ผู้หญิงคนนั้นมีแววตาที่เ็าราวกับไร้ความรู้สึกของมนุษย์เธอใช้สายตาที่แปลกประหลาด ไร้ซึ่งความรู้สึกมองมายังหลินลั่วหรานก่อนที่จะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เป่าเจีย...คือใคร?”
หลินลั่วหรานรู้สึกราวกับมีใครเอากระบองฟาดลงที่หัวของเธออย่างรุนแรง
ั้แ่ที่เป่าเจียหายไปจากด้านนอกของเผ่าคนพื้นเมืองแอฟริกาเธอก็พาเหวินกวนจิ่ง หัวหน้าเผ่าย่าจีที่ถูกจับบังคับมาให้เป็ผู้นำทางและคนที่ไม่ได้ยินยอมนักอย่างปาหนี เดินทางเข้ามายังทะเลทรายแห่งนี้ก่อนจะพบกับพวกแมงป่อง และตกลงมายังโลกใต้ดิน เธอได้พบกับเหวินกวนจิ่งอีกครั้งพื้นที่ลึกลับสั่นะเื หลบหนีจากลาวา...เป่าเจียเป็เหมือนกับพี่น้องของเธอหลินลั่วหรานจะต้องหาเธอให้พบ มันคือความรู้สึกยินดีจากข้างในจิตใจโดยไร้ซึ่งคำบ่น
แต่ว่าเป่าเจียที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอในตอนนี้ กลับดูเหมือนกับคนแปลกหน้าและนั่นทำเอาหลินลั่วหรานรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งตัว
เมื่อเห็นท่าทีแน่นิ่งไปของหลินลั่วหรานคนที่เอาแต่เงียบไม่พูดอะไรอย่างเหวินกวนจิ่งก็ดึงตัวของเธอเข้ามา
“รุ่นพี่...เธออาจจะไม่ใช่เป่าเจีย” เขากดเสียงลงต่ำแต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะปกปิดอะไร เขาสามารถััได้ถึงความแกร่งกล้าของสัตว์ที่ ‘เป่าเจีย’ ขี่มาสำหรับการเป็ผู้เฝ้ามองคนหนึ่ง ทำให้เขามีความคิดที่สงบนิ่งกว่าหลินลั่วหราน
ระดับพลังของเป่าเจียนั้นยังน้อยอยู่แล้วเธอจะสามารถให้ความรู้สึกยากจะเข้าใจราวกับทะเลกว้างออกมาได้อย่างไร? คนที่อยู่ต่อหน้าเขาคนนี้จะต้องไม่ใช่เพื่อนรักของรุ่นพี่หลินอย่างแน่นอน!
หลินลั่วหรานถูกเหวินกวนจิ่งเตือนขึ้นมาเดิมทีเธอเองก็เป็คนที่มีจิตใจที่สงบนิ่งอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็น ‘เป่าเจีย’ ปรากฏตัวขึ้นมา ความใและความดีใจก็ปะทะเข้าในใจของเธอจนทำให้ทุกอย่างรนไปหมด ตอนนี้เมื่อถอยหลังกลับมาคิดผู้หญิงคนนี้สวมชุดโบราณสีชมพูซีด แขนเสื้อใหญ่กว้างเรือนผมของเธอถูกผ้าไหมเส้นหนึ่งมัดเอาไว้หลวมๆ และปล่อยสยายลงมาจนถึงข้อเท้านอกเสียจากใบหน้านั้นแล้ว คนคนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเหมือนกับเป่าเจียเลยแม้แต่น้อย
เป่าเจียไม่ชอบสวมชุดโบราณ เธอยังเคยพูดออกมาหลายครั้งว่าไม่สามารถเข้าใจในงานอดิเรกสวมชุดสมัยราชวงศ์ถังของหลีซีเอ๋อร์ได้เลย
ก่อนที่จะมาแอฟริกา เป่าเจียก็ตัดผมให้สั้นลงเพื่อที่จะรับมือกับอากาศร้อนทำให้ผมของเธอกลายเป็ทรงผมสั้นที่ดูเบาสบายและดูน่ารักภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วัน...หรือแม้ว่าจะเป็ครึ่งเดือนผมของเธอก็ไม่สามารถที่จะยาวไปถึงข้อเท้าได้หรอก
ดวงตาเรียวของเป่าเจียมักจะแสดงความรู้สึกออกมาได้ดีและนี่ก็ทำให้หน้าตาของเธอเต็มไปด้วยความสวยงามที่ดูสูงส่ง หากว่าหลินลั่วหรานเปรียบเสมือนหยกอันอบอุ่นเป่าเจียก็คงเป็เหมือนกับเพชรที่เปล่งประกายสวยงาม
สายตาของหลินลั่วหรานสบเข้ากับดวงตาของ ‘เป่าเจีย’ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความนิ่งสงบ ดูราวกับก้อนเมฆที่ลอยสูงไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
นี่ไม่ใช่เป่าเจียจริงๆ ใช่ไหม?
