บทที่ 37 เทียบเชิญ
ฉีเจิ้นกอดอก คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันพลางครุ่นคิดอย่างหนัก
"คนซื่อสัตย์ในราชสำนักยามนี้ หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ส่วนใหญ่ถ้าไม่ตาย ก็ถูกเนรเทศ หรือไม่ก็ยอมก้มหัวให้พวกตระกูลเฮ่อไปหมดแล้ว..."
แต่แล้ว สายตาของแม่ทัพหนุ่มก็เหม่อมองไปทางทิศตะวันออก ราวกับนึกถึงใครบางคนขึ้นมาได้ แววตาที่เคยสิ้นหวังวูบไหวด้วยความเคารพเลื่อมใส
"ช้าก่อน ยังมีคนผู้หนึ่ง" ฉีเจิ้นเอ่ยขึ้นเสียงขรึม
"อดีตอ๋องแปดผู้ถูกเนรเทศนามว่าหยางเฟยหลง (ัเหินเวหา) "
แม่ทัพหนุ่มหันมามองหน้าหวังเทียนซานและมีนา
"เขาเคยเป็ผู้บัญชาการทหารที่เก่งกาจและรักความยุติธรรมที่สุดในบรรดาโอรส์ ครั้งหนึ่งเคยนำทัพปราบฏชายแดนจนได้รับฉายาว่าเทพาผู้ทรงธรรม ฝีมือฉกาจของจริง แต่เพราะนิสัยที่ตรงไปตรงมา และไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม เขาจึงขัดแย้งกับองค์ชายใหญ่และขุนนางมารดาขององค์ชายใหญ่อย่างรุนแรง"
ฉีเจิ้นกำหมัดแน่นเมื่อนึกถึงอดีต แววตาฉายแววเ็ปแทนสหายร่วมอุดมการณ์
"สุดท้าย เขาถูกใส่ร้ายว่าคิดก่อฏ แม้ว่าหลักฐานจะเบาบางดุจปีกจักจั่น แต่ฮ่องเต้ที่หูเบาและหวาดระแวงในอำนาจบารมีของน้องชาย ก็เลือกที่จะเชื่อลูกชายหัวโปรดของตัวเอง"
แม่ทัพหนุ่มถอนหายใจยาว
"เขาจึงถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพ ริบตราประทับ ยึดอำนาจทหารคืนสู่ส่วนกลาง และถูกเนรเทศให้ไปเฝ้าสุสานบรรพชนที่เมืองชายแดนตะวันออกอันห่างไกล กลายเป็เพียงอ๋องตกอับที่ไร้เขี้ยวเล็บในสายตาคนทั่วไป"
"แต่ทว่า..." น้ำเสียงของฉีเจิ้นเปลี่ยนเป็หนักแน่นและเปี่ยมด้วยความศรัทธา
"พยัคฆ์ย่อมไม่ทิ้งลาย ัย่อมไม่ทิ้งเกล็ด!"
"แม้ฮ่องเต้จะริบยศถาบรรดาศักดิ์ไปได้ แต่สิ่งที่ริบไปไม่ได้คือหัวใจของทหาร'!"
ฉีเจิ้นกวาดตามองหวังเทียนซานและมีนา
"ในวันที่เขาถูกเนรเทศ มีนายกองฝีมือดีและทหารกล้าที่เคยร่วมเป็ร่วมตายกับเขา นับพันคน! คนพวกนี้ยอมทิ้งยศตำแหน่ง ยอมทิ้งความสุขสบายในเมืองหลวง ปฏิเสธที่จะก้มหัวรับใช้คนขี้ขลาดอย่างองค์ชายใหญ่ แล้วเลือกที่จะติดตามอ๋องแปดไปตกระกำลำบากด้วยความเต็มใจ!"
"กองกำลังส่วนตัวของเขา แม้จะไม่อยู่ในสารบบของราชการ แต่ฝีมือการรบนั้นคือของจริง! พวกเขาคือนักรบเดนตาย ที่พร้อมจะถวายหัวให้หยางเฟยหลงเพียงผู้เดียว!"
หวังเทียนซานฟังแล้วพยักหน้าหงึกๆ ด้วยความประทับใจ
"โอ้โห ความจงรักภักดีที่เงินซื้อไม่ได้ นี่เป็สิ่งที่เรา้า ซึ้งกินใจจริงๆ แต่เดี๋ยวนะ"
พ่อค้าผู้ชาญฉลาดจับประเด็นสำคัญบางอย่างได้ เขาหรี่ตาลงแล้วเอ่ยถาม
"ท่านบอกว่า พวกเขาทิ้งยศ ทิ้งเงินเดือน แล้วตามไปอยู่ชายแดนตะวันออก แถมโดนตัดงบจากส่วนกลางเหมือนท่าน..."
