ในเวลาเดียวกันกับที่ภาพลวงตาหยุดลง แหวนทองเหลืองที่อยู่บนนิ้วมือซ้ายของเย่ชิงหานก็เปล่งประกายแสงขึ้นเล็กน้อย กระแสพลังสีขาวสายหนึ่งมุดเข้าไปทางนิ้วนางไหลผ่านร่างกายพุ่งตรงไปยังหัวสมองของเขาพร้อมกับความรู้สึกเย็นชุ่มชื่นที่แผ่กระจายไปทั่วทั้งดวงิญญา ทันใดนั้นร่างของเขาสั่นกระตุกขึ้นกริชในมือที่กำลังกวัดแกว่งอยู่ก็ค่อยๆ เชื่องช้าลง ดวงตาที่แดงก่ำทั้งคู่ค่อยๆ จางหายไปจนสุดท้ายทั่วทั้งสรรพางค์กายกลับมาปลอดโปร่งขึ้นและได้สติกลับคืนมาอีกครั้ง
“ฮู่ว! ฮู่ว!”
เย่ชิงหานโค้งตัวลงหอบหายใจออกมาอย่างหนักหน่วงหลายครั้ง การออกแรงเข่นฆ่าเมื่อสักครู่ทำให้เขาสูญเสียพลังกายไปมาก บวกกับความทรมานทางด้านประสาทความรู้สึกยิ่งทำให้เขาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ายิ่งขึ้นไปอีก ความจริงแล้วตอนที่อยู่ในดินแดนของภาพลวงตาเมื่อสักครู่เขายังคงสามารถรักษาสติสัมปชัญญะที่ปลอดโปร่งไว้ได้อยู่ตลอด เพียงแต่ว่าสติสัมปชัญญะในส่วนนี้มีหลงเหลืออยู่น้อยจนเกินไปไม่สามารถที่จะสั่นคลอนความรู้สึกกระหายเืที่พลุ่งพล่านอยู่เต็มหัวได้
สถานการณ์ที่เย่ชิงหานเผชิญอยู่เปรียบเทียบได้กับคนที่ไม่ได้มีปณิธานที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในขณะที่กำลังทำเื่ๆ หนึ่งซึ่งก็รู้ทั้งรู้ว่าเื่ที่ทำนั้นผิดแต่ก็ไม่อาจบังคับตนเองไม่ให้ทำได้ จนสุดท้ายค่อยมานั่งเสียใจภายหลังก็สายเกินไปแล้ว
เพียงแต่ความแตกต่างอยู่ที่...อารมณ์ชนิดนี้ของเย่ชิงหานได้รับอิทธิพลมาจากทัศนียภาพเหตุการณ์ภายนอกและค่ายกลภาพลวงตาของูเาสุสานทวยเทพที่กระตุ้นให้เกิด จะไม่ทำก็ไม่ได้คล้ายกับว่าภายในดินแดนของภาพลวงตานั้นิญญาของเขาถูกบางสิ่งบางอย่างเข้ามาสิงสู่จนทำให้ไม่เป็ตัวของตัวเองบังคับตนเองไม่ได้
“ลูกพี่ ท่านผ่านมันมาได้อีกครั้งแล้ว แหวนวงนี้สุดยอดจริงๆ มีผลแม้กระทั่งต่อิญญา!” เสี่ยวเฮยส่งกระแสเสียงมาปลอบใจเย่ชิงหานขึ้น
เสี่ยวเฮยเองก็มีิญญาถ้าหากอยู่ในดินแดนภาพลวงตาก็จะได้รับผลกระทบด้วย ดังนั้นเย่ชิงหานจึงบอกให้มันอยู่แต่ภายในมิติสัตว์อสูรอย่าออกมาเพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาพลอยรับผลกระทบด้วยโดยไม่จำเป็
“ภาพลวงตายิ่งนานวันอานุภาพยิ่งรุนแรงขึ้นทุกที เป็เช่นนี้ต่อไปไม่ดีแน่พวกเราคงได้ตายกันไม่ช้าก็เร็ว!” เย่ชิงหานนั่งลงกับพื้นอย่างหมดแรงพร้อมกับพูดออกมาอย่างอับจนปัญญา ภายในใจทั้งมืดมนและไม่รู้จะเอาอย่างไรต่อไปดี
.................................