หลินลั่วหรานกำมือทั้งสองแน่นโดยไม่ทันได้รู้ตัว
เธอขยับถอยหลังออกมา ผู้หญิงที่ขี่สัตว์มาและมีใบหน้าที่เหมือนกับเป่าเจียไม่มีผิดเพี้ยนคนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้สนใจพวกเขาทั้งสองอยู่แล้วหลังจากที่เธอถามออกมาว่าเป่าเจียคือใคร แม้เธอจะไม่ได้รับคำตอบแต่ก็ไม่ได้ถามต่อออกมา
เธอมองไปรอบๆ ก่อนที่เธอจะดูพึงพอใจกับท่าทางสั่นไหวของเหล่าสัตว์พวกนั้นเป็อย่างมากก่อนที่เธอจะหมุนตัวมายังพวกหลินลั่วหราน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ทำไมพวกเ้าถึงไม่คุกเข่าลง?”
“คุกเข่า? พวกเราต้องคุกเข่าเหรอ?”
คนที่คิดคำถามนี้ขึ้นมา คือเหวินกวนจิ่ง
เมื่อเขาพูดคำถามนั้นออกมาในที่สุดหลินลั่วหรานก็ััได้ถึงความรู้สึกบนใบหน้าของ ‘เป่าเจียผมยาว’ ขึ้นมา...โมโห
ใช่แล้ว มันคือไฟโมโหอันเบาบาง
ด้วยความโมโหของเธอ เพียงแค่เธอตวัดแขนออกไปตัวของเหวินกวนจิ่งก็ขยับถอยหลังไปโดยไม่สามารถจะต้านทานได้ ไม่ใช่สิควรจะบอกว่าเหมือนกับตัวของเขาถูกก้อนหินกระแทกเข้าจนล่องลอยออกไปเสียมากกว่า
หลินลั่วหรานไม่สามารถจะปล่อยให้เหวินกวนจิ่งลอยออกไปได้ ด้านหลังของพวกเขานั้นคือลาวาที่ปะทุอยู่ตลอดเวลาหากเหวินกวนจิ่งร่วงลงไป แม้แต่จะช่วยเก็บศพเขาขึ้นมา หลินลั่วหรานก็อาจจะทำไม่ได้ดังนั้นในขณะนั้นเองฝ่ามือของหลินลั่วหรานก็ปล่อยเถาวัลย์สีเขียวออกไปพลังที่เต็มไปด้วยความกระฉับกระเฉงธาตุไม้เ่าั้ ทำให้เมล็ดพันธุ์ของต้นหนามเหล็กเติบโตขึ้นกลายเป็เถาวัลย์ภายในชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่มันจะพันเข้าที่บริเวณรอบเอวของเหวินกวนจิ่ง
“รัดแน่น!” หลินลั่วหรานะโออกมาก่อนที่จะดึงเถาวัลย์กลับเข้ามาหาตัวแต่ว่าแรงของกระแทกของเหวินกวนจิ่งนั้นมีมากเกินไป ทำให้ตัวเธอจะถูกลากให้ตกลงในลาวาไปด้วยทั้งสองเท้าของหลินลั่วหรานลอยออกไปปะทะกับกำแพงร้อน รองเท้าของเธอถูกเผาไหม้แต่ว่าโชคดีที่แรงเหล่านี้ทำให้ทั้งสองกลับมายืนอยู่บนพื้นที่ราบได้อีกครั้ง
เมื่อรอดตายมาแล้ว หลินลั่วหรานก็หายใจเข้าออกอย่างรุนแรงก่อนที่จะมองไปยังหญิงสาวผมยาวด้วยความระแวง ตอนนี้เธอเชื่อแล้วว่าคนที่ยืนอยู่ต่อหน้าเธอนั้น ไม่ใช่เป่าเจียเธอเพียงแค่หน้าตาเหมือนกับเป่าเจียเท่านั้น คงจะต้องยอมรับความจริงแล้วคนที่ตั้งใจจะฆ่าเหวินกวนจิ่งคนนี้ จะสามารถเป็เป่าเจียไปได้อย่างไร?