หวังเทียนซานทำท่าครุ่นคิด
"นั่นแปลว่า กองทัพเทพาของท่านอ๋องแปด ตอนนี้ก็คงมีสภาพ..."
ฉีเจิ้นยิ้มแห้งๆ พลางเกาแก้มแก้เก้อ
"อะแฮ่ม ก็…ก็คงไม่ต่างจากค่ายพยัคฆ์อุดรของข้าก่อนหน้านี้เท่าไหร่นัก เสื้อผ้าขาดวิ่น อาวุธสนิมเขรอะ และ... ยากจน…ข้า..ข้าหมายถึงสมถะเช่นเดียวกับกองทัพของข้า และดูเหมือนว่าจะอนาจกว่าเล็กน้อย เพราะล่าสุดที่ข้าได้ข่าวมานั้นคือพวกเขา จนแทบจะขุดรากไม้กินกันอยู่แล้ว"
ปิ๊ง!
ทันทีที่ได้ยินคำว่ายากจนและขุดรากไม้กินดวงตาของหวังเทียนซานก็ลุกวาวโรจน์ยิ่งกว่าเห็นทองคำ! รอยยิ้มการค้าผุดขึ้นที่มุมปากทันที
"วิเศษ!" หวังเทียนซานตบเข่าฉาด
"คนเก่งที่มีฝีมือ มีความภักดี แต่ขาดเงิน! นี่มันลูกค้าชั้นดี เอ้ย! พันธมิตรในฝันของข้าชัดๆ!"
เขาหันไปหามีนาด้วยแววตาระริกรี้
"แม่นางหลิว! เตรียมร่างสัญญาอีกฉบับ!ข้าจะส่งเทียบเชิญไปหาท่านอ๋องแปดเดี๋ยวนี้! บอกเขาว่า ไม่ต้องขุดรากไม้กินแล้ว! ให้พาทหารมาที่นี่ ข้าจะเลี้ยงดูปูเสื่อให้พุงกางกันทุกคน!"
มีนายิ้มขำ "ดูเหมือนท่านจะชอบสะสมกองทัพยาจกจังเลยนะเ้าคะคุณชาย"
"ช่วยไม่ได้นี่นา..." หวังเทียนซานยักไหล่พลางหัวเราะร่า
"ก็ของดีราคาถูกแบบนี้นักลงทุนตาถึงอย่างข้าจะพลาดได้ยังไง!"
มีนาหัวเราะและหันไปมองแม่ทัพฉีเจิ้น เพื่อดูว่าเขาจะว่าอย่างไรกับแผนการรวบรวมกองทัพยาจกของคุณชายหวัง
แม่ทัพหนุ่มพยักหน้าเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น แววตาเป็ประกายเมื่อนึกถึงสหายเก่า
"เป็ความคิดที่ยอดเยี่ยม! และข้าขอบอกข่าวดีพวกท่านอีกอย่าง"
ฉีเจิ้นชี้มือไปทางยอดเขาหัวโล้นที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกไม่ไกลนัก
"การส่งเทียบเชิญเขาไม่ใช่เื่ยากลำบากอะไรเลย เพราะอันที่จริงแล้วสุสานบรรพชนที่ท่านอ๋องแปดถูกส่งไปเฝ้านั้น... มันไม่ได้อยู่ไกลสุดขอบโลกอย่างที่ข่าวลือว่าไว้หรอก"
เขาหันมายิ้มกว้าง
"มันอยู่แค่หลังเขาลูกโน้นนี่เอง ขี่ม้าไปครึ่งวันก็ถึงแล้ว! เรียกได้ว่าเรากับเขาเป็เพื่อนบ้านรั้วติดกันเลยก็ว่าได้!"
กริบ...
สิ้นเสียงแม่ทัพฉี บรรยากาศแห่งความหวังเมื่อครู่ก็เกิดเดดแอร์ ขึ้นมาชั่วขณะ ลมหนาวพัดผ่าน วูบ... หอบเอาใบไม้แห้งปลิวผ่านหน้าทุกคนไปอย่างเงียบเหงา
หวังเทียนซานค่อยๆ หันคอที่เริ่มแข็งทื่อไปสบตากับมีนา มีนาก็ค่อยๆ หันมาสบตากับหวังเทียนซานเช่นกัน...
