เทือกเขาจื่ออวิ๋น เทือกเขาขนาดใหญ่ที่สุดในแคว้นจื่อจิน มีความยาวนับแสนลี้ ปกคลุมพื้นที่เกือบจะหนึ่งในห้าส่วนของแคว้นจื่อจิน
ในป่ารกทึบของเทือกเขาจื่ออวิ๋นเป็ที่อยู่อาศัยของสัตว์ดุร้ายจำนวนมาก เล่ากันว่าในส่วนลึกของเทือกเขาจื่ออวิ๋นมีสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ายอดฝีมือระดับจอมพลอสูรโลกาอาศัยอยู่ด้วย
ประกอบกับเทือกเขาจื่ออวิ๋นถูกสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์กางค่ายกลจำนวนมากเอาไว้ป้องกันการรุกล้ำ คนทั่วไปที่เข้าไปในป่าจึงมักจะหลงทางได้อย่างง่ายดาย เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เทือกเขาจื่ออวิ๋นก็เลยกลายเป็พื้นที่ต้องห้าม มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าเหยียบย่างเข้าไปด้านใน
นกเขาปีกเขียวพาคนทั้งหมดบินผ่านทางฟากฟ้าด้วยความเร็วสูงโดยใช้เวลาประมาณสี่ชั่วโมงกว่าก็มาถึงยังบริเวณนอกพื้นที่ต้องห้ามที่ถูกปกคลุมด้วยม่านพลัง
“ค่ายกล”
เห็นม่านพลังเบื้องหน้าเพียงแวบเดียว เยี่ยเฉินเฟิงก็มองออกในทันทีว่าม่านพลังดังกล่าวนี้สร้างขึ้นจากม่านพลังขนาดเล็กใหญ่ทั้งสิ้นสิบสามชั้น อานุภาพไม่รุนแรงนักเพราะสร้างขึ้นเพื่อการสกัดกั้นเป็หลัก
“พวกเ้ายืนกันให้ดีๆ ล่ะ”
ผู้าุโหลิวกล่าวเตือน พลังิญญาขุมใหญ่ะเิออกมาจากร่างกายของเขาพุ่งจู่โจมใส่ม่านพลังเบื้องหน้า
ครู่ต่อมา ม่านพลังงานแสงตรงหน้าก็เกิดการผันแปรอย่างรุนแรง เกิดเป็คลื่นพลังงานระลอกแล้วระลอกเล่า สั่นะเืจนมวลอากาศบีบอัดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็แรงปะทะของกระแสอากาศ
โชคดีที่เยี่ยเฉินเฟิงและคนอื่นๆ มีพลังที่ไม่ธรรมดาจึงสามารถต้านทานกระแสลมที่พุ่งเข้ามาปะทะได้ด้วยความสามารถของตนเอง ยืนหยัดอยู่บนตัวนกเขาปีกเขียวได้อย่างมั่นคง
“กว๊าก!”
เมื่อม่านพลังเปิดออก นกเขาปีกเขียวก็แผดเสียงคำราม ปีกขนาดมหึมาพัดกระพืออย่างรวดเร็ว มันก้มตัวบินโฉบผ่านเข้าไปภายในม่านพลังพร้อมกับลมพายุก่อนจะร่อนลงจอดบนพื้น
“เอาล่ะ ที่นี่ก็คือสนามทดสอบของพวกเ้า ขอเพียงพวกเ้าข้ามผ่านูเาไม่กี่ลูกเบื้องหน้านั่นและไปถึงสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ใน่พลบค่ำได้ ก็จะถือว่าผ่านการทดสอบ”
ผู้าุโหลิวะโลงมาจากหลังนกเขาปีกเขียว มองดูซั่งกวนเผิงและอีกหลายคนที่กระตือรือร้นอยากจะเริ่มทดสอบเต็มแก่แล้วจึงเอ่ยปากขึ้น
“แต่ใน่เวลาดังกล่าวนี้ นอกจากพวกเ้าจะต้องเผชิญกับสัตว์ดุร้ายและสัตว์วิเศษที่อาศัยอยู่ในเทือกเขาจื่ออวิ๋นแล้ว ยังต้องเผชิญการขัดขวางของศิษย์ปัจจุบันอีกด้วย ดังนั้นจะฝ่าฟันไปถึงสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสามารถของพวกเ้าแล้ว” ผู้าุโหลิวอธิบายกฎเกณฑ์อย่างละเอียดให้ทุกคนฟัง
“การขัดขวางของศิษย์ปัจจุบัน? ที่แท้จุดลี้ลับของการข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นก็อยู่ตรงนี้นี่เอง” เยี่ยเฉินเฟิงพึมพำกับตัวเอง
‘เยี่ยเฉินเฟิงเ้าคอยดูเถอะ อีกเดี๋ยวข้าจะชำระทั้งแค้นเก่าแค้นใหม่ในคราวเดียวเลย ข้าจะทำให้เ้าต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน’ เซินถูเหยี่ยที่ก่อนหน้านี้ถูกเยี่ยเฉินเฟิงเบียดตกจากนกเขาปีกเขียวจนหน้าทิ่มพื้น กัดฟันกรอดๆ พึมพำกับตัวเองในใจ
“เยี่ยเฉินเฟิง เ้าสนใจจะพนันกับข้าหรือไม่เล่า ดูว่าใครจะข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นและไปถึงสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ได้ก่อนกัน” ซั่งกวนเผิงก้าวมายืนข้างๆ เยี่ยเฉินเฟิง ยกมือขึ้นตบบ่าของเขาพลางกล่าวอย่างจงใจ
“เ้าอยากพนันอะไรล่ะ?”