หลินลั่วหรานยังไม่คิดไปถึงความเป็ไปได้ที่เลวร้ายที่สุดผู้หญิงข้างหน้าคนนี้ บางทีอาจจะเป็เป่าเจียก็ได้แต่เป็เหมือนกับเื่ที่เกิดขึ้นกับเธอในสถานที่ลึกลับเป่าเจียอาจจะถูกคนอื่นแย่งร่างไปแล้ว...
เมื่อศัตรูมีความแข็งแกร่งกว่านอกเสียจากมองไปที่ผู้หญิงผมยาวด้วยความระแวง ทั้งสองก็ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี
“เ้าพวกนักฝึกลมปราณตัวน้อย…ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย” หญิงสาวผมยาวให้คำนิยามแก่เขาทั้งสองและก็ไม่ได้มีท่าที้าจะฆ่าอะไรพวกเขาในทันทีและเธอก็ไม่ได้แม้แต่จะใส่ใจเื่ที่พวกเขาทั้งสองไม่คุกเข่าลงไปอีกแล้ว
เพราะว่าเ้าสัตว์ที่ขาทั้งสี่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟบนหัวของมันปรากฏเขาขึ้นมาอันหนึ่ง รูปร่างของมันดูเหมือนกับวัวแต่ใบหน้ากลับดูเหมือนกับกวาง มันส่งเสียงร้อง ‘แบะแบะ’ ออกมา
ราวกับว่าหญิงสาวผมยาวสามารถฟังได้เข้าใจใบหน้าของเธอแสดงความใออกมาทันที
เธอลุกขึ้นยืนก่อนที่จะตวัดสายตามองไปยังใต้เท้าของหลินลั่วหรานั้แ่ที่เธอขี่สัตว์ปรากฏตัวออกมาเธอก็มองข้ามเ้าจิ้งจอกตัวน้อยที่หมอบอยู่บริเวณข้างเท้าของหลินลั่วหรานไป
“เ้านี่เอง ทำไมถึงหลบไปล่ะ?” ใบหน้าของหญิงสาวผมยาวเต็มไปด้วยรอยยิ้มแต่ใบหน้าของเ้าจิ้งจอกน้อยนั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่สบายใจหลังจากที่หญิงสาวผมยาวทักทายมัน ตัวของมันก็ล่องลอยไปที่ด้านหน้าของตัวหญิงสาวโดยไม่อาจจะควบคุมตัวเองได้
หลินลั่วหรานเกรงว่าเธอจะทำร้ายจิ้งจอกน้อยในขณะที่เธอกำลังขยับมือขวาเพื่อร่ายเวท ลำแสงกลุ่มหนึ่งก็ปะทะเข้าบนมือของเธอทำให้มือขวาของเธอรู้สึกปวดร้อนขึ้นมา
หญิงสาวผมยาวพูดขึ้นด้วยความเยือกเย็น “เ้านักฝึกลมปราณตัวน้อยหากเ้ายังทำอะไรขึ้นมาอีก อย่าหาว่าข้านักบุญคนนี้ไม่สนใจพิธีบวงสรวงแล้วฆ่าเ้าทิ้งเสียตอนนี้เลยนะ”
นักบุญ? บวงสรวง?