ทั้งสองคนจ้องตากันปริบๆ สื่อสารกันผ่านทางจิตโดยไม่ต้องเอ่ยปาก แต่ข้อความนั้นชัดเจนระดับ 4K
(สายตาหวังเทียนซาน : 'แม่นาง นี่มันไม่ใช่ความบังเอิญแล้วมั้ง?')
(สายตามีนา : 'นั่นสิคุณชาย นี่มันแผนจัดโซนนิ่งของฮ่องเต้ชัดๆ')
หวังเทียนซานกระแอมไอเบาๆ แล้วกระซิบกับมีนาโดยพยายามไม่ให้แม่ทัพได้ยิน
"แม่นางหลิว ข้าเพิ่งตระหนักได้ว่า ไอ้ดินแดนแถบนี้ มันไม่ใช่แค่กันดารธรรมดา..."
เขากลอกตามองไปรอบๆ "แต่มันคือพื้นที่ที่แม้แต่นกยังไม่อยากจะไปอุจาระเลย ใครที่ฮ่องเต้ไม่เอา ใครที่ขุนนางเกลียด ใครที่ตระกูลใหญ่อยากเขี่ยทิ้ง ก็ถูกโยนมากองรวมกันอยู่ที่นี่หมดเลยนี่น่า!"
มีนาพยักหน้าเห็นด้วย มุมปากกระตุกยิกๆ
"เหมือนหมู่บ้านจัดสรรสำหรับผู้ถูกเทนะหรือเ้าคะ คนหนึ่งเฝ้าชายแดนร้าง อีกคนเฝ้าหลุมศพ ช่างเป็เพื่อนบ้านที่... เหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยก (ผุๆ) จริงๆ"
ฉีเจิ้นเห็นทั้งสองคนซุบซิบกันแล้วทำหน้าแปลกๆ ก็เลิกคิ้วสงสัย
"พวกท่านเป็อะไรไป? หรือว่าระยะทางครึ่งวันมันไกลเกินไป?"
หวังเทียนซานรีบปรับสีหน้า กลับมายิ้มร่าเริงแบบฝืนๆ
"เปล่าขอรับ! ไม่ไกลเลย! ข้าแค่กำลังทึ่งในพระปรีชาสามารถของฮ่องเต้ ที่ทรงจัดสรรให้ัตกอับกับพยัคฆ์ถังแตก มาอยู่ใกล้กันขนาดนี้ช่างสะดวกต่อการปฏิวัติ เอ้ย! สะดวกต่อการพัฒนาเมืองจริงๆ ขอรับ!"
มีนาหันไปหาฉีเจิ้น
"งั้นอย่ารอช้าท่านแม่ทัพ! รีบไปเชิญเพื่อนบ้านผู้ประสบภัยของท่านมาร่วมวงหมูกระทะกับเราเถอะ! ข้าอยากเห็นหน้าแล้วว่า คนที่ดวงซวยพอกันกับท่าน จะหน้าตาเป็ยังไง!"
หวังเทียนซานเดินวนไปมาอย่างตื่นเต้นก่อนเอ่ยว่า
"ใช่แล้ว! ต้องเป็เขา! หากเราดึงเขามาเป็ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์หรือเชิญเขามาเป็ผู้ปกครองดูแลเขตการค้าใหม่นี้ ชื่อเสียงความซื่อสัตย์ของเขาจะกลายเป็เกราะป้องกันชั้นดีให้เรา! พ่อค้าจะเชื่อถือ! ประชาชนจะอุ่นใจ! และพวกขุนนางกังฉินในเมืองหลวงก็จะไม่กล้าแตะต้องเขาบุ่มบ่าม เพราะกลัวจะกระเทือนถึงฐานอำนาจเก่า!"
