ฉินอวี่พยายามนิ่งเฉยเอาไว้ ไม่ให้ตนเองแสดงออกไปมากนัก!
ความแข็งแกร่งของวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรต ฉินอวี่รู้จักมันเป็อย่างดี เป็เพราะเขาได้ััความแข็งแกร่งของมันมาด้วยตนเอง และยิ่งมีความ้าอย่างมากที่จะส่วนที่เหลือทั้งสี่ เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะรอให้ระดับฝึกฝนของตนเองพัฒนาขึ้นมาเสียก่อน จึงจะตามหาส่วนที่เหลืออีกสี่ปริวรรต แต่กลับนึกไม่ถึงว่าตอนนี้จะได้เบาะแสของส่วนที่เหลือแล้ว เพียงแต่ เื่นี้จะรีบร้อนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้จู๋ฮวงระแคะระคาย
“ด้วยพละกำลังดั้งเดิมของเ้า หากเ้ารู้แล้วทำไมเ้าไม่ไปตามหามันล่ะ? ข้าว่าเ้าคิดจะปกปิดข้ามากกว่า!” ฉินอวี่ยังคงยียวน
“เ้าเด็กน้อย เ้านี่ไม่รู้อะไร ตอนที่ข้าลุกขึ้นมาได้ วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตนั่นก็สูญหายไปแล้ว? สามารถหามาได้หนึ่งปริวรรตก็นับว่าโชคดีมากแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนั้น ข้าก็เพียงแต่ได้ยินเื่เบาะแสของส่วนอื่นๆ ที่หายไป และยังไม่ทันไปออกตามหา ก็ถูกกักขังไว้เสียก่อน ไม่เช่นนั้น ตาแก่นั่นจะกักขังข้าไว้ได้หรือ?” จู๋ฮวงพูดอย่างเ็า
“เช่นนั้นหรือ?” ฉินอวี่หรี่ตาลง ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกใจสั่น จากที่ฟังจู๋ฮวงพูดมา วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตน่าจะเป็สิ่งที่ได้มายากยิ่งนัก แม้แต่คนระดับสูงสุดยังต้องสิ้นเปลืองพลังไปมากเพื่อให้ได้มาเพียงหนึ่งปริวรรต เช่นนั้นแล้ว... ทำไมหอตำราสำนักเทียนฉีในตอนนั้นจึงมีส่วนของสองปริวรรตแรกล่ะ? ใครเป็คนนำมาไว้ที่นั่น? หรือว่าจะเป็ปรมาจารย์ของสำนักเทียนฉี?
ความคิดเช่นนี้ปรากฏขึ้นเพียงครู่เดียวเท่านั้น ฉินอวี่ก็ไม่คิดอะไรมากเช่นกัน หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้น “แล้วในการเปลี่ยนแปลงที่เหลืออยู่ที่ไหน?”
จู๋ฮวงตอบออกไปทันทีอย่างไม่ลังเล “จะให้บอกเ้าก็บอกได้ รอให้เ้าพาข้าไปยังแผ่นผนึกธรณีก่อน ข้าจึงจะยอมบอกเ้า”
ฉินอวี่ยิ้มเยาะ และพูดว่า “ต่อให้เ้าบอกข้าตอนนี้ ใครจะยืนยันได้ล่ะว่าเ้าพูดความจริง? อีกอย่าง... จะมีวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตอยู่จริงหรือไม่ก็ไม่อาจรู้ได้ คิดจะยกเื่นี้มาข่มขู่ข้าหรือ? เช่นนั้นเ้าก็เก็บเอาไว้คนเดียวเถอะ...”
