เื่ราวการปรากฏตัวของเสี่ยวจินที่สุสานซุนยัดเซนนั้น ค่อยๆกระจายไปตามเครื่องมือกระจายข่าวสารในอินเทอร์เน็ตอย่างเช่น “เวยป๋อ”
นักท่องอินเทอร์เน็ตคนหนึ่งอาจจะบอกว่าแต่งรูปขึ้นมา แต่ว่าอีกกี่สิบคนหรืออาจจะร้อยคนนั้น เมื่อได้เห็นรูปภาพจากมุมต่างๆ ที่ไม่ซ้ำกันของเสี่ยวจินแล้วต่างก็เชื่อในการมีตัวตนของมันโดยไม่มีข้อสงสัย
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังเผยแพร่ภาพกันอย่างบ้าคลั่งเสี่ยวจินก็โด่งดังขึ้นมา ชื่อเสียงของ “อินทรีเทพแห่งจีน” ค่อยๆดังมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้ยินข่าวสถานีโทรทัศน์ของเมืองจินหลิงก็รีบเข้าไปทำข่าวในทันทีเสี่ยวจินนั้นมักจะบินวนอยู่รอบสุสานซุนยัดเซนหรือไม่ก็หยุดพักอยู่บนหลังคาบ้างเป็ครั้งคราว เมื่อถ่ายรูปไปได้มากจนพอใจอีกทั้งยังเชิญนักสัตววิทยารวมทั้งนักวิชาการในด้านตำนานของจีนมาเป็ที่เรียบร้อยแล้วพวกเขาก็เตรียมพร้อมที่จะทำสารคดีเทปพิเศษขึ้น
การทำงานของสถานีโทรทัศน์เป็ไปด้วยความรวดเร็ว ถ่ายทำ เชิญแขกรับเชิญจนกระทั่งตัดต่อ พวกเขาใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองวันก็ทำมันได้เสร็จเรียบร้อยแล้วแต่ในตอนที่กำลังจะเผยแพร่ออกไปนั้น กลับได้รับคำสั่งจากผู้บริหารตำแหน่งสูงว่าไม่สามารถเผยแพร่ได้...แม้ว่าองค์การตรวจสอบการเผยแพร่นั้นจะรัดกุมเป็อย่างดีมาโดยตลอดแต่ว่าแม้แต่อินทรีทองตัวหนึ่ง ก็ต้องยับยั้งการเผยแพร่เหรอ?
เหล่านักข่าวนั้นต่างก็ไม่เข้าใจเื่นี้ แต่เมื่อได้รับคำสั่งมาแล้วพวกเขาก็ทำได้เพียงเก็บความสงสัยเอาไว้ และซ่อนวิดีโอนั้นเอาไว้เป็ความลับ
ความจริงในใจของทุกคนต่างก็มีคำถามหนึ่งที่อยากจะรู้ มันคือสัตว์เทพในตำนานเล่าขานของจีนจริงหรือ?
ข่าวในอินเทอร์เน็ตไม่ได้หายไปไหน เพราะผู้คนต่างก็พบว่าอินทรีทองตัวนี้เหมือนว่าจะอาศัยสุสานซุนยัดเซนอยู่เป็ที่พักนอกจากออกไปล่าเหยื่อในบริเวณใกล้ๆ มันก็จะบินวนอยู่บริเวณ้าสุสานซุนยัดเซนหรือพักอยู่ที่บนหลังคาเสมอ มันไม่เคยออกห่างจากบริเวณนี้ไปเลยแม้แต่น้อย
มันกำลังตามหาอะไรอยู่กันแน่? เกรงว่าสิ่งนี้จะเป็ข้อสงสัยในใจของทุกๆคน ที่ได้พบเห็นเสี่ยวจิน
เพื่อที่จะได้พบกับอินทรีศักดิ์สิทธิ์นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังสุสานซุนยัดเซนก็มากขึ้นเรื่อยๆผู้คนพบว่าอินทรีทองนั้นไม่ทำอันตรายอะไรกับพวกคน และก็ไม่ได้กลัวคนเช่นเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไป มันก็ค่อยๆ กลายเป็ทิวทัศน์หนึ่งแห่งสุสานซุนยัดเซน
นักท่องเที่ยวบางคนก็จะนำเนื้อสดขึ้นไปด้วยแต่ว่าอินทรีทองตัวนี้ไม่ใช่ลิงบนเขาเอ๋อร์เหมยมันไม่ได้สนใจเนื้อสดที่เหล่านักท่องเที่ยวนำมาให้เลยแม้แต่น้อย! มันยินดีที่จะลำบากล่าเหยื่อด้วยตัวของมันเองจึงไม่เคยกินเนื้อที่นักท่องเที่ยวนำมาเลยสักชิ้น หรือแม้แต่ขนมปังสักก้อน...