ในหัวของทั้งสองนั้นเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามแต่นักบุญสาวไม่ได้สนใจอะไรพวกเขาเลยแม้แต่น้อยเธออุ้มจิ้งจอกน้อยที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาก่อนที่จะขึ้นไปบนหลังของสัตว์สี่เท้าอีกครั้ง และในระหว่างที่ทั้งสองกำลังมึนงงเธอก็ขยับตัวขึ้นไปบนอากาศเหมือนกับตอนที่มาอีกครั้ง ก่อนจะหายไปที่รอยแยก้า
จนกระทั่งเมื่อมองไม่เห็นอีกต่อไป หลินลั่วหรานก็ยกมือขึ้นมา
ข้อมือขาวของเธอถูกประดับไปด้วยรอยไหม้สีดำตอนนี้นิ้วมือของเธอยังคงขยับสั่นไหวไปด้วยความเ็ป เพียงแค่การโจมตีธรรมดาๆ ของ ‘นักบุญสาว’ ก็ทำให้มือขวาของหลินลั่วหรานสิ้นฤทธิ์ไปในทันที
สำหรับผู้ฝึกศาสตร์แล้ว มือขวานั้น ถือว่าเป็สิ่งที่สำคัญมาก
นอกเสียจากคนที่ถนัดซ้ายมาั้แ่เกิด ใครๆ ต่างก็ใช้มือขวาในการกินข้าวเขียนหนังสือ และทำสิ่งต่างๆ ตามใจหวัง ดังนั้นเวลาที่นักปราชญ์ใช้เวทต่างก็ใช้มือข้างที่ไม่มีตอนไหนที่ไม่ใช้มือนี้ในการร่ายเวทออกมา ถึงจะสามารถัักับพลังของธรรมชาติที่ลึกลับเ่าั้และปล่อยพลังเวทออกมาได้
นักบุญสาวมีจิตใจที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นถึงขนาดที่สามารถเรียกได้ว่าโหดร้ายแม้จะบอกว่าเป็ ‘นักบุญสาว’ แต่ความจริงแล้ว น่าจะควรเรียกว่า ‘ปีศาจสาว’ ถึงจะเหมาะกับการกระทำของเธอเสียมากกว่า
ในที่สุดหลินลั่วหรานก็มั่นใจว่า แม้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะเป็เป่าเจียจริงก็ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถจำเธอได้แม้แต่น้อย
“รุ่นพี่หลิน พวกเราต้องตามไปไหม?”
หลังจากที่ถูกช่วยกลับมา เหวินกวนจิ่งก็ยังไม่กล้าพูดอะไรออกมาเลยเพราะกลัวว่าจะสร้างความลำบากให้กับหลินลั่วหรานอีก ในตอนนี้เมื่อเห็นว่าเธอนิ่งไปเขาก็อดที่จะพูดเตือนขึ้นมาไม่ได้ บริเวณเบื้องบนถูกเปิดออก เส้นแสงส่องประกายลงมาทำให้รู้สึกว่าหากออกไปจากทางนั้นก็จะได้พบกับทางออกที่เชื่อมอยู่กับโลกใต้ดินแห่งนี้ทำให้เหวินกวนจิ่งรู้สึกตื่นเต้นสนใจขึ้นมา
แม้ว่าเหวินกวนจิ่งจะไม่พูดขึ้นมาหลินลั่วหรานก็อยากจะตามขึ้นไปดูอยู่แล้ว
ถ้าหากว่าเป็เป่าเจียที่ถูกควบคุมจิตใจอยู่ล่ะ?
