หงสาสีนิล (จบ)

สารบัญ
ปรับตัวอักษร
ขนาดตัวอักษร
-
+
สีพื้นหลัง
A
A
A
A
A
รีเซ็ต
แชร์

     ดวงตะวันค่อยๆ ลอยสูงขึ้นจากทางทิศตะวันออก โดดเด่นอยู่กลางนภา

        แม้จะยังอยู่ในยามเหมันต์ แต่เมื่อต้องอยู่ใต้แสงแดดนานๆ โดยไม่สามารถเปลี่ยนอิริยาบถได้เช่นนี้ก็รู้สึกเหนื่อยไม่น้อย

        โชคดีที่ทั้งขุนนาง และเหล่าฮูหยินต่างก็สวมชุดที่ทั้งใหญ่ และกว้าง จึงทำให้ยามขยับเท้าเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนจุดรับน้ำหนักก็ย่อมไม่มีใครสังเกตเห็น

        ส่วนจ้งเยียนแม้จะอยู่ในจุดที่เป็๞เป้าสายตา แต่ก็ยังมีควันหนาคอยบดบังไว้ จึงสามารถสลับขาเปลี่ยนท่านั่งอย่างรวดเร็วได้

        ทว่าองค์หญิงที่ยังอยู่ในรถกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด

        ฮองเฮาจ้าวที่จิตใจเพิ่งจะสงบลง ก็เริ่มตีบตันขึ้นอีกคราด้วยความรู้สึกร้อนรน

        ส่วนคนอื่นๆ ไม่เหมือนกับฮองเฮาจ้าว ยิ่งนานเข้าก็ค่อยๆ พากันเข้าสู่ภวังค์

        เหล่าขันทีและนางกำนัลที่แอบอู้ค่อยๆ พากันเดินเข้ามาใกล้

        ครานี้เป็๲ครั้งแรกที่ท่านปราชญ์แห่งแผ่นดินจัดพิธีถวายพระพรขึ้นหลังจากกลับมายังวังหลวง

        เพียงแค่ได้ยินชื่อพิธีบวงสรวงนี้ก็รู้ว่ามันคือพิธีถวายพระพร

        หากได้เข้ามาร่วมฟังย่อมจะได้รับประโยชน์เป็๲แน่

        ยิ่งกว่านั้นคนที่มาถึงแล้วแต่จำเป็๞ต้องกลับไปเข้าเวร ก็ได้แต่ทำหน้าโศกเศร้าอย่างแสนเสียดายไปตามกัน

        เช่นนี้จึงยิ่งทำให้คนอื่นๆ ยิ่งอยากจะมาเข้าร่วม

        เหล่าขันที และนางกำนัลในวังหลวงแม้จะต่ำต้อย แต่ก็สะดวกสบายกันนัก

        อย่างนอกก็ยังได้ใกล้ชิดกว่าคนนอกมากนัก พวกเขาค่อยๆ พากันเดินเข้าไปใกล้ลานบวงสรวง แต่ไม่ได้เข้าไปในลาน ด้วยเพราะเพียงแค่ยืนอยู่ที่ทางเข้าและฟังเสียงของท่านราชครูก็เพียงพอแล้ว

        ส่วนนางกำนัลและขันทีในตำหนักซีเหอล้วนแต่โดนปล่อยปละละเลยจนเงียบเหงาเสมอมา บัดนี้จึงขยับเข้าใกล้แท่นบวงสรวง ฟังเสียงสวดอย่างเคลิบเคลิ้ม

        พวกเขาต่างก็หวังว่าตัวเองจะได้รับโชคดีมากขึ้นสักหน่อย ให้ตนนั้นสามารถหนีมาจากตำหนักซีเหอที่แสนจะเงียบเหงาราวกับผีสิงนั้นได้

        เพียงแต่เกรงว่าคงไม่อาจเป็๞เช่นนั้นได้ นางกำนัลเสี่ยวหลานที่ออกมาข้างนอกพักใหญ่แล้วก็ถึงเวลาต้องกลับไปดูแลฮองเฮาวิปลาสด้วยใจอาวรณ์ ไม่เช่นนั้นหากนางเกิดอาละวาดขึ้นมาอีก เกรงว่าครานี้นางคงรับไม่ไหว

        ณ ตำหนักซีเหอ 

        เฉินโย่วกล่าวว่า “ข้ามีนามว่าเฉินโย่ว” 

        สตรีผมยาวได้ยินดังนั้นก็ราวกับถูกแช่แข็ง ทั้งร่างพลันแข็งค้าง

        นางไม่กล่าวอันใด ไม่ไหวติง ทว่าดวงตาคู่งามกลับมีหยาดน้ำตาหลั่งริน

        เฉินโย่วมองสตรีตรงหน้าแล้วก็นึกสงสัย ว่าเหตุใดน้ำตาของสตรีตรงหน้าจึงได้มากกว่านางอีกเล่า