“เ้า...” จู๋ฮวงนึกไม่ถึงว่าฉินอวี่จะเปลี่ยนใจเร็วเช่นนี้ จนเขาไม่ตอบสนองอยู่นาน
“พอเถอะ สอนการเปลี่ยนพลังปราณให้ข้าเถอะ ข้าจะลองดูก่อนว่าได้หรือไม่ หากไม่ได้ละก็ ค่อยมาหาวิธีใหม่กัน” ฉินอวี่พูดอย่างหมดความอดทน
จู๋ฮวงรู้สึกเพียงว่าเมื่อตนเองต้องเผชิญหน้ากับฉินอวี่ หัวใจของเขาไม่เคยสงบได้เลยสักครั้ง หากเพิ่งจะสงบลงได้ ก็จะกลับขึ้นมาวุ่นวายใจอีกทุกครั้งไป แต่เมื่อลองชั่งดูสถานการณ์แล้ว ในใจของจู๋ฮวงก็แอบเตือนตัวเองเสมอ ว่าต้องระงับความโกรธที่เกิดขึ้น จากนั้นจึงบอกฉินอวี่เกี่ยวกับรายละเอียดโดยย่อของวิชาเปลี่ยนพลังปราณ
แน่นอนว่าวิชาเปลี่ยนพลังปราณกับวิชาปีศาจคลั่งปริวรรตที่หนึ่ง ย่อมมีรายละเอียดโดยย่อที่เหมือนกัน ฉินอวี่จึงแสร้งทำเป็ครุ่นคิดและพูดออกไป “ข้าขอลองดูวิชาเปลี่ยนพลังปราณนี่ดูก่อนก็แล้วกัน!” พูดจบ เขาก็รวบรวมสมาธิอีกครั้ง นั่งลงหลับตาทำสมาธิ และในใจก็เริ่มศึกษาเื่ไข่มุกอสุนีปรโลกอีกครั้ง
ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉินอวี่ก็ลืมตาขึ้น จิตใจของเขาก็พุ่งไปยังฝ่ามือด้านขวา และพูดอย่างโกรธเคือง “นี่คือวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตซึ่งเป็หนึ่งในสามยอดทักษะยุทธ์แห่งยุคหงหวงที่เ้าพูดถึงหรือ? ทำไมข้าไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย? เ้าหลอกข้าหรือ? ข้าว่าเ้าคงเบื่อมากใช่หรือไม่ที่จะมีชีวิตอยู่ หากข้าตาย เ้าแน่ใจหรือว่าเ้าจะมีจุดจบที่ดี?”
“ไม่สิ! เ้าแน่ใจหรือว่าพลังปราณของเ้าไม่ถูกเผาผลาญ?” จู๋ฮวงพูดอย่างประหลาดใจ
“ข้าเกิดการเผาผลาญหรือไม่เ้าไม่รู้สึกหรือ? เ้าหยุดเสแสร้งกับข้าเสียทีเถอะ! ในเมื่อเ้าคิดจะปกปิด เช่นนั้นเ้าก็ปกปิดของเ้าต่อไปเถอะ ข้าไม่้าให้เ้าสอนแล้ว!” ฉินอวี่แสร้งทำเป็พูดด้วยความหงุดหงิด
“เ้าหนุ่ม เวลาแบบนี้ใครจะไปปิดบังเ้ากันเล่า? ก็เห็นอยู่ว่าเป็เพราะความรู้และปัญญาเ้ามีไม่มากพอ ยังจะมาโยนความผิดให้ข้าอีก?” จู๋ฮวงพูดอย่างโกรธเคือง ในใจของเขาก็เริ่มสงสัยเช่นกัน หรือว่าจิติญญาที่เหลือนั่นจะจำผิด? ไม่น่าเป็ไปได้เลย!