หากว่ามีความหวังอยู่ แม้แต่เพียงแค่เล็กน้อยเธอก็ไม่สามารถที่จะปล่อยวางได้ทั้งนั้น อีกทั้งยังมีเ้าจิ้งจอกน้อยอยู่อีกเธอตกลงสัญญากับจิ้งจอกขาวไว้แล้วว่าจะดูแลมันให้ดีดังนั้นเธอจึงไม่สามารถที่จะปล่อยจิ้งจอกน้อยไปโดยที่ไม่พยายามดิ้นรนใดๆ ได้
ทั้งสองต่างก็ควบคุมดาบบินขึ้นไปก่อนจะพบว่าพื้นที่ราบด้านล่างกำลังขยับสั่นไหว ใน่วินาทีนั้นเองหลินลั่วหรานก็คิดขึ้นว่า บางทีในถ้ำที่ไร้การรองรับแห่งนี้อาจจะกำลังพังทลายลงหลังจากการสั่นไหว เธอก็พบว่าพื้นที่ราบนั้นขยับออกห่างมาจากลาวาที่ล้อมรอบและกำลังค่อยๆ ขยับขึ้นสู่้าช้าๆ
พวกสัตว์ที่ยืนอยู่บริเวณขอบของพื้นที่ราบต่างก็กลิ้งตกลงไปในลาวา
ในระหว่างที่หลินลั่วหรานไร้ซึ่งการเตรียมพร้อมใดๆเธอจึงต้องจับมือเหวินกวนจิ่งเอาไว้ ถึงได้สามารถยืนหยัดร่างให้มั่นคงขึ้นมาได้
พื้นที่ราบขยับขึ้นสูงด้วยความรวดเร็ว เพดานทั้งสองฝั่งเปิดห่างออกจากกันแสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ บรรดาสัตว์มากมายที่ยืนอยู่บนพื้นที่ราบแห่งนี้ทำให้สามารถจินตนาการได้ว่ามันมีขนาดใหญ่มากแค่ไหนแต่ตอนนี้มันกำลังขยับออกจากพื้นผิวโลกด้วยพลังบางอย่าง พร้อมกับกำลังลอยขึ้นด้านสู่้าด้วยความรวดเร็ว
ในตอนนี้หลินลั่วหรานก็เริ่มที่จะรู้สึกว่าคำว่า ‘พิธีบวงสรวง’ ที่หลุดออกมาจากปากของนักบุญสาวนั้นสร้างความรู้สึกไม่ดีนักให้กับเธอขึ้นมา
พื้นที่ราบนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ พวกสัตว์นั้นต่างก็กรีดร้องออกมาไม่หยุด
สุดท้ายพื้นที่ราบก็ขยับไปอยู่จุดเดียวกันกับ้าเพดาน เสียงครืนดังขึ้นก่อนที่พื้นที่ราบจะฝังลงในบริเวณจุดที่เปิดออกของเพดานถ้ำ
นี่มันสมบูรณ์แบบ!
ที่แท้ก็มีคนใช้พื้นที่ราบแห่งนั้นสร้างเป็พลังที่หนาแน่นไร้ซึ่งรอยรั่วใดๆหลินลั่วหรานพยายามอดกลั้นความใของตัวเองเอาไว้ แล้วมองไปยังพื้นที่รอบๆ
เธอสามารถรับประกันได้ว่าในชีวิตของเธอนั้นไม่เคยเห็นสัตว์มากมายขนาดนี้มาก่อนสัตว์ที่กำลังยืนอยู่เต็มพื้นที่แห่งนี้ดูเหมือนว่าพวกมันจะถูกพื้นที่ราบที่ลอยขึ้นสูงเหล่านี้พาขึ้นมาทุกตัวต่างก็กำลังอยู่ในอาการใ พร้อมกับวิ่งไปมา
เมื่อลองนับดูแล้ว ก็เห็นว่ามีพื้นที่แบบนี้อยู่ประมาณแปดอันและปรากฏขึ้นมาล้อมรอบแท่นสูงทรงกลมที่อยู่ตรงกลาง
มันคือขั้นบันไดที่เปล่งประกายแสงของหยกขึ้นนักบุญสาวสวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูซีดกำลังเดินขึ้นไปราวกับว่าขั้นบันไดหยกเ่าั้จะยืดยาวไปถึงสรวง์มันเหยียดยาวเสียจนมองไม่เห็นปลายทาง
พวกเขาออกมาจากใต้พื้นดินแล้ว!
