล็กน้อยเท่านั้น นี่คือชีวิตความเป็อยู่บนเขา ยามที่หลินสวิ่นเฟิงไม่อยู่ ส่วนใหญ่พวกเขาจึงต้องกินผักที่ปลูกเอง นานๆ ครั้งถึงจะได้กินไข่เจียวสักจาน
หลี่ชิงชิวหยิบตะเกียบขึ้นมา พลางกล่าวอย่างเป็กันเองว่า “อาจารย์จากไปแล้ว มอบตำแหน่งเ้าสำนักให้แก่ข้า ข้าใคร่ครวญดูแล้ว ตัดสินใจว่าจะทำให้สำนักชิงเซียวของเรายิ่งใหญ่และแข็งแกร่งขึ้น เพราะอย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือบ้านของพวกเรา”
สิ้นคำกล่าวนี้ หลี่ซื่อเฟิง ศิษย์น้องหกก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ะโก้องว่า “ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง! ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง!”
พอเขาเริ่ม อู๋หมานเอ๋อร์ ศิษย์น้องห้าก็ส่งเสียงร้องตามมา
หลี่ชิงชิวมองดูหลี่ซื่อเฟิงวัยสิบสองปี นึกถึงลิขิตชะตาของเขา
‘ใจสุนัขป่ามักใหญ่’ และ ‘ไม่เลือกวิธีการ’
เ้าเด็กนี่ดูภายนอกช่างสดใสและร่าเริงนัก ไฉนสันดานเดิมถึงเป็เช่นนั้นได้?
“ยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง... พูดน่ะมันง่าย แต่จะอาศัยพวกเราน่ะรึ?” เจียงจ้าวเซี่ยอดไม่ได้ที่จะกล่าวประชดประชันออกมา
ทว่าตอนนี้หลี่ชิงชิวกลับมีความประทับใจต่อเขาเป็อย่างยิ่ง เพราะเจียงจ้าวเซี่ยคือคนที่มีความจงรักภักดีต่อเขาสูงที่สุด ณ ที่แห่งนี้ ทั้งยังมีพร์กล้าแกร่งที่สุด เป็ว่าที่ ‘มือสังหารอันดับหนึ่ง’ ของสำนักในอนาคต
เมื่อเผชิญกับการประชดของเจียงจ้าวเซี่ย หลี่ชิงชิวจึงยิ้มตอบว่า “พวกเรายังเยาว์วัยนัก มีความเป็ไปได้ไม่จำกัด ดังนั้นต่อไปพวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจกันฝึกฝนวิชา เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองก่อน รอจนพวกเราเติบใหญ่เป็ผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ค่อยลงเขาไปรับสมัครลูกศิษย์เพิ่ม”
คำพูดนี้ทำเอาเหล่าศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันตื่นเต้น และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
เจียงจ้าวเซี่ยเมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของหลี่ชิงชิว อารมณ์ขุ่นมัวก็มลายหายไปทันที เขาเบ้ปากพลางพึมพำว่า “ฝึกวิชาจะมีประโยชน์อะไร ลำพังแค่วิชาสามหาวระดับพื้นๆ ของอาจารย์น่ะรึ? ท่านไม่ได้เหลือเคล็ดวิชาอะไรไว้ให้พวกเราเลยด้วยซ้ำ”
เสียงของเขาเบามาก มีเพียงเขาที่ได้ยิน
จางยวี่ชุนหลังจากตักข้าวปลาอาหารให้ทุกคนเสร็จแล้ว ก็เอ่ยถามว่า “ศิษย์พี่ อาจารย์เหลือคัมภีร์ไว้เพียงสามเล่ม คือเพลงหมัด เพลงกระบี่ และท่าร่าง พวกเราควรจะฝึกสิ่งใดก่อนดี?”