เมื่อมองไปยังเรือนขนของมันที่กระทบเข้ากับแสงอาทิตย์เปล่งประกายสีทองออกมาราวกับทองแท้ การที่มันไม่กินอาหารที่ใครนำมาให้ กลายเป็ประเด็นร้อนขึ้นมาในอินเทอร์เน็ตอีกครั้งไม่นานนักเสี่ยวจินก็กลายเป็รูปสลักที่เด็กวัยรุ่นสมัยใหม่ให้ความนับถือ กาลเวลาที่ผ่านไปค่อยๆ ทำให้เหล่านักวิชาการด้านตำนานเหล่านี้โด่งดังขึ้นมา
แม้ว่าสถานีโทรทัศน์จะไม่สามารถเผยแพร่ออกไปได้ แต่ว่าการส่งต่อกันปากต่อปากและกระทู้มากมายในฟอรั่มใหญ่ ต่างก็ไม่อาจจะยับยั้งได้
ในบ้านตระกูลหลินที่อยู่บนเขาชิงเฉิงแสนห่างไกลเมื่อหลีซีเอ๋อร์เข้าไปในอินเทอร์เน็ต ก็สามารถเห็นข่าวของเสี่ยวจินขึ้นมาลั่วตงยืนอยู่ที่ข้างประตู เมื่อเห็นแบบนั้น เขาก็กะพริบตาปริบๆ ถาม “เสี่ยวจิน?”
หลีซีเอ๋อร์รีบใช้มือปิดปากของเขาในทันทีเพื่อบอกให้ลั่วตงรู้ว่าไม่ควรพูดเสียงดังขึ้นมา
รุ่นพี่หลินหายตัวไปกว่าครึ่งเดือนแล้ว ผู้เป็พ่อรู้เื่ราวในคืนนั้นดีตอนนี้ปิดบังเพียงผู้เป็แม่คนเดียวก็เพียงพอแล้ว หลีซีเอ๋อร์รับรู้สถานการณ์มาจากอาจารย์ของเธออยู่บ้างอาจารย์ของเธอสั่งให้เธอกลับไปที่สำนักให้เร็วที่สุดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตแต่หลีซีเอ๋อร์กลับปฏิเสธออกไปอย่างหนักแน่น
ดูเหมือนว่าจะมีปีศาจตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นในโลกแห่งการฝึกศาสตร์ และเลือกนักปราชญ์ตัวน้อยๆที่อยู่คนเดียวตามลำพังเป็เหยื่อ ในตอนนั้นจิตใจของเธอเต็มไปด้วยความกังวลได้ยินว่ารุ่นพี่หลินก็ถูกปีศาจตนนี้จับตัวไป...หลีซีเอ๋อร์พยายามมอบความกล้าให้กับตัวเองถ้าหากว่าเธอจากบ้านหลินไปในตอนนี้ พ่อแม่ของรุ่นพี่จะไม่ยิ่งอยู่ในอันตรายเหรอ?
คนที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยอย่างเ้าอาวาสวัดชิงเฉิงถูกหลีซีเอ๋อร์จับยัดเข้ากลุ่มพวก “คนชั่ว” ไปแล้วเรียบร้อยเธอจึงไม่วางใจที่จะปล่อยให้เขาดูแลคนในบ้านหลินอีก
หลังจากที่หลินลั่วหราน “หายตัวไป” ได้สองวันเป่าเจียก็ย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลหลินในระยะยาวเธอเริ่มฝึกวิชาที่หลินลั่วหรานได้รับมาจากอาจารย์เจี่ยอีกทั้งยังสอนให้กับคนแก่ทั้งสองด้วย เธอจัดการนำงานที่เธอรักละทิ้งไปไว้อีกทางและตั้งใจกับการฝึกศาสตร์อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
สามสิบวันผ่านไป ผู้เป็แม่เห็นข่าวของเสี่ยวจินในอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจน้ำตาของเธอไหลรินลงมาเป็สาย แต่กลับไม่ได้บอกใครว่าเธอรับรู้เื่นี้แล้ว ลูกสาวของเธอเคยบอกเอาไว้ว่าเสี่ยวจินนั้นรู้เพียงว่าเธอเป็เ้านายเพียงคนเดียวของมันและด้วยนิสัยที่เชื่อฟังและรู้เื่ของหลินลั่วหรานทำไมเธอถึงจะหายไปกลางดึกแบบนั้นได้? ตอนนี้เสี่ยวจินนั้นบินวนอยู่ที่นั่นทุกวันราวกับอินทรีป่าไร้เ้าของ ความกังวลใจเกิดขึ้นมากมายแต่ผู้เป็แม่กลับไม่กล้าที่จะคาดเดาสิ่งที่เลวร้ายที่สุดขึ้นมา
หลังจากนั้นสามเดือน ลั่วตงก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาลในตัวเมืองตามที่หลินลั่วหรานได้วางแผนเอาไว้พ่อแม่ และหลีซีเอ๋อร์ต่างก็วนเวียนกันไปพักที่ตัวเมืองเพื่อที่จะคอยดูแลคนที่ยังไม่หายจากอาการเก็บตัวดีนักอย่างลั่วตง
ครึ่งปีผ่านไป ซูอี้เหรินไม่สามารถทนความกดดันจากอาจารย์ของเขาได้อีกต่อไปจึงเอ่ยคำลากับคนแก่ตระกูลหลินทั้งสองแม้ว่าจะบอกว่าเขา้าจะกลับไปเยี่ยมญาติและคนสนิทแต่ว่าสายตาดูถูกที่ส่งมาจากหลีซีเอ๋อร์ ทำให้ซูอี้เหรินต้องรู้สึกละอายขึ้นมา ทำไมหลีซีเอ๋อร์ถึงจะไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการจากไปของเขา?
