ตอนที่ 5 กลิ่นควันฟืนและน้ำตา
เช้าตรู่ของหมู่บ้านชิงเหอเริ่มต้นขึ้นพร้อมกับเสียงไก่ขันและไอหมอกยามเช้าที่ยังคงเกาะกุมยอดหญ้า อากาศเย็นสดชื่นพัดพาเอากลิ่นดินชื้นหลังฝนตกปรอยเมื่อคืน ผสมกับกลิ่นควันไฟที่เริ่มลอยออกมาจากปล่องครัวของแต่ละบ้าน ก่อเกิดเป็กลิ่นอายเฉพาะตัวที่ทั้งเรียบง่ายและหนักหน่วงในคราวเดียวกัน มันคือกลิ่นแห่งการดิ้นรนเพื่อเริ่มต้นวันใหม่อีกหนึ่งวัน
หนิงหนิงเดินออกมาจากประตูบ้านตระกูลสวี บนบ่าของเธอคือคานหาบไม้ที่เก่าและขึ้นเงาจากการใช้งานมานานปี ปลายสองข้างของคานแขวนถังไม้ใบเขื่องเอาไว้ ร่างกายที่ผอมบางของเธอในชุดผ้าป่านสีซีดดูเล็กจ้อยเสียจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับภาระที่แบกรับ
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ออกมาเผชิญหน้ากับโลกภายนอกอย่างเต็มตาในฐานะ "หนิงหนิงคนใหม่"
ทุกย่างก้าวบนถนนดินที่ขรุขระต้องใช้ความระมัดระวัง แม้พลังจากน้ำในมิติหยกจะช่วยฟื้นฟูร่างกายไปมาก แต่ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ขาดการบำรุงมานานปีก็ยังคงเป็ความจริงที่เธอต้องเผชิญ “ร่างกายคือต้นทุนของการปฏิวัติ” หนิงหนิงระลึกถึงคำขวัญที่เคยได้ยินจากยุคสมัยนี้ในใจ เธอรู้ดีว่าต่อให้มีแผนการที่เลิศเลอเพียงใด หากร่างกายนี้พังลงไปเสียก่อน ทุกอย่างก็จบสิ้น
สายลมยามเช้าพัดเส้นผมที่เริ่มยาวระต้นคอของเธอให้ปลิวไสว ดวงตาของเธอไม่ได้ก้มต่ำมองพื้นดินเหมือนสวีหนิงคนเดิมอีกต่อไป แต่กลับมองตรงไปข้างหน้า กวาดสำรวจทุกสิ่งรอบตัวด้วยความสงบนิ่งและวิเคราะห์
กระท่อมดินที่ตั้งเรียงรายอย่างไร้ระเบียบ คอกหมูที่ส่งกลิ่นโชยมาเป็ระยะ เด็กๆ ที่เนื้อตัวมอมแมมวิ่งไล่จับกันด้วยเท้าเปล่า และเหล่าชาวบ้านที่เริ่มทยอยออกจากบ้านเพื่อไปรวมตัวกันที่ลานหน้าหมู่บ้าน รอรับการแบ่งงานจากหัวหน้ากองการผลิต
ทุกสายตาที่จับจ้องมาที่เธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
"นั่น นังหนิงลูกสาวบ้านสวีไม่ใช่รึ?" เสียงของป้าหลิวเ้าเก่าดังแว่วมาจากลานตากพริกหน้าบ้าน "วันนี้ดูแปลกๆ ไปนะ ปกติเดินคอตกเหมือนไก่ป่วย แต่วันนี้กลับเดินหลังตรงเชียว"
ลุงจางที่กำลังนั่งสานตะกร้าอยู่ใกล้ๆ เหลือบมองแวบหนึ่งแล้วแค่นเสียง "คงจะโดนย่าหวังตีจนสมองกลับไปแล้วกระมัง เมื่อวานยังได้ยินเสียงโวยวายลั่นทุ่งอยู่เลย วันนี้กลับทำเป็ใจดีสู้เสือ"
"แต่ดูนางสิ" หญิงวัยกลางคนอีกคนกระซิบเสริม "ปกติงานหาบน้ำเป็ของจ้าวหลันไม่ใช่รึ? วันนี้ทำไมถึงตกมาเป็ของเด็กขี้โรคคนนี้ได้ล่ะ?"