ั้แ่เยี่ยเฉินเฟิงหลอมรวมกับสมองกลืนเทวะ การตรวจจับทางจิติญญาของเขาก็บรรลุถึงระดับที่ยากจะจินตนาการถึงได้ จึงตรวจจับวัตถุที่คล้ายกับเครื่องหมายติดตามซึ่งซั่งกวนเผิงแปะเอาไว้บนเสื้อผ้าของเขาได้อย่างง่ายดาย แต่เยี่ยเฉินเฟิงก็ไม่คิดจะเปิดโปงลูกไม้เล็กน้อยของอีกฝ่าย เพียงเอ่ยถามขึ้นอย่างเ็า
“อืม งั้นพนันของรางวัลที่พวกเราจะได้รับกันเป็อย่างไร” ซั่งกวนเผิงแสร้งทำเป็ครุ่นคิดก่อนจะเสนอขึ้น
“ได้สิ ข้าตกลงตามนั้น” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ารับคำท้าพร้อมกล่าวขึ้นว่า “ไม่ทราบว่าผู้าุโหลิวพอจะเป็พยานให้พวกเราได้หรือไม่”
“ได้ ในเมื่อพวกเ้าอยากจะพนันกันนัก ผู้าุโเช่นข้าก็จะยอมเป็พยานให้พวกเ้า” ผู้าุโหลิวพยักหน้าพลางกล่าวตอบ
‘เยี่ยเฉินเฟิง เ้าคิดว่าข้าอยากจะพนันกับเ้านักหรือไง ช่างไร้เดียงสาเสียจริง’ ซั่งกวนเผิงแสยะยิ้มชั่วร้าย พูดบ่นกับตัวเองในใจ
แต่เขากลับไม่รู้เลยสักนิด ว่าลูกไม้ของตนถูกเยี่ยเฉินเฟิงจับได้ั้แ่แรกแล้ว
“เอาล่ะ การทดสอบเริ่มขึ้นอย่างเป็ทางการแล้ว พวกเ้าสามารถเริ่มต้นข้ามเทือกเขาจื่ออวิ๋นได้เลย” ผู้าุโหลิวประกาศขึ้นเสียงดัง
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!”
สิ้นเสียงของผู้าุโหลิว เสียงพุ่งแหวกอากาศหลายสายก็ดังขึ้นติดต่อกัน เยี่ยเฉินเฟิงและอีกหลายคนพากันเร่งความเร็วทะยานร่างออกไปราวกับลูกธนูที่ยิงออกจากคันศร กระโจนเข้าไปภายในป่ารกชัฏที่มีแมกไม้อุดมสมบูรณ์
เนื่องจากยังมีตราประทับิญญาติดอยู่บนร่างของเยี่ยเฉินเฟิง พวกซั่งกวนเผิงจึงไม่ต้องกลัวว่าจะตามตัวอีกฝ่ายไม่เจอ แต่พวกเขาก็ไม่ได้รีบร้อนตามล่าโดยพลการ เพียงรอให้เยี่ยเฉินเฟิงเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาจื่ออวิ๋น ไปยังที่ที่ผู้าุโหลิวและคนอื่นๆ ตรวจสอบไม่เจอ แล้วจึงค่อยลงมือจัดการกับเขา กำจัดเสี้ยนหนามชิ้นสำคัญให้หมดไป
“เทือกเขาจื่ออวิ๋นช่างสมกับที่เป็แดนเซียน”
ขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงปีนป่ายขึ้นไปบนเทือกเขาจื่ออวิ๋นราวกับวานร ทิวทัศน์อันงดงามประหนึ่งม้วนภาพวาดขุนเขาทิวน้ำก็ค่อยๆ ปรากฏสู่สายตาของเขา
ทะเลหมอกกว้างไกล ขุนเขาตั้งตระหง่าน ธารน้ำสีเขียวมรกตคดเคี้ยวอยู่ท่ามกลางเขาสูง ส่องสะท้อนความงามซึ่งกันและกันกับเมฆหมอกที่เคลื่อนคล้อยอยู่รอบแนวสันเขา ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในแดนเซียน
ขณะที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังข้ามผ่านขุนเขาเขียวธารน้ำใสอยู่นั้น ประสาทััอันเฉียบแหลมของเขาก็พบการผันแปรของพลังิญญาได้อย่างคลุมเครือ คาดเดาได้ว่าจะมีคนเข้ามาใกล้จึงเบี่ยงร่างกายแวบหาย กระโจนเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้รกทึบอย่างไม่ลังเล เก็บซ่อนกลิ่นอายและซุ่มดูอยู่ภายในนั้น
ประมาณสิบอึดใจ เสียงการเคลื่อนไหวแหวกอากาศสองสายก็ดังขึ้นเบาๆ ชายหนุ่มสวมใส่ชุดคลุมหรูหรา ในมือถือกระบี่หนังงูพลันปรากฏกายขึ้นพร้อมกัน พวกเขาใช้สายตาอันคมกริบสอดส่องไปรอบๆ ป่าไม้อันเงียบสงบ
จากกลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของทั้งสองคน พวกเขาเป็ปรมาจารย์อสูรมายาระดับสอง พลังที่แท้จริงอยู่ในระดับเดียวกับซั่งกวนเผิง
หากสู้กันแบบตัวต่อตัว เยี่ยเฉินเฟิงมั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะพวกเขาคนใดคนหนึ่งได้ แต่หากสู้แบบหนึ่งต่อสอง เยี่ยเฉินเฟิงยังไม่อยากลองเสี่ยงจึงไม่ได้ลงมือจู่โจมพวกเขา
“อ้าว แปลกชะมัด ข้าััได้ว่ามีคนอยู่ตรงนี้แท้ๆ เลย ทำไมถึงหายตัวไปไวขนาดนี้ล่ะ” ชายหนุ่มร่างสูงมีพลังตรวจจับทางิญญาสูงกว่าคนทั่วไปสืบเนื่องมาจากทักษะิญญาที่เขาฝึกฝน ดังนั้นเมื่อครู่นี้เขาจึงจับััได้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงอยู่ตรงนั้น แต่พอเร่งไล่ตามมากลับพบว่าที่นี่ไม่มีใครอยู่เลยสักคน ทำให้เขาสับสนงุนงงมาก”
“เหลียนลู่ เ้าจับััพลาดไปเองหรือเปล่า” คู่หูของเขาเอ่ยถาม
“ไม่น่าใช่นะ” เหลียนลู่หลับตาลงและตรวจจับบริเวณรอบๆ อีกครั้ง แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด เขาส่ายหัวไปมาพร้อมบ่นพึมพำ “บางทีข้าอาจจะจับััผิดไปจริงๆ นั่นแหละ”
กล่าวจบ ทั้งสองคนก็พากันหายเข้าไปในป่าลึกโดยไม่คิดจะหยุดพัก ไล่ตามหาศิษย์ที่กระจัดกระจายกันออกไปในสนามทดสอบ
“ศิษย์ของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไม่ธรรมดาจริงเสียด้วย”
เยี่ยเฉินเฟิงหลบซ่อนอยู่ในพุ่มไม้อีกสักพัก จนกระทั่งทั้งสองคนเดินทางออกไปไกลแล้วเขาจึงค่อยออกมาจากพุ่มไม้และเคลื่อนตัวไปทางสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ต่อ
เวลาไหลผ่านไปทีละเล็กทีละน้อย ตามระยะทางที่เข้าใกล้มากขึ้น จำนวนสัตว์ดุร้ายในป่าเขาก็ยิ่งชุกชุม ทว่าพลังที่แท้จริงของเยี่ยเฉินเฟิงในอดีตเทียบกับตอนนี้ไม่ติดเลย นอกเสียจากเผชิญหน้ากับสัตว์วิเศษที่น่ากลัว มิฉะนั้นแล้วต่อให้เจอกับสัตว์อสูรระดับเก้าเขาก็ไม่หวั่นเกรง
“ปัง!”
เยี่ยเฉินเฟิงปล่อยหมัดอันทรงพลังใส่หมาป่าเขี้ยวพิษตัวหนึ่งจนศีรษะของมันะเิออกจากแรงชก ร่างใหญ่โตปลิวกระแทกต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่ไกลออกไป สิ้นใจตายคาที่
“ไม่รู้ว่ายังอยู่ห่างจากสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์แค่ไหนกัน”
หลังจากฆ่าหมาป่าเขี้ยวพิษตายไป เยี่ยเฉินเฟิงก็ดีดตัวกระโจนขึ้นไปอยู่บนยอดไม้ของต้นโอ๊กเหล็กที่สูงเกินสิบเมตร ทอดสายตามองไปยังที่ไกลๆ เพื่อแยกแยะทิศทาง
ในขณะที่เขายืนยันทิศทางได้แล้วและกำลังจะมุ่งหน้าไปทางสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ต่อ เสียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวก็ดังลั่นผืนป่าอันเงียบสงัดขึ้นเสียก่อน
“เป็นาง?”
ได้ยินเสียงกรีดร้องอันคุ้นหู คิ้วของเยี่ยเฉินเฟิงก็ขมวดเข้าหากันทันที สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะขยับเข้าไปดูสถานการณ์ใกล้ๆ ว่าจีชิงเสวี่ยเผชิญหน้ากับปัญหาอะไรอยู่