หลินลั่วหรานเพิ่งจะพบว่าบริเวณโดยรอบของพื้นที่นี้ต่างเต็มไปด้วยเม็ดทรายเล็กละเอียดปลายทางของบันไดหยกนั้นคือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวราวกับแสงไฟในเทพนิยาย
ทะเลทรายนั้นนำพาความรู้สึกจากไอร้อนบางๆ เข้ามาแต่เมื่อเทียบกันกับลาวาที่ร้อนระอุใต้ดินแล้ว ก็นับได้ว่าเบาสบายกว่ามากหลินลั่วหรานสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ที่นี่จะต้องเป็ทะเลทรายซาฮาร่าอย่างแน่นอนพวกเขานั้นพยายามดิ้นรนกันมาก เมื่อสามารถออกมาจากใต้ดินได้ง่ายๆ แบบนี้ก็ถือว่าผิดคาดมากทีเดียว
นักบุญสาวนั้นเดินขึ้นไปยังแท่นสูง และไกลห่างออกไปเรื่อยๆเสื้อผ้าของเธอปลิวไสว ดูราวกับกำลังจะหายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
ในขณะที่หลินลั่วหรานกำลังคิดอยู่ว่า เธอจะต้องเดินตามขึ้นไปไหมนักบุญสาวก็หยุดฝีเท้าลง
สัตว์สี่เท้าที่เท้าเต็มไปด้วยไฟลุกก็วิ่งพุ่งมาจากแท่นบันไดหยกนักบุญสาวลูบลงบนหัวของมัน ก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคิดถึงออกมา
ก้อนเล็กๆ บนแผ่นหลังของสัตว์ตัวนั้น ปลายสายตาของหลินลั่วหรานสามารถมองเห็นได้ว่ามันคือเ้าจิ้งจอกน้อย
นักบุญสาวนำมันอุ้มขึ้นมาในอ้อมแขนอีกครั้งแต่เ้าจิ้งจอกน้อยกับะโออกมาจากอ้อมอกของเธอ ทำให้นักบุญสาวโมโหขึ้นมา “ข้าแค่เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆ จึงจะพาเ้าไปด้วยแต่เมื่อเ้าไม่้ารับความเมตตาจากข้า ก็กลายไปเป็ของบวงสรวงไปเสียเถอะ!”
ในใจของหลินลั่วหรานเต้นระรัวขึ้นมาเธอร่ายเวทบังคับลมให้เข้าไปรับตัวของจิ้งจอกน้อยเอาไว้ ในดวงตาของมันชื้นไปหมดดูราวกับว่ามันเกรงกลัวหญิงสาวนักบุญคนนั้นมาก
นักบุญสาวส่งเสียงขึ้นในลำคอ ก่อนที่จะขี่สัตว์ตัวนั้นขึ้นไปบนอากาศหลินลั่วหรานนึกถึงคำว่า ‘ของบวงสรวง’ ที่ออกจากปากของเธอขึ้นมา ในใจของเธอรู้สึกระแวงขึ้นพร้อมกับลากให้เหวินกวนจิ่งวิ่งไปยังขอบของพื้นที่แห่งนี้
แสงหนึ่งประกายขึ้น ทำเอาแขนเสื้อของเหวินกวนจิ่งฉีกขาดออกลำแสงขนาดใหญ่ทั้งแปดกำลังสะท้อนรับกันกับขั้นบันไดหยก
หลินลั่วหรานรู้สึกว่า เธอเริ่มจะรู้แล้วว่าพิธีการบวงสรวงนี้จะเริ่มต้นขึ้นอย่างไร