หลี่ชิงชิวถือชามข้าว พุ้ยข้าวเข้าปากคำหนึ่งพลางเคี้ยวแล้วกล่าวว่า “เื่นี้ข้าจะศึกษาดูอย่างละเอียด แล้วจะจัดสรรให้พวกเราตามความเหมาะสม ขอเพียงแบ่งเวลาฝึกฝนในแต่ละวันก็พอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือต้องหาเสบียงอาหารให้เพียงพอ เมื่อเริ่มฝึกวรยุทธ ความ้าอาหารจะเพิ่มขึ้นมหาศาล โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ดังนั้นพวกเราต้องเริ่มเลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู และปลูกผักให้มากขึ้น...”
เขาเล่าแผนการคร่าวๆ ออกมา การวางแผนเช่นนี้ทำให้ดวงตาของจางยวี่ชุนเป็ประกาย พยักหน้าเห็นด้วยไม่หยุด
นอกจากเขาและหลีตงเยว่ ศิษย์น้องสี่แล้ว ศิษย์คนอื่นๆ ต่างไม่ค่อยสนใจเื่นี้นัก เพราะพวกเขาไม่อยากทำงานหนักเพิ่มขึ้น เพียงแต่ในยามนี้ไม่อาจคัดค้านได้ เพราะอาจารย์จากไปแล้ว พวกเขาต้องพึ่งพาตนเอง
หลี่ชิงชิวบอกความ้าคร่าวๆ ให้จางยวี่ชุนฟัง และมอบหมายให้เขาเป็คนจัดการเื่นี้ โดยสามารถจัดสรรงานให้ศิษย์คนอื่นๆ ได้ตามใจชอบ
เขามองจางยวี่ชุนแล้วกล่าวว่า “ศิษย์น้องรอง เ้าเป็คนสุขุมเยือกเย็น ทั้งยังชอบอ่านตำรา เส้นทางความรุ่งโรจน์ของสำนักชิงเซียวคงต้องฝากไว้ที่เ้าแล้ว เ้าจงลงมือทำอย่างเต็มที่ หากใครไม่ฟังคำสั่ง ก็มาบอกข้า ไม่ถึงขั้นต้องหักแข้งหักขา แต่อย่างน้อยก็ต้องทำให้มันเจ็บไปสามห้าวัน”
สิ้นคำกล่าวนี้ ศิษย์คนอื่นๆ ต่างก็พากันขนลุกซู่ แม้แต่เจียงจ้าวเซี่ย สีหน้าก็ดูไม่สู้ดีนัก
ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ หลี่ชิงชิวนั้นกล้าลงมือตีพวกเขาจริงๆ นี่คือบารมีที่สั่งสมมาั้แ่เด็ก ทุกคนล้วนเคยถูกเขาขนาบมาแล้วทั้งสิ้น
“ศิษย์พี่ โปรดวางใจ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!” จางยวี่ชุนกล่าวด้วยความตื่นเต้น
เขาอยากลงมือทำงานมานานแล้ว เพียงแต่เขาเป็คนใจอ่อน นอกจากศิษย์น้องสี่แล้ว คนอื่นๆ ต่างก็กล้ารังแกเขา
หลี่ชิงชิวยิ้มพยักหน้า จากนั้นก็ชวนเหล่าศิษย์น้องสนทนาถึงเื่ราวในยุทธภพ เพื่อกระตุ้นความฮึกเหิม
สำนักชิงเซียวแม้จะเล็ก แต่อาจารย์ของพวกเขาก็นับว่าพอมีชื่อเสียงอยู่บ้าง ในแต่ละปีมักจะมีชาวยุทธผู้กล้ามาเยี่ยมเยียนถึงบนเขา และเล่าเื่ราวในยุทธภพให้ฟังไม่น้อย
แผ่นดินที่พวกเขาเหยียบยืนอยู่นี้อยู่ภายใต้การปกครองของ ราชวงศ์ต้าหลี แบ่งเป็ 9 แคว้น 14 ดินแดน สำนักชิงเซียวตั้งอยู่ที่เทือกเขาไท่คุนในเขตแดนแคว้นกูโจว รอบๆ รัศมีร้อยลี้ล้วนเป็ป่าเขา มีหมู่บ้านและตำบลอยู่บ้าง ส่วนเมืองที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างออกไปถึงสองร้อยลี้
ในดินแดนที่มีลักษณะคล้ายราชวงศ์ศักดินาของจีนโบราณแห่งนี้ เน้นการใช้ศัสตราวุธและนิยมการฝึกวรยุทธ เพียงแค่ในยุทธภพแคว้นกูโจวก็มีสำนักน้อยใหญ่มากมายนับไม่ถ้วน ส่วนสำนักที่ชื่อเสียงเกริกไกรไปทั่วหล้านั้นมีอยู่ถึงเจ็ดสำนักหลัก
หลี่ชิงชิวในวัยเยาว์เคยเห็นชาวยุทธผู้หนึ่งพ่นลมปราณออกมา พุ่งตัวทะยานไปไกลถึงสองจาง ทิ้งร่องรอยไว้บนลำต้นไม้ใหญ่ นั่นทำให้เขาตื่นตาตื่นใจเป็อย่างยิ่ง และเริ่มมีความคิดที่จะฝึกวรยุทธนับแต่นั้น
ที่นี่คือโลกแห่งจอมยุทธที่เขาถวิลหาในชาติก่อน แล้วเขาจะไม่ฝึกวรยุทธได้อย่างไร?