“ได้สติกลับมารวดเร็วถึงเพียงนี้เลยรึ? ดูท่าว่าระดับพลังิญญาของสัตว์อสูรของเ้าคงสูงน่าดูเลยทีเดียว!” หลังจากนั้นไม่นานเสียงที่เคยปรากฏขึ้นมาในอากาศตอน่เช้าพลันดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ฮะ!” เสียงที่ดังขึ้นในครั้งนี้ทำเอาเย่ชิงหานสะดุ้งใจนเกือบจะตัวลอยขึ้น ในขณะเดียวกันใบหน้าก็ปรากฏแววตื่นเต้นยินดีออกมาด้วยเช่นกัน
เสียงนี้ไม่ใช่ภาพลวงตา! ไม่ใช่เสียงจากภาพลวงตาอย่างแน่นอน! เย่ชิงหานในตอนนี้แน่ใจอย่างที่สุด
เพราะว่าทุกครั้งที่ภาพลวงตาสิ้นสุดลงกระแสพลังจากแหวนจะไหลออกมาเพื่อทำให้หัวสมองเขาปลอดโปร่งได้สติกลับมาทุกครั้ง และทุกครั้งหลังจากภาพลวงตาสิ้นสุดลงไม่เคยมีภาพลวงตาปรากฏซ้ำซ้อนขึ้นมาอีกเป็ครั้งที่สองติดต่อกัน บวกกับเสียงพูดที่ปรากฏขึ้นมาในตอนเช้าเขาจึงแน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินอยู่นี้เป็ความจริงไม่ใช่ภาพลวงตา
“ท่านผู้าุโ ท่านผู้าุโ! ท่านอยู่ที่ไหน? ทำไมท่านถึงส่งกระแสเสียงมาหาข้าได้? ท่านสามารถช่วยข้าออกไปได้หรือไม่?” ในเมื่อแน่ใจว่าเสียงที่ได้ยินไม่ใช่ภาพลวงตา เย่ชิงหานทั้งตื่นเต้นยินดีรีบร้องะโออกไปยังอากาศโดยรอบทั้งสี่ทิศ
เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและความยินดี ยินดีที่เย่ชิงหานแน่ใจว่าเสียงของเขาไม่ใช่ภาพลวงตา “อย่าเพิ่งตื่นเต้นดีใจจนเกินไป ข้าไม่สามารถเข้าไปภายในูเาสุสานทวยเทพได้ และตอนนี้ข้าไม่ได้อยู่ในละแวกใกล้เคียงูเาสุสานทวยเทพอีกด้วย อืม...ตอนนี้ข้ากำลังเดินทางไปยังเกาะเร้นลับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าไม่สามารถช่วยเ้าออกมาได้ มีเพียงตัวเ้าเท่านั้นที่จะช่วยตนเองให้ออกมาได้!”
“ท่านไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ูเาสุสานทวยเทพ? ไม่สามารถช่วยข้าออกไปได้?” เย่ชิงหานเมื่อได้ยินเสียงที่ลอยมาจิตใจพลันเหงาหงอยเซื่องซึมลงในทันที อาศัยตัวเองเดินออกจากสถานที่บ้าๆ นี่อย่างนั้นรึ? ผ่านไปสักพักเขาจึงพูดขึ้น “ท่านเป็ปรมาจารย์บรรพบุรุษเย่รั่วสุ่ยของตระกูลเย่จริงๆ น่ะรึ? แต่ท่านเป็คนที่มีชีวิตอยู่เมื่อห้าร้อยปีก่อนมิใช่รึ? แล้วท่านมีขีวิตอยู่ได้อย่างไรถึงห้าร้อยปี? หรือว่าท่านเป็ผี?”
