สายฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่องแม้จางเหวินจะจากไปแล้ว หยดน้ำโปรยปรายราวกับม่านบางที่ค่อย ๆ ปกคลุมทุกสิ่งบนผืนดิน มันไม่ได้เป็เพียงสายฝนธรรมดา หากแต่เป็ฝนที่ชำระล้างพลังที่หลงเหลืออยู่ในอากาศ ทั้งร่องรอยของกฎที่แตกสลายหรือกำเนิดขึ้น พลังสังหารที่ยังค้างคา และเศษเสี้ยวของความวุ่นวายที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ทุกหยดน้ำตกกระทบพื้นดินพร้อมกับพลังที่แทรกซึมลงไปอย่างเงียบงัน ทำให้รอยแตกบนผืนหินค่อย ๆ สมานตัว ูเาที่พังทลายถูกประกอบกลับราวกับกาลเวลาถูกย้อนคืน
พื้นดินที่เคยแห้งแตกเพราะแรงปะทะของพลังเริ่มกลับมาชุ่มชื้น หญ้าเขียวอ่อนงอกขึ้นจากรอยแตกอย่างรวดเร็ว ราวกับได้รับคำสั่งจากธรรมชาติให้ลบภาพความรุนแรงที่เคยเกิดขึ้น
ต้นไม้เล็ก ๆ ผลิใบใหม่ก่อนจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ลำต้นหนาแน่นชูยอดขึ้นสู่ท้องฟ้า ใบไม้เขียวเข้มสั่นไหวท่ามกลางสายฝน ปกปิดพื้นดินเบื้องล่างที่เคยเต็มไปด้วยร่องรอยต่างๆ ของจางเหวิน
ไม่นานนัก ภูมิประเทศทั้งหมดก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับโลกทั้งใบได้รับการชำระล้างและสร้างขึ้นใหม่ ผืนหญ้าสีเขียวสดทอดยาวสุดสายตา ต้นไม้สูงใหญ่ยืนเรียงรายอย่างสง่างาม แสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ สาดผ่านเมฆฝนสะท้อนละอองน้ำจนเกิดประกายระยิบระยับงดงามเกินบรรยาย
จากสถานที่ที่เคยเต็มไปด้วยความพังทลาย บัดนี้เหลือเพียงธรรมชาติอันงดงามตระการตา ราวกับเื่ราวทั้งหมดเป็เพียงความฝันที่ยาวนาน
ไม่นานนัก สายฝนก็หยุดลงอย่างเงียบงัน ท้องฟ้าเปิดกว้าง เมฆสีเทาค่อย ๆ สลายตัว เหลือเพียงความสดชื่นที่แผ่ซ่านไปทั่วพื้นที่ ความจริงบางอย่างถูกปกปิดไว้ใต้ผืนหญ้าและต้นไม้ไปตลอดกาล โดยที่ไม่มีผู้ใดมีโอกาสได้ล่วงรู้ถึงเื่ราวทั้งหมดอีกต่อไป
….
….
….
ภายในเมืองดาบ์ ความจริงหาได้เลือนหายไปทั้งหมด
แม้พลังแห่งสายฝนจะถูกชะล้างร่องรอยออกไปหมดแล้ว แต่หัวใจของผู้คนยังคงสั่นไหวจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา บ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย ผู้คนจำนวนไม่น้อยล้มป่วยจากพิษที่แทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย
และใน่เวลาแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง หอการค้าัขาวได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างทันท่วงที
รถม้าขนสมุนไพรและโอสถแล่นเข้าไปทั่วเมือง กล่องไม้ประทับตราัสีขาวถูกยกลงทีละใบ กลิ่นหอมอ่อนของยาถอนพิษลอยอบอวลไปทั่วถนนสายหลัก
หน้าศาลากลางเมือง ชายชราผู้หนึ่งทรุดตัวลงด้วยร่างกายสั่นเทา ใบหน้าซีดเผือดจากพิษที่กัดกินเส้นชีพจร บุตรสาวของเขานั่งกอดร่างบิดา น้ำตาไหลอาบแก้ม
“ท่านช่วยพ่อข้าด้วยเถิด ข้าขอร้อง…”
เสียงนางแ่เบาจนแทบขาดหาย
ในเวลานั้นเอง ชายหนุ่มในชุดคลุมขาวปักลายัก้าวเข้ามา เขาคุกเข่าลงโดยไม่ลังเล เปิดกล่องหยกใบเล็ก หยิบเม็ดยาสีเขียวอ่อนส่งให้อย่างมั่นคง
“ให้เขากลืนลงไป แล้วประคองลมหายใจไว้”
เสียงของเขาสงบนิ่ง แต่เปี่ยมด้วยพลังแห่งความมั่นใจ