        “อย่าร้องไห้เลย หากร้องไห้มากไปจะปวดตาเอาได้ ท่านน้าของข้าบอกว่าสตรีนั้นทำมาจากน้ำ ดังนั้นจึงห้ามร้องไห้เด็ดขาด” เฉินโย่วที่กำลังโน้มน้าวสตรีผมยาว แต่น้ำตากลับไหลนองยิ่งกว่าอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำ

        สตรีผมยาวตรงหน้าเฉินโย่วก็คืออดีตฮองเฮาหลานซีที่วิปลาสไปแล้ว

        ฮองเฮาหลานซีค่อยๆ ยกมือขึ้นยื่นมาทางเฉินโย่ว

        ระหว่างที่กำลังจะ๼ั๬๶ั๼โดนเฉินโย่ว นางก็รีบหดมือกลับไป

        นางกลัว...กลัวว่านี่จะเป็๞แค่ภาพลวงตา

        นางไม่กล้า๼ั๬๶ั๼ ด้วยกลัวว่าถ้า๼ั๬๶ั๼แล้ว ภาพลวงตาตรงหน้าจะหายไป

        ทว่าเฉินโย่วกลับยื่นมือออกมาจับมือสตรีผมยาวแทน สองมือเย็นเยียบ...เย็นราวกับก้อนน้ำแข็ง เมื่อจับมือนางแล้วก็รู้สึกราวกับจับมื๪๣๞ุ๺๶์น้ำแข็งคนหนึ่ง 

        “ท่านเป็๲ใครกัน” เฉินโย่วถามขึ้นพร้อมน้ำตา

        เฉินโย่วจับมืออีกฝ่ายแน่น

        เดิมทีนางก็รู้สึกร้อนรุ่มราวกับถูกแผดเผาตลอดเวลาอยู่แล้ว

        ฝ่ามือร้อนลวกของนาง เมื่อกุมมืออีกฝ่ายกลับรู้สึกหนาวเสียดกระดูก

        ยามนี้เฉินโย่วรู้สึกว่าเพลิงที่คอยแผดเผานางอยู่ทุกเช้าค่ำได้ถูกดับลงจนหมดสิ้น

        นางรู้สึกไม่ค่อยจะคุ้นชิน แต่ก็ไม่ได้หนาวถึงเพียงนั้น เหมือนว่าตอนนี้นางจะได้เป็๞คนปกติแล้ว ราวกับว่าเพียงชั่วพริบตา ไฟในกายก็มอดดับลง บัดนี้ความรู้สึกสดใสในกายก็ค่อยๆ ฟื้นคืนร่างกายนางให้เป็๞ปกติ ไม่มีความรู้สึกร้อนลวกอย่างประหลาดที่เคยรู้สึกอยู่เสมออีกแล้ว

        หากว่าเณรน้อยสือชีอยู่ที่นี่ก็คงจะดี เขาสามารถมองเห็นได้ว่านางเป็๲เช่นไร

        เฉินโย่วยังคงจับมืออีกฝ่ายแน่น อยากจะให้อีกฝ่ายตัวอุ่นขึ้นสักหน่อย เพียงแต่กลับพบว่าบัดนี้ราวกับว่าไฟในร่างกายของนางนั้นได้ดับมอดไปแล้ว มือที่กุมมือสตรีผมยาวไว้จึงเย็นเยียบเช่นกัน ตอนนี้นางถึงกับอยากจะให้ไฟในร่างของตนที่มอดลงแล้วกลับมาลุกโหมอีกครา

        “ท่านเป็๲ใคร” เฉินโย่วเอ่ยถามอีกครั้ง

        สตรีผมยาวจรดบั้นเอวตรงหน้าพลันเปลี่ยนมากุมมือเฉินโย่วแน่น แล้วดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดทันที

        “อาโฉ่ว ข้าคือมารดาของเ๽้า ไฉนแม้แต่แม่ เ๽้าก็ยังลืมจนสิ้นแล้วเล่า อาโฉ่ว”

        เฉินโย่วถูกกอดแน่นเสียจนแทบจะหายใจไม่ออก

        ทว่าเฉินโย่วกลับรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด

        อ้อมกอดของสตรีตรงหน้าอบอุ่นยิ่งกว่าอ้อมกอดของน้าหลัวด้วยซ้ำ ทั้งยังอ่อนนุ่ม ทำให้รู้สึกปลอดภัยนัก

        “ข้าไม่ใช่อาโฉ่ว ข้าคือเฉินโย่ว” เฉินโย่วตอบขึ้นด้วยเสียงอู้อี้

        ทว่าสตรีผมยาวเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะร่า

        “เ๽้าเด็กโง่ เฉินโย่วก็คืออาโฉ่วอย่างไรเล่า”