มีนายืนฟังอยู่นาน นางยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้มเ้าเล่ห์ที่ดูงดงามแต่แฝงยาพิษ
"คนหนึ่งมีเงิน คนหนึ่งมีดาบ และอีกคนมีบารมี..." นางหัวเราะในลำคอเบาๆ
"สูตรสำเร็จที่ลงตัว ศัตรูของศัตรู คือมิตรแท้ ดูเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของเราจะเริ่มเป็รูปเป็ร่างแล้วสินะเ้าคะ"
นางมองไปทางทิศตะวันออก ตามสายตาของฉีเจิ้น
"ท่านอ๋องหยางเฟยหลงผู้นั้น คงกำลังเบื่อกับการนั่งปัดฝุ่นป้ายหลุมศพแย่แล้วถ้าเรายื่นดาบ ยื่นเงินและอาหารให้เขา และยื่นโอกาสให้เขาได้เอาคืนคนที่ถีบหัวส่งเขา ข้าเชื่อว่าเขาคงไม่ปฏิเสธที่จะมาร่วมวงกับพวกเราแน่นอน"
สามคนสบตากัน ใต้แสงตะวันที่กำลังรุ่งโรจน์ เงาของ พ่อค้า, แม่ทัพ, และจอมเวทหญิง ทอดยาวไปบนผืนดินแห้งแล้งที่กำลังจะถูกพลิกฟื้น แผนการสร้างมหาอำนาจขั้วที่สามเพื่อคานอำนาจตระกูลเฮ่อและองค์ชายใหญ่ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้!
หลังจากตกลงปลงใจที่จะดึงอดีตอ๋องแปดมาร่วมก๊วนผู้ถูกเทแห่งแดนเหนือ หวังเทียนซานก็รีบวิ่งเข้ากระโจมไปหยิบกระดาษเขียนจดหมายที่หรูหราที่สุดออกมา พร้อมกับพู่กันขนสัตว์หายาก เตรียมจะร่ายกลอนเชิญชวนอันไพเราะ
แต่ทว่า มีนายกมือห้ามไว้ก่อน
"ช้าก่อนคุณชาย..."
นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่แฝงแววตาครุ่นคิด
"ท่านบอกเองว่าท่านอ๋องผู้นี้เป็คนหยิ่งในศักดิ์ศรี หากส่งแค่กระดาษแผ่นเดียวไปเชิญเขา เขาอาจจะคิดว่าเราไปดูถูก หรือคิดว่าเราเป็พวกต้มตุ๋นก็ได้"
มีนาเดินไปลูบไล้เกวียนสินค้าที่เพิ่งขนของลงเสร็จ
"ในโลกที่ข้าจากมา การจะเชิญผู้ใหญ่มาร่วมงาน มันต้องมี 'Welcome Gift' หรือของกำนัลแรกพบที่น่าประทับใจ"
นางหันมามองหวังเทียนซาน
"ถ้าอยากได้ใจคนหิว อย่าส่งคำคม ให้ส่งข้าว! ถ้าอยากได้ใจคนเจ็บ อย่าส่งคำปลอบโยน ให้ส่งยา! และถ้าอยากได้ใจนักรบที่ไร้อาวุธ จงส่งดาบไปให้เขา!"
หวังเทียนซานตบมือฉาด
"เข้าใจแล้ว! เทียบเชิญที่ดีที่สุด ไม่ใช่ตัวอักษรบนกระดาษ แต่คือรถม้าเสบียงที่บรรทุกความจริงใจไปให้ถึงที่!"
เขาหันไปสั่งการลูกน้องทันที
"เฮ้ย! จัดรถม้าที่แข็งแรงที่สุดมาสามคัน! คันแรก บรรทุกข้าวสาร แป้งอย่างดีและเนื้อแห้งให้เต็มพิกัด! ...คันที่สอง เอายารักษาโรคและผ้าห่มหนาๆ ใส่เข้าไป! และคันสุดท้าย!"
เขาหันไปมองฉีเจิ้น
"ท่านแม่ทัพ ท่านพอจะมีดาบดีๆ ที่เพิ่งซ่อมเสร็จ หรืออาวุธสำรองที่จะให้ข้ายืมก่อนได้บ้างไหมหรือไม่ขอรับท่านแม่ทัพ ข้าไม่ยืมเปล่าๆ นะ เมื่อคาราวานนักตีดาบของข้ามาถึงข้าจะให้ดอกเบี้ยท่านด้วย?"
แม่ทัพฉีเจิ้นพยักหน้า
"ข้าจะคัดเลือกดาบที่ดีที่สุดที่เรามี และให้ทหารนำไปลับคมใหม่เดี๋ยวนี้!"
...
**** ไม่นาพสสวีกับสามีเด็กของเธอก็จะมาร่วมด้วย ที่นี่ก็บันเทิงแน่ 5555 ****
*** วันนี้ไรท์จะลงรัวๆนะคะ คุณรีดที่กำลังรอฉลองปีใหม่จะได้อ่านเรื่อยๆ ****