ซูอี้เหรินคิดว่าตัวเองเหมือนคนขี้ขลาด ใน่เวลาที่กำลังรีบร้อนเขามองย้อนกลับไปยังต้นหนามเหล็กที่เติบโตขึ้นเต็มรั้วของคฤหาสน์ตระกูลหลินความละอายใจเติบโตขึ้นในส่วนลึกของจิตใจ แทรกซึมพันรัดยังหัวใจที่เคยสงบของเขา
เขาคือคนที่เลือกจะละทิ้งและหนีไป ซูอี้เหรินพูดกับตัวเองแบบนั้นแต่กลับไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้อีกหลายปี การจากไปของเขาในวันนี้จะทำให้เขาไม่สามารถกลับมายังคฤหาสน์ที่มีความหมายหลังนี้ได้อีกแล้ว
คนบางคน ก็ถูกแยกออกจากตรงนี้ เหนือฟ้าไปก็เป็เมฆส่วนใต้ลงมา...ก็เป็ดินโคลนบนพื้นดิน
หลังจากที่ซูอี้เหรินย้ายออกไปได้ไม่นานคนที่ออกไปเดินทางอยู่นานอย่างเหวินกวนจิ่งก็กลับมา เขาไม่คิดเลยว่าหลังจากการบอกลาในสถานที่ลึกลับนั้น เวลาผ่านไปกว่าเก้าเดือนแล้วเขาคิดว่าเขาจะได้พบหลินลั่วหรานอีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาได้รับรู้จริงๆกลับเป็ข่าวคราวการหายตัวไปอีกครั้งของเธอ
และการหายตัวไปในครั้งนี้ ก็ดูอันตรายกว่าครั้งก่อนหลายเท่านัก...
หลังจากที่หลินลั่วหรานหายตัวไปได้เจ็ดเดือนหวังเมี่ยวเอ๋อก็คลอดลูกสาวออกมา บางทีอาจจะเป็เพราะยาผิวหยกที่หลินลั่วหรานทำให้สารพิษในร่างกายของเธอหายไปหนูน้อยคนนี้ได้รับการดูแลบำรุงจากพลัง จึงทำให้เธอมีผิวพรรณสวยงามราวกับก้อนหยกทำเอาเสี่ยซุยได้แต่ดีใจจนยิ้มไม่หุบ ทั้งสองสามีภรรยาค่อยๆรับรู้เื่เกี่ยวกับโลกแห่งการฝึกศาสตร์มากขึ้น และก็รับรู้ได้ว่าบ้านหลินนั้นกำลังอยู่ใน่วิกฤตอันตรายในระหว่างที่ผู้าุโในโลกแห่งการฝึกศาสตร์เริ่มที่จะเบื่อหน่ายกับการเฝ้ามองตระกูลหลินและเหล่าคนรุ่นใหม่ก็จัดให้ตระกูลหลินเป็พวกไร้ประโยชน์นั้นทั้งสองสามีภรรยากลับซื้อคฤหาสน์หมายเลข 17 เอาไว้และย้ายมาเป็เพื่อนบ้านเรือนเคียงของเสาหลักของบ้านหลินที่หายตัวไปอย่างหลินลั่วหราน
นักธุรกิจนั้นเต็มไปด้วยกลลวง แต่พวกเขาก็รู้จักกฎเ่าั้ดี
อะไรกันที่สามารถเรียกได้ว่า เพื่อน สำหรับหวังเมี่ยวเอ๋อแล้วก็คงจะเป็การที่ใครคนหนึ่งไม่สามารถมารบกวนคุณ ใน่เวลาที่คุณกำลังได้ดีแต่ในเวลาที่ต่ำตก กลับไม่ห่างจากคุณไปไหน
หนึ่งปีหลังจากที่หลินลั่วหรานหายตัวไปนอกจากเสี่ยวจินที่บินร่อนอยู่บนสุสานซุนยัดเซนก็เหลือคนที่คิดว่าเธอยังมีชีวิตอยู่น้อยเต็มที