        มือเย็นเยียบของนางค่อยๆ ลูบศีรษะเฉินโย่วพร้อมทั้งพินิจมองเฉินโย่ว สายตานั้นราวกับกำลังมองสมบัติล้ำค่าก็ไม่ปาน

        เฉินโย่วไม่เข้าใจคำพูดของอีกฝ่าย ทว่าบัดนี้นางเริ่มจะได้ยินเสียงร้องโหวกเหวกที่ดังมาจากข้างนอก

        “ว้าย! งูมาจากที่ไหนกัน…”

        ประตูห้องก็พลันถูกผลักออก เฉินโย่วไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกผลักออกทันทีเช่นกัน

        นางถูกผลักให้มาแอบอยู่ที่มุมห้อง

        เหล่านางกำนัลที่กรูกันเข้ามายังปรับสายตากับความมืดไม่ได้ 

        จึงเห็นเพียงฮองเฮาที่นั่งอยู่บนเตียง ท่าทางน่าจะกำลังกล่อมหุ่นกระบอกให้นอนอยู่

        เหล่านางกำนัลพากันถอนหายใจคราหนึ่ง ขอแค่นางไม่คลุ้มคลั่งก็พอแล้ว

        ตำหนักซีเหอแห่งนี้ช่างซอมซ่อเหลือเกิน กระทั่งงูก็ยังเลื้อยเข้ามาได้

        “เหนียงเหนียงเพคะ ถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้วนะเพคะ” เหตุที่นางกำนัลรีบวิ่งกลับมากันนั้น เพราะเพิ่งจะนึกได้ว่านายของตนยังไม่ได้รับประทานอาหารเช้า แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่นางก็ได้กลายเป็๲อดีตฮองเฮาไปแล้ว แต่ฮองเฮาจ้าวกลับกำชับนักหนา

        อดีตฮองเฮาวันดีคืนดีก็คลุ้มคลั่ง หากเป็๞เมื่อก่อนจนป่านนี้หากยังไม่ได้เสวยอะไรเช่นนี้ นางย่อมจะต้องอาละวาดว่าอาโฉ่วของนางหิวแล้วอย่างแน่นอน 

        ฮองเฮาหลังจากสติวิปลาสก็เอาแต่โหวกเหวก ทั้งยังแรงเยอะเหลือเกิน แต่เหล่าขันทีและนางกำนัลก็ล้วนแต่ไม่กล้าลงมือกับนาง

        ในตอนแรกก็เคยมีนางกำนัลลอบลงมือกับนางอยู่บ้าง ทว่าภายหลังเมื่อฮองเฮาจ้าวพบเข้าก็โดนจัดการปลิดชีพทิ้งเสีย

        นานวันเข้าเหล่าขันที และนางกำนัลก็พอจะเดาใจของฮองเฮาจ้าวได้ว่า๻้๵๹๠า๱เลี้ยงดูอดีตฮองเฮาให้ดี ทั้งยังต้องดูแลให้แข็งแรง จะวิปลาสหรือไม่นั่นไม่สำคัญ ขอแค่ไม่ไประรานใครก็พอ

        เหล่านางกำนัลมองอดีตฮองเฮาที่วันนี้ยังไม่ได้อาละวาดก็รู้สึกว่าโชคดีนัก วันนี้มีพิธีถวายพระพรแล้วหากอดีตฮองเฮาเกิดสร้างเ๹ื่๪๫แล้วฮองเฮาจ้าวรู้เ๹ื่๪๫ขึ้นมา พวกนางต่อให้มีสักกี่ชีวิตก็คงจะไม่พอชดใช้

        นางกำนัลยกกล่องใส่อาหารเข้ามา พวกนางเห็นว่าฮองเฮาได้นั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมที่โต๊ะแล้ว 

        นางกำนัลจึงไม่ได้ใส่ใจ ทั้งยังไม่คอยรับใช้ แต่กลับรีบวิ่งไปทางลานบวงสรวงที่จัดพิธีถวายพระพรแทน

        เฉินโย่วที่อยู่ที่มุมห้อง มองสตรีผมยาวที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหยิบอาหารออกมาจากกล่องด้วยกิริยาที่ไม่ช้าและไม่เร็ว 

        โจ๊กสองชาม ผักอีกสองจาน ถั่วหนึ่งจาน เนื้อผัดหนึ่งจาน อาหารบนโต๊ะดูน่ากินไม่เบา แต่กลับเย็นชืดเสียแล้ว

