ทว่านางเองก็นึกไม่ถึงว่า ตนจะนั่งกั้นแยกระหว่างพวกเขา
ทว่าเหนียนยวี่รู้ดีว่า แม้ตนเองจะนั่งคั่นพวกเขาก็ตาม ทว่าจากระยะห่างที่นั่งของฉางหงเยียนกับจ้าวอี้ แม้จ้าวอี้จะไม่ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ กลิ่นนั้น แต่ก็ยังลอยโชยเข้าจมูกของจ้าวอี้ได้
ฉางหงเยียนผู้นี้ นาง้าจะทำอะไร?
ทำให้จ้าวอี้ลุ่มหลงหรือ?
หลังจากนั้นเล่า จ้าวอี้ลุ่มหลงแล้วจะทำสิ่งใดอีก?
เหนียนยวี่มีประสบการณ์มาแล้วชาติหนึ่ง นางมิใช่เด็กสาวตัวน้อยที่ไม่มีประสบการณ์ในเื่ราวของบุรุษกับสตรี
เหนียนยวี่ยกถ้วยชาตรงหน้ามาถือไว้ในมือและยกขึ้นดื่มอย่างสงบนิ่ง ทว่าจ้าวอี้ที่นั่งอยู่ด้านข้าง กลับหยิบจอกสุราขึ้นมา
เหนียนยวี่ที่กำลังเงยหน้าดื่มชาพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ นางจึงรีบเอื้อมมือไปกั้นขวางจ้าวอี้ทันที “ท่านอ๋องมู่ การดื่มสุราจะทำร้ายร่างกายนะเพคะ”
จ้าวอี้ชอบดื่มสุราและวันนี้สุราชั้นเลิศตั้งอยู่เต็มโต๊ะ แน่นอนว่าเขาต้องตะกละเป็ธรรมดา ใบหน้าหล่อเหลาฉีกยิ้ม “เสี่ยวยวี่เอ๋อร์ หากไม่มีสุราก็ไม่สนุกสิ”
“คุณหนูยวี่ ท่านอ๋องมู่จะร่ำสุราเสียหน่อยจะเป็ไร? คุณหนูยวี่ ท่านเองก็ดื่มด้วยกันเถิด หงเยียนขอคารวะท่านด้วยสุราสักจอก” ฉางหงเยียนยกสุรายื่นให้เหนียนยวี่อย่างยิ้มแย้ม
เหนียนยวี่ไม่ยอมให้ท่านอ๋องมู่ดื่มสุรา? เช่นนี้จะได้หรือ?
ยามที่เหนียนยวี่หันไปรับมือกับฉางหงเยียน จ้าวอี้ก็ดื่มสุราในจอกลงไปเรียบร้อยแล้ว
เหนียนยวี่สังเกตเห็นดังนั้น พลันขมวดคิ้วมุ่นอย่างอดไม่ได้ จ้าวอี้แย้มยิ้มขำขันอย่างกระอักกระอ่วน ทว่าั์ตาของฉางหงเยียนกลับฉายแววท้าทาย เหนียนยวี่ผู้นี้คิดว่าตนเองเป็มู่หวังเฟยไปแล้วหรือไร?
แม้นางจะกลายเป็คนในราชวงศ์และได้รับความโปรดปรานจากมู่อ๋องจ้าวอี้ ทว่าคิดจะก้าวก่ายดูแลการดื่มสุราของท่านอ๋องมู่ หึ ฉางหงเยียนเลิกคิ้วพลางดื่มสุราไปหนึ่งอึก ไม่สนใจเหนียนยวี่ สายตามองตกไปบนร่างกายของจ้าวอี้ “ท่านอ๋องมู่เพคะ สุราที่นี่กลิ่นหอมกว่าสุราหมักไป๋ฮวาของแคว้นหนานเยวี่ยของพวกเราอีก ช่างประเสริฐยิ่งนักเพคะ”
“สุราหมักไป๋ฮวาหรือ?” ดวงตาของมู่อ๋องเป็ประกาย เหนียนยวี่รู้ดีถึงความหลงใหลในสุรารสเลิศของมู่อ๋อง ในใจนางเข้าใจเป็อย่างดีว่า ในวันนี้แม้ตนอยากจะขัดขวางการดื่มสุราของเขาก็คงจะเป็ไปไม่ได้
ทว่าท่านอ๋องมู่ที่มีความคิดเรียบง่ายผู้นี้ เขาจะรู้ได้หรือว่ายามที่ผู้อื่นพูดคุยเื่สุราหมักไป๋ฮวากับเขา ในใจของคนผู้นั้นกลับวางแผนว่าจะจับเขากลืนกินเขาอย่างไร
คนฉลาดเฉลียวเช่นเหนียนยวี่ ในใจย่อมรู้ดีถึงการวางแผนของฉางหงเยียน
ดอกเทียนเซียง หากถูกปลุกเร้าด้วยสุราก็จะยิ่งทำให้อารมณ์ของบุรุษพลุ่งพล่าน
ฉางหงเยียน้าฉวยโอกาสในวันนี้ โดยใช้สุรารสเลิศที่อยู่ตรงหน้าและกลิ่นหอมของดอกเทียนเซียงบนร่างกายนาง ทำให้ความสัมพันธ์ของตัวเองกับท่านอ๋องมู่ผลิบาน วันนี้ราชทูตหนานเยวี่ยเองก็อยู่ที่นี่ หากพวกเขาสามารถคว้ากิ่งก้านอย่างท่านอ๋องมู่ได้ เกรงว่าคงจะกัดไม่ปล่อย ในไม่ช้าไม่ว่าจ้าวอี้กับฮองเฮาอวี่เหวินจะเต็มใจหรือไม่ พวกเขาก็ทำได้เพียงต้องยอมให้องค์หญิงของแคว้นหนานเยวี่ยเข้ามาเป็พระชายามู่หวังเฟย
หนานเยวี่ย...