“เหอะๆ หรือว่านอกจากผีแล้วไม่มีสิ่งอื่นใดที่สามารถมีอายุขัยอยู่ได้ถึงห้าร้อยปี?” เสียงของเย่รั่วสุ่ยดังลอยมาอีกครั้ง น้ำเสียงที่ได้ยินแฝงไปด้วยความรู้สึกขบขันและอารมณ์ดี
“นอกจากผี? อะไรที่มีอายุขัยยืนยาวได้ถึงห้าร้อยปี?” เย่ชิงหานกะพริบตาปริบๆ รู้สึกมึนงงขึ้นมา เพียงแต่ชั่วครู่คล้ายกับว่านึกอะไรขึ้นมาได้พลันร้องะโเสียงสูงออกมา “นอกจากผีก็ยังมีเทพ ์...อย่าบอกน่ะว่าท่านเป็เทพจริงๆ?”
“เหอะๆ ข้าไม่ใช่เทพ ข้าเป็เพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพลังฝีมือระดับขอบเขตเทพ์เพียงเท่านั้น เ้าลองคิดดูว่าถ้าหากข้าไม่ใช่เย่รั่วสุ่ยใครที่ไหนเขาจะเอามาเวลาสนใจความเป็ความตายของเ้า?” เย่รั่วสุ่ยรู้สึกพอใจกับหัวคิดที่มีปฏิภาณไหวพริบของเย่ชิงหาน น้ำเสียงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
“อืม...ใช่แล้ว ผู้มีพลังฝีมือระดับขอบเขตเทพ์มีอายุขัยยืนยาวถึงหนึ่งหมื่นปี ์! ตระกูลเย่ของข้ามีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพด้วย!”
ในตอนนี้เย่ชิงหานนึกถึงข้อมูลที่เย่ชิงหนิวพูดบอกแก่เขาเมื่อตอนที่อยู่นครแห่งเทพขึ้นมา ในตอนนั้นเหมือนเย่ชิงหนิวจะพูดว่าทวีปัเพลิงมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพเพียงแค่สามคน ภายนอกดูเหมือนจะมีแค่สามคน ถ้าพูดเช่นนั้นก็หมายความว่าเื้ัลึกลงไปอีกผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพยังมีอีกมากน่ะสิ? ดังเช่นตระกูลเย่ก็มีอยู่คนหนึ่งแล้ว?
เมื่อเข้าใจเื่ทุกอย่างเย่ชิงหานรู้สึกปลื้มปีติขึ้นมาทันที ตระกูลเย่ไม่ได้ทอดทิ้งเขา ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพของตระกูลเย่ปรากฏกายออกมาเพื่อเขา หากไม่ใช่เย่รั่วสุ่ยแล้วใครที่ไหนจะมาสนใจความเป็ความตายของเขากัน?
เขารีบโขกหัวไหว้ลงกับพื้นในทันทีจากนั้นพูดออกมาด้วยเสียงอันดัง “ท่านปรมาจารย์บรรพบุรุษ ท่านต้องหาทางช่วยข้าออกไปให้ได้ ท่านเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพจะต้องมีหนทางอย่างแน่นอน ถ้าหากข้าขืนยังอยู่ในที่แห่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ ข้าคงได้เป็บ้าเสียสติไปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสบียงอาหารแห้งและน้ำดื่มของข้าใกล้จะหมดเต็มทีแล้ว ข้าจะต้องอดตายแน่ๆ!”
เย่รั่วสุ่ยนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะส่งกระแสเสียงมาอีกครั้ง “อย่าเพิ่งร้อนรนไป ในเมื่อข้าส่งกระแสเสียงมาหาเ้าข้าย่อมต้องคิดหาทางช่วยเหลือเ้าอยู่แล้ว!” เสียงหยุดชะงักไปอีกครั้งก่อนจะดังขึ้นอีก “สิ่งที่ข้าอยากจะบอกเ้าคือ อย่างแรก...แรกเ้าจะต้องเข้าใจก่อนว่าูเาสุสานทวยเทพถูกสร้างขึ้นมาโดยผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพคนหนึ่งซึ่งเป็ผู้ที่ยิ่งใหญ่เป็อย่างมากในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพ ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพคนใดสามารถเข้าไปภายในูเาสุสานทวยเทพได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่ใช่่เวลาที่เส้นทาง์เปิดออกมาไม่มีผู้ฝึกยุทธ์คนใดสามารถเข้าไปภายในได้ ดังนั้นไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเ้าได้จริงๆ...”