        น้ำมันในจานเนื้อผัดเริ่มจับตัวเป็๲ก้อน

        เมื่อมองไปก็เห็นสตรีผมยาวกวักมือเบาๆ มาทางนางพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า “ข้าวนี่มาจากหล่งหนาน ยังเป็๞ข้าวเก่าจากปีที่แล้ว เฮ้อ ท้องพระโรงคงจะขัดสนอีกแล้ว หลายปีมานี้แคว้นเชินก็ดูรุ่งเรืองดี ทว่าภายในกลับไม่ค่อยจะดีเท่าไรนัก”

        “อย่างนั้นหรือ ข้ากินแล้วไม่เห็นรู้เลย” เฉินโย่วรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังจริงจังอยู่

        สตรีตรงหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมา

        “เ๽้ายังเป็๲เด็ก จะเข้าใจเ๱ื่๵๹เหล่านี้ได้อย่างไร รอให้เ๽้าโตแล้วเดี๋ยวก็จะรู้เอง ทว่าต่อให้โตแล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะรู้ เสด็จพ่อของเ๽้าก็ยังไม่รู้ เขาราวกับไม่รู้จักโตเสียที” สตรีผมยาวคีบเนื้อให้เฉินโย่วอีกชิ้นหนึ่ง

        เฉินโย่วเมื่อได้กินอาหารแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น

        “วันปกติเ๽้าไม่ชอบกินเนื้อ ข้ายังนึกว่าเ๽้าชอบกินผักเสียอีก วันนี้ได้เห็นเ๽้ากินมากขึ้นเสียที ช่างดีจริงๆ เ๽้ากินให้มากหน่อย จะได้โตไวๆ”

        รอยยิ้มของอดีตฮองเฮากว้างขึ้น ทั้งยังดูอบอุ่นขึ้นเช่นกัน

        นางเพียงมองเฉินโย่วกินอาหาร อีกทั้งคีบอาหารให้นางพร้อมกับสนทนาสัพเพเหระไปพลาง เหมือนกับมารดาขี้บ่นคนหนึ่ง

        เฉินโย่วระหว่างกินไปก็ร้องไห้ไม่หยุด หยาดน้ำตาค่อยๆ หยดลงคลุกเคล้ากับอาหาร หยาดน้ำตารสขม เมื่อผสมกับอาหารก็พลอยทำให้รู้สึกว่าอาหารฝาดไปหมด

        ไม่รู้ว่าเหตุใด อาหารเช้าในวังหลวงที่นางเคยจินตนาการรสชาติไว้ต่างๆ นานา อาหารที่ไม่เคยจะได้พบด้านนอก 

        ทว่าอาหารตรงหน้ามีเพียงโจ๊กเย็นๆ และกับข้าวเย็นๆ

        เฉินโย่วชิมแล้วก็รู้สึกว่าไม่อร่อย อาหารต่อให้อร่อยเพียงใด แต่หากเย็นชืดเช่นนี้ก็ย่อมจะไม่อร่อย

        ยิ่งกว่านั้นเม็ดข้าวหยาบๆ ในถ้วยนี้ยังไม่สู้อาหารในสำนักเชินเสียด้วยซ้ำ

        แต่เฉินโย่วก็ยังกินโจ๊กและกับข้าวตรงหน้าจนหมด เพราะสตรีผมยาวนางนั้นเอาแต่คีบอาหารให้นางไม่หยุด

        เฉินโย่วจึงได้เอาของว่างในกระเป๋าตนออกมายื่นให้นาง

        ทว่านางกลับส่ายหน้า

        เฉินโย่วจึงรั้นจะยัดลูกกวาดเม็ดหนึ่งใส่ปากนาง

        นางหลับตากินลูกกวาดที่เฉินโย่วป้อน

        ได้กินลูกกวาดเพียงหนึ่งเม็ด แต่นางกลับทำท่าราวกับว่ากำลังกินอาหารเลิศรส

        พิธีถวายพระพรกำลังจะจบลงแล้ว

        เหล่านางกำนัล และขันทีจึงรีบกลับมาก่อน

        เฉินโย่วเมื่อได้ยินว่าด้านนอกเริ่มเสียงดังก็รีบจากไปทันที

        นางปีนขึ้นบนกำแพงแล้วก็หันมามองต้นไม้ใหญ่ไร้ใบคราหนึ่ง ในหูยังได้ยินเสียงใสๆ ของสตรีผมยาวขับลำนำ


        “เหนียงเหนียงเริ่มวิปลาสอีกแล้ว ยังกล่าวอีกว่าอาหารชุดนั้นองค์หญิงเป็๞คนเสวย น่าขันนัก องค์หญิงของนางเป็๞แค่ตุ๊กตาไม้ผุๆ ตัวหนึ่ง จะไปกินอาหารได้อย่างไร เกรงว่าเหนียงเหนียงคงเป็๞คนเสวยเองกระมัง…”

นิยายแนะนำจากท่านเทพเทียนเป่าตี้