คำสองคำนี้วนเวียนอยู่ในใจของเหนียนยวี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชาติก่อน แคว้นเป่ยฉีเลี่ยงการเป็ปฏิปักษ์กับหนานเยวี่ย และใน่แรกๆ แคว้นหนานเยวี่ยมีบทบาทอย่างชัดเจนในการต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ของหลีอ๋องจ้าวเยี่ยน ชาตินี้นางจะมองดูแคว้นหนานเยวี่ยส่งตัวฉางหงเยียนให้ขึ้นเป็มู่หวังเฟยเฉยๆ ได้อย่างไร?
เวลานี้ในชาติก่อน แม้นนางจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากระหว่างที่ถูกเนรเทศ ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่นางรู้ นั่นคือฉางหงเยียนมิใช่มู่หวังเฟย!
ระหว่างที่เหนียนยวี่ครุ่นคิด ทั้งโถงสงบสุข ฉางไทเฮาและอูเสียนอ๋องแห่งแคว้นหนานเยวี่ยกำลังกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าที่กล่าวไปทั้งหมดคือคำพูดทักทายแขก สตรีเรียบง่ายแต่สง่างามผู้นั้น เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า พร้อมกับลูบลูกประคำในมือตลอดเวลา
เหนียนยวี่เห็นภาพเช่นนั้นแล้วรู้สึกเย้ยหยันอย่างอดไม่ได้ ‘ฉางไทเฮา’ ผู้นี้ใช้พระพุทธและความมีเมตตามาเป็หน้ากากหลอกลวงได้อย่างชำนาญเสียจริง
เพียงแต่...สตรีผู้นี้จะเผยความทะเยอทะยานของตัวเองออกมาเมื่อใด?
เหนียนยวี่นึกถึงเหนียนอีหลานที่ถูกพาตัวเข้าไปในตำหนักชีอู๋ จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปเหลือบมองฉางไทเฮา
ในบรรยากาศอันอบอุ่นครื้นเครง ข้าหลวงในวังทยอยยกอาหารใหม่ๆ เข้ามา ทันใดนั้น มีเสียงร้องตื่นใดังขึ้นในห้องโถง ทุกคนล้วนรู้สึกแปลกใจ ครั้นมองไปยังที่มาของเสียงร้องนั้น พวกเขาเห็นเพียงฉางไทเฮาทรุดตัวล้มอยู่บนพื้นอย่างทุลักทุเล ลูกประคำซึ่งเดิมทีอยู่ในมือนางขาดกระจัดกระจายไปทั่วพื้น มือที่ถือลูกประคำกำลังกำส่วนใบมีดของกริชเล่มคมในยามนี้ เืสีแดงสดไหลหยดจากฝ่ามือสีขาว
“เอาชีวิตมา!” สตรีที่กำลังกำด้ามกริชตวาดร้องลั่น ความดุร้ายในแววตาเต็มไปด้วยความโกรธเกลียดเคียดแค้น
“ทหาร...” จ้าวเยี่ยนออกคำสั่งและรีบลุกจากที่นั่งอย่างรวดเร็ว จ้าวอี้ผู้ซึ่งกำลังจิบเหล้ารสเลิศอยู่นั้น แม้นเขาจะเมากรึ่มบ้างแล้ว ทว่ากลับรีบลุกขึ้นยืนและวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกับจ้าวเยี่ยนอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยอูเสียนอ๋อง
ในห้องโถง แทบทุกคนผุดลุกยืนขึ้นทันที ทหารที่เฝ้าอารักขาอยู่ด้านนอกประตูรีบกรูเข้ามาอย่างเร็วรี่
ผู้คนมากมายก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยฉางไทเฮา ทว่าก่อนหน้านี้มีเพียงตัวฉางไทเฮาเท่านั้นที่พยายามปกป้องตัวเองอย่างหนัก
นางเป็สตรีบอบบาง แม้ยามนี้กำลังเผชิญหน้ากับสตรี ทว่าสตรีผู้นั้นค่อนข้างแข็งแกร่ง ยามที่ถูกสตรีผู้นั้นดึงกริชออกไปจากมือ เืสีแดงสดบนมือของฉางไทเฮาหลั่งไหลออกมาไม่หยุด กริชเปื้อนเืกลับคืนสู่มือของนักฆ่า ไม่นานนักฆ่าผู้นั้นยื่นมือออกไปแทงกริชใส่ฉางไทเฮาอีกครั้ง