เพียงครู่เดียว เส้นเืที่เคยดำคล้ำค่อย ๆ จางลง ลมหายใจของชายชราที่เคยรวยรินเริ่มมั่นคงขึ้น ดวงตาที่เคยปิดสนิทค่อย ๆ เปิดออก
บุตรสาวร้องไห้โผเข้ากอดบิดา
“ท่านพ่อ… ท่านพ่อฟื้นแล้ว…”
รอบด้าน ผู้คนที่เฝ้ามองอยู่ต่างเบิกตากว้าง ความหวังที่ดับมอดไปแล้วค่อย ๆ จุดประกายขึ้นใหม่
ไม่ไกลออกไป หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่สามีพิการในเหตุการณ์ก่อนหน้า นั่งเหม่อลอยอยู่หน้าบ้านที่พังครึ่งหนึ่ง เ้าหน้าที่ของหอการค้าัขาวเดินเข้าไปมอบถุงเงินและเสบียงอาหาร
“นี่เป็หินิญญาและโอสถรักษาจากหอการค้าัขาว และทางท่านเ้าเมืองจะมีการซ่อมแซมบ้านให้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า”
หญิงผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงช้ำจากการร้องไห้ นางรับถุงิญญาด้วยมือสั่นเทา ก่อนจะก้มศีรษะลงจนหน้าผากแตะพื้น
“ขอบคุณ… ขอบคุณหอการค้าัขาว… หากไม่มีพวกท่าน ข้าคงไม่เหลือสิ่งใดแล้ว…”
เสียงของนางสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
ขณะเดียวกัน หน่วยลับอีกาดำก็เคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน ท่ามกลางฝูงชน เสียงหนึ่งดังขึ้น
“หอการค้าัขาวไม่ทอดทิ้งผู้ใด”
อีกเสียงเสริมตาม
“เ้าเมืองคังห่าวจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเรา!”
ไม่นานนัก เสียงเ่าั้แผ่ขยายออกไปราวคลื่นน้ำ
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวออกมาท่ามกลางจัตุรัส เขาคุกเข่าลงอย่างไม่ลังเล ก่อนะโเสียงดัง
“ขอบคุณหอการค้าัขาวอย่างยิ่ง และท่านเ้าเมืองคังห่าวด้วยขอรับ! ชีวิตนี้ข้าเป็ของท่าน!”
เสียงของเขาดังก้องสะท้อนกำแพงเมือง ราวกับสัญญาณบางอย่าง ผู้คนรอบข้างเริ่มคุกเข่าตามกันทีละคน
“ขอบคุณหอการค้าัขาว!”
“ท่านคังห่าวคือผู้มีพระคุณ!”
“พวกเราจะไม่มีวันลืมบุญคุณนี้!”
เสียงสรรเสริญดังก้องไปทั่วเมืองดาบ์ บนท้องฟ้าสูง ิหยวนยืนมองภาพนั้นอย่างสงบนิ่ง สายลมพัดชายเสื้อคลุมของเขาแ่เบา
เมืองที่เพิ่งผ่านหายนะกำลังถือกำเนิดใหม่ ไม่เพียงแต่ในรูปลักษณ์ภายนอก แต่รวมถึงหัวใจของผู้คนด้วยและในวันนี้ ชื่อของหอการค้าัขาวได้ถูกจารึกลงในความทรงจำของชาวเมืองทุกคนและมันกำลังจะแพร่กระจายออกไป
จากหอการค้าที่ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้กลับกลายเป็เสาหลักแห่งความหวังของทั้งเมืองดาบ์
ชื่อเสียงของมันแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกหว่านลงบนผืนดินอุดมสมบูรณ์ พร้อมจะเติบโตเป็ต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีผู้ใดโค่นล้มได้ง่าย ๆ
…….
…….
…….
ภายในห้องทำงานของคฤหาสน์เ้าเมือง บรรยากาศเงียบขรึมกว่าปกติ กลิ่นยาสมุนไพรลอยอบอวลอยู่ในอากาศ พลังิญญาอ่อน ๆ ไหลเวียนอยู่รอบเตียงไม้แกะสลักที่ตั้งอยู่ด้านใน คังห่าวนั่งพิงพนักเก้าอี้ตัวใหญ่ ร่างกายของเขาเรียกได้ว่าแทบจะหายดีจากาแทุกอย่างแล้ว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านนอก ประตูถูกเปิดออกอย่างระมัดระวัง ิหยวนเดินเข้ามาอย่างช้าๆ เื้ัคือกุ่ยอิงที่ก้าวตามมาช้า ๆ แววตาของนางจับจ้องทุกสิ่งรอบตัวอย่างระวัง
คังห่าวเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงเรียบ
“นางเป็ใครกัน?”