หลี่ชิงชิวนึกถึงโอกาสสืบทอดมรดกเต๋าที่เหลืออยู่อีกหนึ่งครั้ง ในใจพลันร้อนรุ่มขึ้นมา
จะสุ่มได้วิชาเทพสะท้านโลกหรือไม่นะ?
หากสำนักชิงเซียว้าจะยิ่งใหญ่แข็งแกร่ง จำต้องมี ‘วิชาสุดยอดประจำสำนัก’ หากไร้ซึ่งวรยุทธที่ร้ายกาจ จะไปสร้างชื่อเสียงในยุทธภพได้อย่างไร?
จะหวังพึ่งเพียงวิชาสามหาวระดับพื้นๆ ที่หลินสวิ่นเฟิงทิ้งไว้นั้นย่อมไม่มีทางสำเร็จ
อาหารค่ำมื้อนี้ เหล่าศิษย์สำนักชิงเซียวต่างพากันวาดฝันถึงอนาคต ไร้ซึ่งบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าที่ถูกอาจารย์ทอดทิ้ง ขอเพียงหลี่ชิงชิวยังอยู่ พวกเขาก็ไม่มีสิ่งใดต้องหวังกลัว
เวลาผ่านไปร่วมหนึ่งชั่วยาม ทุกคนจึงแยกย้ายกันไป เหลือเพียงจางยวี่ชุนและหลีตงเยว่ที่อยู่เก็บกวาดโต๊ะ
หลี่ชิงชิวกลับเข้าห้อง เขานั่งสมาธิบนเตียง ข่มใจที่ตื่นเต้นเอาไว้ เรียกแผงหน้าจอมรดกเต๋าออกมา แล้วเลือกเปิดใช้งานการสืบทอดมรดกเต๋า
[รับรางวัลการสืบทอด]
[เปิดใช้งานมรดกเต๋า]
[ท่านได้รับเคล็ดวิชาชักนำปราณ —— ‘คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน’]
[ยืนยันการรับสืบทอดหรือไม่]
คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน?
ฟังดูเหมือนวิชาของพวกเซียนบำเพ็ญตบะ ไม่รู้ว่าจะร้ายกาจเพียงใด
หลี่ชิงชิวเลือกรับการสืบทอดทันที ทันใดนั้น ความทรงจำจำนวนมหาศาลก็หลั่งไหลเข้าสู่สมองของเขา
คืนนี้ จางยวี่ชุน เจียงจ้าวเซี่ย อู๋หมานเอ๋อร์ และหลี่ซื่อเฟิง ต่างก็นอนไม่หลับไปพักใหญ่ หลี่ซื่อเฟิงนั้นตื่นเต้นที่สุด เขาเอาแต่วาดฝันถึงอนาคต ชวนเหล่าศิษย์พี่คุยไม่ยอมหยุด
ส่วนหลีตงเยว่และหลี่ซื่อจิ่นก็พากันกระซิบกระซาบอยู่ในห้องพักของตน ต่างให้กำลังใจกันและกัน บอกว่าจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระของศิษย์พี่ใหญ่ให้ได้
จันทร์ลาลับ ตะวันรุ่งสาง
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งพาดผ่านขอบฟ้า สาดส่องไปยังทิวเขาที่ซ้อนสลับ
เจียงจ้าวเซี่ยออกจากห้องมาแต่เช้าตรู่ เขาเริ่มร่ายรำเพลงหมัดอยู่ที่ลานเรือน สายตามักจะเหลือบมองไปที่ห้องของหลี่ชิงชิวอยู่บ่อยครั้ง แววตามีร่องรอยแห่งความกังวล
จำได้ว่าตอนเด็กๆ หลี่ชิงชิวเคยบอกว่า อยากจะสะพายกระบี่ท่องไปสุดหล้า ใช้ชีวิตสะสางบุญคุณความแค้นอย่างสะใจ บัดนี้ต้องมาถูกเหล่าศิษย์น้องรุมล้อมเป็ภาระเช่นนี้ ในใจของหลี่ชิงชิวจะรู้สึกอึดอัดบ้างหรือไม่นะ?