ในปีนี้ ลั่วตงได้ขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่สอง เป็ที่เรียบร้อยแล้วผลการเรียนของเขานั้นดีมาก แต่กลับเก็บตัวและโดดเดี่ยวพี่สาวที่เคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้จากพวกคนเลวในฤดูหนาวปีนั้นคนหนึ่งก็เอาแต่ฝึกศาสตร์ตลอดทั้งวันทั้งคืน ส่วนอีกคนก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้เจอกับเธอมาแสนนานแล้ว
ในปีนี้ หมู่บ้านบนเขาเองก็ยังขายคฤหาสน์ออกไปได้อีกสองหลังน้อยมากที่จะเห็นตัวเ้าของ ในตอนที่เหล่าแม่บ้านพูดคุยกันต่างก็บอกว่าเ้าของเป็ชายวัยรุ่นหน้าตาดีคนหนึ่ง ทั้งหล่อและรวยแบบนี้จะมีใครไม่ใจเต้นบ้าง?
และปีนี้ ผู้เช่าระยะยาวของคฤหาสน์หมายเลข 7 อย่างท่านประธานไอก็จากไปด้วยโรคร้ายคุณหนูไอกลายเป็ท่านประธานบริษัทอย่างเต็มตัวทำให้เธอทำอะไรได้เต็มที่และว่องไวขึ้นเธอยุ่งเสียจนไม่มีเวลามาพักผ่อนที่คฤหาสน์แห่งนี้อีกและนั่นก็ทำให้เธอไม่จำเป็จะต้องเช่าคฤหาสน์แห่งนี้อีกต่อไป
ในปีที่สอง สถานการณ์ก็ยังเป็ดั่งเคย ไม่ดีและไม่ร้ายหลินลั่วหรานยังคงหายตัวไป ไม่พบตัวคน...และก็ไม่พบศพความสิ้นหวังก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ในการรอคอยอันแสนยาวนานของพวกเขาแต่ทุกคนกลับยังทำเป็พยายามรอเธอต่อไป
เพียงชั่วพริบตาปีที่สามก็กำลังจะผ่านไปแล้ว ในตอนนี้ก็เป็ฤดูร้อนเช่นกันลั่วตงจึงหยุดปิดเทอมฤดูร้อน ทุกคนจึงไม่จำเป็ต้องเข้าเมืองไปดูแลเขาลูกท้อในคฤหาสน์ตระกูลหลิน เต็มไปด้วยผลสีแดงก่ำอีกครั้ง
เมล็ดพันธุ์ดีที่เคยปลูกเอาไว้ในวันวาน ก็ได้รับผลผลิตมาอยู่เรื่อยๆต้นหนามเหล็กเติบโตอยู่เต็มรั้วบ้าน แต่ในบริเวณเถาของมันกลับปรากฏดอกไม้สีม่วงเล็กๆออกมา ถ้าหากว่าคฤหาสน์ตระกูลหลินไม่ได้ถูกซ่อนเอาไว้ในป่าลึกก็คงจะถูกพูดถึงขึ้นมาแน่
ผู้เป็แม่เก็บมะเขือเทศเพื่อที่จะเอาไปทำซุปเป็อาหารกลางวันหลีซีเอ๋อร์และเป่าเจียเดินเข้ามาพร้อมกัน ก่อนจะดันให้เธอเข้าไปอยู่ในร่มไม้และไม่ให้เธอต้องทำอะไร
เธอมองไปยังเด็กสาวทั้งสองที่ดีกับเธอขึ้นทุกวันๆบางครั้งเธอก็ยังรู้สึกขึ้นมาว่า ในตอนที่เธอสูญเสียลูกสาวคนหนึ่งไป์ก็มอบลูกสาวอีกสองคนลงมาให้กับเธอแทน เพียงแต่เสี่ยวหรานของแม่ลูกอยู่ที่ไหน?
ลูกรู้บ้างไหมว่าแม่กำลังคิดถึงหนูอยู่?