“อย่างที่สอง...เ้าอยู่ข้างในนี้ไม่อดตายแน่นอน ทั่วทุกที่ภายในูเาสุสานทวยเทพล้วนเต็มไปด้วยต้นไม้ดึกดำบรรพ์ที่ออกดอกออกผลมากมาย ไม่เพียงไม่มีพิษแต่ล้วนเป็ผลไม้วิเศษทั้งนั้น เก็บผลไม้เ่าั้กินสามารถเพิ่มพูนพลังฝีมือได้ ดังนั้นเ้าไม่ต้องกลัวอดตาย...”
“อย่างที่สาม...ถ้าเ้าอยากที่จะออกไปจากูเาสุสานทวยเทพก็ง่ายดายนิดเดียว วิธีการก็คือการทะลวงผ่านทั้งสามด่านไปให้ได้แล้วเดินเข้าไปภายในหอเทพเพื่อรับเอากระบี่เทพแล้วเ้าก็จะออกมาได้เอง นอกจากวิธีนี้แล้วไม่มีหนทางอื่นให้เลือกอีก!”
ไม่มีใครเข้ามาได้ไม่เว้นแม้แต่เทพ? ไม่อดตาย? อยากออกไปต้องทะลวงผ่านทั้งสามด่านเพื่อรับเอากระบี่เทพ? คำพูดของเย่รั่วสุ่ยอธิบายอย่างชัดเจน เพียงไม่นานเย่ชิงหานก็เริ่มเข้าใจสถานการณ์ของตนเองในขณะนี้อย่างชัดเจน เขาไม่อดตายแต่ไม่สามารถออกไปได้ อยากออกไปมีเพียงต้องทะลวงผ่านทั้งสามด่านเพื่อเข้าไปในหอเทพเท่านั้น?
เพียงแต่..ทำไมเขาจำเป็จะต้องผ่านทั้งสามด่าน? เขาเพียงแค่รออยู่ที่นี่ไปตลอดห้าปีรอให้เส้นทาง์เปิดขึ้นอีกครั้งแล้วค่อยเดินออกไปไม่ได้รึ? อีกอย่างเขาจะอาศัยอะไรในการทะลวงผ่านทั้งสามด่านไปได้? เขาเคยได้ยินมาว่าผู้มีพลังฝีมือระดับขั้นสูงสุดขอบเขตาาจักรพรรดิจำนวนมากล้วนจบชีวิตอยู่ภายในด่านที่สาม อาศัยพลังฝีมือเพียงน้อยนิดของเขาทำเช่นนั้นไม่ต่างจากเอาชีวิตไปทิ้งหรอกรึ?
เมื่อเขาพูดในสิ่งที่สงสัยทั้งหมดออกมาเย่รั่วสุ่ยได้ฟังนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนที่จะพูดอธิบายขึ้น
“เ้าไม่ได้สังเกตหรอกรึว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไรอานุภาพของภาพลวงตายิ่งรุนแรงมากขึ้นทุกที? ข้าสามารถบอกเ้าได้อย่างแน่นอนเลยว่าอีกหนึ่งปีหลังจากนี้อานุภาพของภาพลวงตาจะรุนแรงขึ้นถึงขั้นสามารถทำให้ิญญาของเ้าดับสลายไปได้โดยตรง จากนั้นโอกาสสักนิดก็จะไม่มีเหลือให้เ้าอีก ดังนั้นเ้าไม่มีหนทางอื่นให้เลือกเดินอีก มีเพียงต้องรุดไปข้างหน้าอย่างองอาจห้าวหาญทะลวงผ่านทั้งสามด่านให้ได้ในคราเดียวโดยห้ามถอยกลับ เช่นนี้เ้าถึงจะสามารถกลับออกมาได้ ถึงจะสามารถกลับออกมาเจอน้องสาวของเ้าและผู้หญิงของเ้าได้!”
ไม่มีหนทางอื่นให้เลือกเดิน ต้องทะลวงผ่านทั้งสามด่านในคราเดียวโดยห้ามถอยกลับ หาไม่แล้วมีแค่เพียงความตายที่รออยู่!