"ใครจะไปรู้เื่บ้านนั้นได้" ป้าหลิวสรุปบทสนทนาด้วยการส่ายหน้า "ครอบครัวนั้นน่ะ น้ำลึกเกินหยั่งถึง แต่ฉันว่านะ หมาที่เงียบๆ นี่แหละที่กัดเจ็บ ดูไปเถอะนังหนิงคนนี้อาจจะไม่ได้เป็หมูในอวยอย่างที่พวกเราคิดก็ได้"
คำพูดของชาวบ้านลอยเข้าหูหนิงหนิงทุกถ้อยคำ แต่มันกลับไม่สามารถสร้างระลอกคลื่นใดๆ ในใจของเธอได้เลย ในฐานะสถาปนิก เธอคุ้นเคยกับการรับฟังความคิดเห็นและคำวิจารณ์ที่หลากหลายมานับไม่ถ้วน คำนินทาของชาวบ้านเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับเสียงลมพัดผ่านชายคาสำหรับเธอ
สิ่งที่เธอสนใจมากกว่าคือข้อมูล ที่ซ่อนอยู่ในบทสนทนาเ่าั้ ทุกคนมองว่าเธออ่อนแอ ทุกคนรู้ว่าย่าหวังโหดร้าย และทุกคนกำลังจับตามองการเปลี่ยนแปลงของเธอ นี่คือสภาพแวดล้อมทางสังคมที่เธอต้องใช้ประโยชน์
บ่อน้ำประจำหมู่บ้านตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน เป็บ่อหินเก่าแก่ที่ถูกใช้งานมาหลายชั่วอายุคน บริเวณรอบบ่อเปียกแฉะและลื่นเพราะน้ำที่กระเซ็นจากการตักทุกวัน ในยามเช้าเช่นนี้ ที่นี่คือศูนย์รวมของเหล่าแม่บ้านที่ออกมาหาบน้ำและแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
เมื่อหนิงหนิงเดินเข้าไปถึง กลุ่มหญิงสาวและแม่บ้านที่กำลังคุยกันเสียงจอแจก็พลันเงียบลง ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เธอเป็ตาเดียว สายตาเ่าั้มีทั้งความดูแคลน ความสงสัย และความอยากรู้อยากเห็น
"อ้าว วันนี้ลมอะไรหอบนังหนูสวีมาถึงนี่ได้ล่ะจ๊ะ?"
เสียงที่ดังขึ้นนั้นแหลมเล็กและแฝงไว้ด้วยการเยาะเย้ยอย่างไม่ปิดบัง เ้าของเสียงคือ หลี่เหมยฮวา หญิงสาววัยสิบแปดปี บุตรสาวของหัวหน้ากองการผลิต นางขึ้นชื่อเื่ความปากร้ายและถือดีว่าตัวเองมีพื้นเพดีกว่าคนอื่นในหมู่บ้าน
หนิงหนิงเหลือบมองหลี่เหมยฮวาแวบหนึ่ง ในความทรงจำของสวีหนิงคนเดิม ผู้หญิงคนนี้มักจะหาเื่กลั่นแกล้งเธออยู่เสมอ เพียงเพราะไม่พอใจที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนชมว่าสวีหนิงมีเค้าหน้าที่งดงามแม้จะผอมแห้งไปหน่อยก็ตาม
"ก็ลมปากของบางคนแถวนี้แหละค่ะ" หนิงหนิงตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางๆ "ได้ยินว่าพัดแรงดี เลยอยากมาดูใกล้ๆ ว่าจะพัดถังน้ำของฉันให้ลอยขึ้นมาจากบ่อได้หรือเปล่า"
คำตอบที่คาดไม่ถึงและคมคายนั้นทำให้หลี่เหมยฮวาหน้าตึงไปชั่วขณะ!
"แก! ปากดีนักนะ!"
"ฉันปากดีสู้พี่เหมยฮวาไม่ได้หรอกค่ะ" หนิงหนิงยังคงยิ้ม "เื่ฝีปากนี่ ทั้งหมู่บ้านคงไม่มีใครเกินพี่แล้วล่ะค่ะ ฉันขอคารวะ"
ประโยคนี้ดูเผินๆ เหมือนการยกย่อง แต่แท้จริงแล้วคือการจิกกัดอย่างเจ็บแสบว่าหลี่เหมยฮวาดีแต่พูด เหล่าแม่บ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันยกมือขึ้นปิดปาก กลั้นหัวเราะกันคิกคัก พวกนางอาจจะไม่กล้ามีเื่กับหลี่เหมยฮวาโดยตรง แต่การได้เห็นนางถูกเด็กสาวที่เคยเป็เบี้ยล่างตอกกลับจนหน้าหงาย ก็เป็เื่ที่บันเทิงใจไม่น้อย
หลี่เหมยฮวาโกรธจนหน้าเขียว กำลังจะอ้าปากด่าต่อ แต่หนิงหนิงก็ไม่เปิดโอกาสให้ นางเดินตรงไปที่ขอบบ่ออย่างไม่สนใจใครอีกต่อไป
เธอหย่อนถังไม้ลงไปในบ่อ เสียงถังกระทบผิวน้ำดัง จ๋อม! จากนั้น ความท้าทายที่แท้จริงก็ได้เริ่มต้นขึ้น
การสาวเชือกป่านเส้นใหญ่ที่ทั้งเปียกและหนักต้องใช้แรงอย่างมหาศาล หนิงหนิงกัดฟันแน่น ออกแรงดึงสุดกำลัง กล้ามเนื้อทุกมัดบนแขนและแผ่นหลังที่ยังไม่คุ้นชินกับงานหนักกรีดร้องประท้วง ความเ็ปแล่นปราดไปทั่วทั้งร่าง
"ฮึบ!"