ไม่นานนัก เสียงไก่ขันก็ดังขึ้น จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่ต่างออกจากห้องมาพร้อมกัน พวกเขาทักทายกันเล็กน้อยก่อนจะเริ่มง่วนกับการทำงาน
เจียงจ้าวเซี่ยยังคงทำตามอำเภอใจ ไม่ชอบทำงานจิปาถะ แต่จางยวี่ชุนและหลีตงเยว่นั้นกลับยินดีทำงานหนักโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะมีทั้งสองคนนี้เอง คนอื่นๆ ถึงได้ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายได้ถึงเพียงนี้
อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้อง หลี่ชิงชิวที่นั่งสมาธิอยู่บนเตียงมาตลอดทั้งคืนลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาฉายแววแจ่มใสในทันที
เขายืดเส้นยืดสายตามสัญชาตญาณ การนั่งมาทั้งคืนทำให้เขารู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว
เขาหวนนึกถึงรายละเอียดของเคล็ดวิชา ‘คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวน’ ทันใดนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
เดี๋ยวก่อน!
นี่มัน... วิชาบำเพ็ญเซียนจริงๆ หรือนี่?
หลี่ชิงชิวตกตะลึง คัมภีร์ไท่ชิงหุ่นหยวนเน้นการดูดซับปราณิญญาแห่งฟ้าดิน ดูดซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา เพื่อกลั่นออกมาเป็ ‘ปราณิญญาต้นกำเนิด’ ภายในร่าง
ขั้นบำรุงปราณ, ขั้นััิญญา, ขั้นสุริยันสาดแสง...
เคล็ดวิชาในแต่ละระดับชั้นล้วนมีผลในการเพิ่มอายุขัย ทั้งยังระบุไว้ชัดเจนว่าสามารถมีอายุยืนยาวได้เพียงใด
ก้าวเข้าสู่ ‘ขั้นััิญญา’ มีอายุยืนได้สามร้อยปี ส่วน ‘ขั้นสุริยันสาดแสง’ นั้นสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึงหกร้อยปี!
หลี่ชิงชิวใจนแทบสิ้นสติ เขาหลงเข้าใจมาตลอดว่าที่นี่คือโลกแห่งวรยุทธ อย่างมากที่สุดก็น่าจะมีเพียงพลังภายในหรือลมปราณเท่านั้น
อาจารย์ของเขานั้นคงจะเสียสติไปแล้วแน่ๆ ถึงได้คิดจะออกไปเสาะหาหนทางแห่งเซียน
แต่ผลปรากฏว่า... การบำเพ็ญเซียนนั้นมีอยู่จริงอย่างนั้นรึ?
ที่แท้แผงหน้าจอมรดกเต๋านี้ มิใช่หน้าจอสำหรับสำนักบู๊ในยุทธภพ แต่เป็หน้าจอสำหรับ ‘นิกายบำเพ็ญเซียน’ ต่างหาก!
หลี่ชิงชิวได้สติกลับมา ยิ่งทวีความตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
ในเมื่อบำเพ็ญเซียนได้ แล้วใครจะอยากไปฝึกวรยุทธกันเล่า!