ิหยวนไม่ได้ตอบทันที เขายกมือขึ้นเล็กน้อย หยดน้ำใสที่เคยปกคลุมร่างของเขาในรูปลักษณ์ของหวังเฉียงค่อย ๆ สลายตัวลงเหมือนหมอกยามเช้าที่ถูกแสงแดดส่องผ่าน ใบหน้าที่แท้จริงเผยออกมาอย่างชัดเจน
“นางคือผู้นำสาขาของสมาคมหนูท่อในเมืองดาบ์”
คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงชั่วขณะ
กุ่ยอิงหันขวับไปมองิหยวนทันที แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง ตอนแรกนางก็แปลกใจอยู่แล้วที่หวังเฉียง เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ ใน่ก่อนหน้านี้มีผู้คนมาซื้อข้อมูลเกี่ยวกับเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นางรู้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับหวังเฉียง
ใน่ก่อนหน้าที่อยู่หวังเฉียงก็มีการบ่มเพาะนักบุญขั้นที่ 9 มันทำให้นางแทบเป็บ้า นางชื่นชมเขาในใจเล็กน้อย คิดว่าหวังเฉียงนั้นซ่อนตัวเก่ง แต่ตอนนี้… ความจริงทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าหวังเฉียงเป็เพียงตัวปลอมที่เอาไว้เป็ฉากบังหน้าเท่านั้น
ส่วนคำถามที่ว่าตัวจริงหายไปไหน ในหัวของนางมีเพียงคำตอบเดียวเลยที่มันอยู่ในหัวตอนนี้…ตาย
กุ่ยอิงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น น้ำเสียงเรียบแต่แฝงความระแวดระวังเอาไว้
“ข้าต่างหากที่ควรถามว่าเ้าเป็ใครกัน…”
ิหยวนมองนางเล็กน้อย
“ข้าชื่อิหยวน”
คำตอบสั้น กระชับ ไร้คำอธิบายใดเพิ่มเติม
กุ่ยอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงกึ่งหยอกล้อกึ่งจริงจัง
“แค่นั้นงั้นเหรอ? ถ้าเ้าไปสมัครงานแล้วแนะนำตัวแบบนี้ มีหวังตกงานแน่ๆ”
ิหยวนยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงยืนรออย่างเงียบสงบ
ในขณะนั้นเสียงของคังห่าวดังขึ้นอีกครั้ง
“แล้วชายชุดขาวคนนั้นไปไหนแล้วล่ะ… เอ้อ… จริงสิ ข้ายังไม่รู้ชื่อของเขาด้วยซ้ำหน้าตาเป็อย่างไงก็ไม่รู้ด้วย”
กุ่ยอิงพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน และอยากรู้มากๆ”
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง
เสียงบานประตูไม้กระทบกันเบา ๆ ดังชัดเจนในความเงียบ
ร่างสี่ร่างเดินเข้ามาช้า ๆ อย่างไม่เร่งรีบ
ชายชุดขาวหน้ากากดำ
หลินไท่จี๋
หลงหยานเทียน
หลิวหลง
เพียงแค่พวกเขาก้าวเข้ามาในห้อง บรรยากาศทั้งหมดก็เปลี่ยนไปทันที แรงกดดันที่มองไม่เห็นแผ่กระจายออกมาอย่างเงียบงัน อากาศเหมือนหนักขึ้นหลายเท่า
คังห่าวรู้สึกเหมือนาแในร่างกายปวดแปลบขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ เขาพยายามฝืนสีหน้าไม่ให้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา
ิหยวนเองก็ััได้ถึงแรงกดดันนั้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจากร่างของหลินไท่จี๋และหลงหยานเทียน พลังที่แผ่ออกมาจากทั้งสองคนไม่ใช่ระดับที่คนธรรมดาจะทนรับได้ง่าย ๆ
ส่วนกุ่ยอิง… ขนทั่วร่างกายของนางลุกชันขึ้นในทันที ขาทั้งสองข้างสั่นเล็กน้อยโดยไม่อาจควบคุม
นางรู้จักพวกเขาเลย
หลินไท่จี๋ ผู้าุโลำดับที่ 9 จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์สระหยก อัจฉริยะจากตระกูลหลิน
หลงหยานเทียน ผู้นำแห่งสายเืัแดง ที่เป็สายเือันดับ 2 ของตระกูลั
หลิวหลง ที่ปรึกษาคนสำคัญของหอการค้านกยูง 7 สี
ชื่อเหล่านี้ไม่ใช่เพียงข่าวลือ แต่เป็ตัวตนที่มีน้ำหนักพอจะเขย่าเมืองดาบ์ได้ทุกคน มีเพียงชายชุดขาวหน้ากากดำเท่านั้นที่นางเคยเห็นแต่ไม่รู้จัก