ถังน้ำใบแรกที่เต็มเปี่ยมถูกยกขึ้นมาวางบนขอบบ่อได้สำเร็จ แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้แขนของเธอสั่นระริกและเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นเต็มหน้าผากแล้ว
หลี่เหมยฮวาเห็นดังนั้นก็ได้ทีเยาะเย้ย "หมดแรงแล้วรึไง? นี่คงเก่งแต่ปาก ที่แท้ก็ไก่อ่อนเหมือนเดิม!"
หนิงหนิงไม่ตอบโต้ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสมาธิแล้วหย่อนถังใบที่สองลงไป เธอรู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาต่อปากต่อคำ “การกระทำดังกว่าคำพูด” เธอต้องทำให้สำเร็จเพื่อปิดปากพวกชอบดูถูกคน
ถังใบที่สองหนักยิ่งกว่าใบแรก ร่างกายของเธอเริ่มประท้วงอย่างรุนแรง หน้ามืดตาลายไปชั่วขณะ แต่ภาพของย่าหวังที่แสยะยิ้มและคำพูดดูถูกของน้องชายก็แวบเข้ามาในหัว มันกลายเป็เชื้อเพลิงที่ผลักดันให้เธอฮึดสู้อีกครั้ง
ในที่สุด เธอก็ยกถังใบที่สองขึ้นมาได้สำเร็จ!
เธอวางถังทั้งสองลงบนปลายคานหาบอย่างระมัดระวัง ก่อนจะย่อตัวลงแล้วใช้บ่าค่อยๆ ช้อนคานหาบขึ้นมา
น้ำหนักเกือบสามสิบกิโลกรัมกดทับลงบนบ่าเล็กๆ ของเธออย่างเต็มกำลัง!
หนิงหนิงเซไปเล็กน้อย แต่ก็กัดฟันยืนหยัดไว้ได้ เธอค่อยๆ ปรับสมดุล แล้วเริ่มก้าวเดินอย่างช้าๆ แต่มั่นคง มุ่งหน้ากลับบ้าน โดยไม่หันไปมองหน้าหลี่เหมยฮวาหรือใครคนอื่นอีก
ภาพแผ่นหลังที่เล็กแต่เหยียดตรงของเด็กสาวที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งเดินจากไปอย่างเงียบงันนั้น ทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดใดๆ มันทำให้เสียงหัวเราะเยาะของหลี่เหมยฮวาต้องเงียบลง และทำให้สายตาของเหล่าแม่บ้านเปลี่ยนจากความดูแคลนเป็ความรู้สึกที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น มีทั้งความทึ่งและความนับถือปะปนอยู่เล็กน้อย
การเดินทางกลับยากลำบากกว่าขามาหลายเท่า ทุกย่างก้าวคือความเ็ป คานไม้เสียดสีบ่าจนรู้สึกแสบร้อน หยดน้ำที่กระฉอกจากถังผสมกับหยาดเหงื่อและหยาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาคลอหน่วยตาเพราะความเ็ป
เธอไม่ได้ร้องไห้ออกมา แต่หยดน้ำตาแห่งความทรมานนั้นได้ไหลย้อนกลับเข้าไปในใจ หลอมรวมกับความมุ่งมั่นจนกลายเป็เหล็กกล้า
เมื่อเธอเดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าบ้าน ก็เป็จังหวะเดียวกับที่จ้าวหลันกำลังนำเศษผักออกมาจากครัวเพื่อจะไปให้ไก่พอดี
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของผู้เป็แม่แทบสลาย
ลูกสาวของนาง เด็กสาวที่นางเฝ้าถนอมเลี้ยงดูมาั้แ่เล็ก แม้จะไม่เคยปกป้องได้อย่างเต็มที่ บัดนี้กำลังแบกรับภาระที่หนักหนาเกินตัว บ่าเล็กๆ ของนางแดงช้ำจนน่ากลัว ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับยังคงฉายแววเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้
จ้าวหลันยืนนิ่งราวกับถูกสาป น้ำตาของนางไหลทะลักออกมาอย่างสุดจะกลั้น มันคือน้ำตาแห่งความรู้สึกผิด ที่นางอ่อนแอเกินกว่าจะปกป้องลูกได้ น้ำตาแห่งความสงสาร ที่เห็นลูกต้องมาทนทุกข์ทรมาน และน้ำตาแห่งความเจ็บใจ ที่ตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้เลย
หนิงหนิงเดินผ่านหน้าแม่ไปอย่างเงียบๆ นางวางคานหาบลง แล้วเทน้ำจากถังทั้งสองใบลงในโอ่งดินใบใหญ่หลังบ้านจนหมดสิ้น เสียงน้ำที่กระทบก้นโอ่งดัง ซู่! ราวกับเสียงประกาศชัยชนะในยกแรกของเธอ
นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับผู้เป็แม่ที่กำลังยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่
"แม่คะ" หนิงหนิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย "ควันไฟในครัวมันแรงเหรอคะ? ทำไมแม่ถึงร้องไห้จนตาแดงขนาดนี้"
เธอแสร้งทำเป็ไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง แต่คำพูดนั้นกลับ