ราวกับรู้ว่า ครั้งนี้จะเป็การโจมตีครั้งสุดท้ายที่ตนสามารถจะลงมือได้ นักฆ่าเล็งไปยังหัวใจของฉางไทเฮา ้าจะลงมืออย่างโเี้
กริชคมกำลังจะััโดนฉางไทเฮา จ้าวเยี่ยนและจ้าวอี้พุ่งไปถึงพร้อมกัน ทั้งสองเข้าใจกันอย่างรวดเร็วโดยมิต้องเอ่ยวาจา จ้าวเยี่ยนเอื้อมมือออกไปคว้าตัวฉางไทเฮาออกมา ส่วนจ้าวอี้รีบก้าวเข้าไปต่อสู้กับนักฆ่าผู้นั้น วรยุทธ์ของนักฆ่ามิได้อ่อนด้อย ทว่าด้วยจำนวนของทหารราชองครักษ์ที่กรูกันเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นาน นักฆ่าผู้นั้นจึงถูกกำราบลง
เหนียนยวี่จ้องมองสตรีผู้โเี้ ซึ่งกำลังถลึงตามองฉางไทเฮาด้วยท่าทีดุร้าย คิ้วของเหนียนยวี่พลันขมวดมุ่นอย่างอดไม่ได้ พริบตาเดียว ความดุร้ายกลับกลายเป็ความไม่เต็มใจและกลายเป็สิ้นหวัง มุมปากของสตรีผู้นั้นขยับเล็กน้อย เหนียนยวี่พลันตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง ยังมิทันเอ่ยปากกลับมีเสียงดังแทรกขึ้นก่อนนางไปก้าวหนึ่ง...
“เร็วเข้า อย่าปล่อยให้นางกินยาพิษ” เสียงนั้นดูเหนื่อยหอบและอ่อนแรงอย่างมิอาจปกปิด
ทันใดนั้น ทหารราชองครักษ์ที่กุมตัวนักฆ่าคนนั้นรีบบีบกรามของนางอย่างรวดเร็ว เพื่อขัดขวางไม่ให้นางฆ่าตัวตาย เหนียนยวี่หันไปมองฉางไทเฮา นางในยามนี้พิงตัวอยู่ในอ้อมแขนของหลีอ๋องจ้าวเยี่ยนอย่างอ่อนแรง เืบนมือไหลหยดลงบนพื้น แค่มองดูก็รู้สึกได้ถึงความเ็ปที่เด่นชัดนั้น
“ช่วยประคองข้าเดินที” เสียงของฉางไทเฮาฟังดูอ่อนแรง ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นยิ่ง
“เสด็จแม่...” จ้าวเยี่ยนขมวดคิ้ว ใบหน้าเป็กังวล
“ประคองข้าเดินไปที่นาง เ้ากับอี้เอ๋อร์อยู่ที่นี่ทั้งคู่ นางก็ถูกทหารกุมตัวอยู่ ไม่สามารถทำร้ายข้าได้” ฉางไทเฮาตรัสออกมาอีกครั้ง
จ้าวเยี่ยนไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาตัดสินใจประคองฉางไทเฮาเดินเข้าไปหานักฆ่าผู้นั้น ทุกคนจ้องมองนางที่ค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปหานักฆ่าทีละก้าวๆ พวกเขาต่างกลั้นหายใจและรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
“เหตุใดจึง้าฆ่าข้า?” ฉางไทเฮาขมวดคิ้ว เคร่งขรึมอย่างยิ่ง
นักฆ่าถลึงตามองใส่ฉางไทเฮาอย่างดุร้าย ไม่เอ่ยสิ่งใดออกมาสักคำ
อูเสียนอ๋องแห่งแคว้นหนานเยวี่ยเฝ้ามองทุกสิ่งในสายตา พลันอดไม่ได้ที่จะร้องคำรามในลำคออย่างเ็า “ไทเฮา ท่านคิดจะถามนางไปทำไมอีก? อย่างไรนักฆ่าผู้นี้ก็คงไม่พ้นเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารที่หน้าประตูเมืองครั้งก่อน ต้องเกี่ยวกับอวี่เหวิน...”
เดิมทีอูเสียนอ๋อง้าจะกล่าวว่า หนีไม่พ้นเกี่ยวข้องกับฮองเฮาอวี่เหวิน ทว่าครั้นเหลือบเห็นมู่อ๋องจ้าวอี้ จึงเปลี่ยนคำพูดอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก “ต้องเกี่ยวข้องกับแคว้นตงหลี”
แม้นอูเสียนอ๋องจะเลี่ยงคำพูดออกไป ทว่าความหมายในถ้อยคำนั้น เห็นได้ชัดว่ากำลังพาดพิงถึงฮองเฮาอวี่เหวิน ทุกคนในเหตุการณ์นั้นมิได้โง่เขลา ผู้ใดเล่าจะฟังไม่ออก?
ทันใดนั้น มู่อ๋องจ้าวอี้จึงปรายตามองเขาอย่างดุดันทันที