“เ้าตั้งใจจะหลอกข้าั้แ่แรกอยู่แล้วใช่หรือไม่? จึงบอกเคล็ดวิชาโดยย่อกับข้าอย่างส่งเดชว่าเป็หนึ่งในสามยอดทักษะยุทธ์ แล้วยังจะบอกอีกว่ารู้เบาะแสของการเปลี่ยนแปลงที่เหลืออะไรนั่น ที่แท้เ้าก็มั่วนิ่มสร้างเื่ขึ้นมา ในเมื่อเ้าชอบแบบนี้ก็ได้ เช่นนั้นเ้าก็ค่อยๆ หลอกต่อไปเถอะ!” ฉินอวี่กล่าวอย่างเ็า
“เ้า... เ้า... ใครมั่วนิ่มสร้างเื่กันฮะ?” จู๋ฮวงแทบจะโกรธจนเป็ลม
“ไม่ได้โกหก? แล้วเช่นนั้นวิชาปีศาจคลั่งส่วนที่เหลือมันคืออะไรบ้างล่ะ? เป็ไปได้หรือว่าคนพละกำลังขนาดเ้าจะไม่ได้มันมา?” ฉินอวี่
เยาะเย้ย
“ข้าก็บอกไปแล้วว่าส่วนที่เหลือข้าไม่ทันได้มันมา แต่ข้ารู้ว่าอยู่ที่ไหน...” จู๋ฮวงตอบอย่างชัดเจน
“แล้วอยู่ไหน? อยู่ที่ใดสักแห่งในแดนต้าโหมวเทียนหรือไม่ล่ะ? หรือจะบอกว่าอยู่ในที่ซึ่งเ้าถูกสะกดไว้?” ฉินอวี่กล่าวอย่างเ็า
“ในอดีต วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตถูกแบ่งออกเป็หกส่วน แต่ก็ถูกแต่ละกลุ่มอำนาจแย่งกันไป จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นราวกับพายุพัดไปทั่วทั้งยุคหงหวง ในท้ายที่สุด วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตจึงเกิดสูญหาย และไร้การสืบทอด เ้าเด็กน้อยเอ๋ย เ้าคิดว่าการจะหาส่วนที่เหลือมันง่ายนักหรือ? ข้าต้องผ่านความยากลำบากมามากกว่าจะได้รู้ว่าเบาะแสของปริวรรตลำดับที่ห้าอยู่ที่ใด ก็คือที่นั่น...” จู๋ฮวงพูดอย่างหงุดหงิด แต่พูดถึงท้ายที่สุด เสียงของเขาก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
ฉินอวี่กระสับกระส่ายอยู่ในใจ แต่ท่าทีของเขากลับดูสงบนิ่ง ก่อนจะพูดอย่างเ็า “ที่นั่น? นั่น... อะไร? คิดจะสร้างสถานที่มาหลอกลวงอีกหรือ? จะต้องให้เวลาเ้าสักสามวันด้วยหรือไม่?”
“ฮึ บอกเ้าแล้วมันจะทำไม? กลัวว่าเ้าจะเอามาไม่ได้นะสิ? ปริวรรตลำดับที่ห้าอยู่บนเรือมรณะ!” จู๋ฮวงพูดด้วยน้ำเสียงเ็า อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย
“เรือมรณะ? ยังจะพูดจาเหลวไหลโกหกข้าอยู่อีก!” ฉินอวี่เย้ยหยัน แต่ความคิดของเขากลับประมวลผลอย่างรวดเร็ว และพยายามนึกอย่างละเอียดว่าตนเองเคยได้ยินชื่อของเรือมรณะมาก่อนหรือไม่ แม้ว่าจะนึกไม่ออกในทันที แต่ฉินอวี่ก็เริ่มนึกขึ้นได้รางๆ ดูเหมือนเขาจะเคยได้ยินชื่อของเรือมรณะจากที่ไหนสักแห่ง!
“คนรุ่นหลังอย่างพวกเ้าจะรู้จักเรือมรณะหรือ? เรือลำนั้นทั้งลึกลับทั้งแปลกประหลาด แม้ตอนที่ข้าอยู่ใน่เวลาสูงสุด ก็ยังไม่กล้าจะขึ้นไปเหยียบ เหตุที่เรือลำนั้นถูกเรียกว่ามรณะ นั่นก็เป็เพราะผู้ที่ขึ้นไปเหยียบบนเรือลำนั้นทุกคน... ต่างไม่มีชีวิตเลยสักคน ทั้งหมดต่างเสียชีวิตไปหมดแล้ว” คำพูดของจู๋ฮวงแฝงไปด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“เรือมรณะ!” ฉินอวี่พึมพำ แต่เขาก็ยังนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ฉินอวี่จึงพูดขึ้น “แล้วเรือมรณะอยู่ที่ไหน?”
“อยู่ที่ไหน? เ้าถามข้าแล้วข้าจะไปถามใครล่ะ? เรือมรณะนั่นมีอยู่ในตำนาน ได้ยินมาว่ามันคือสถานที่ซึ่งมี์เป็ทะเล มีผลกรรมเป็เชื้อ แต่ไม่รู้ว่ามันมาจากที่ใด และไม่รู้ว่าจะไปที่แห่งใด...” จู๋ฮวงพูดเบาๆ แต่ในใจก็ไม่อาจหยุดเยาะเย้ยได้ เ้า้าเบาะแสของวิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตมิใช่หรือ? ข้าก็เลยบอกเ้าในส่วนที่ได้มายากที่สุด แล้วเป็อย่างไร? แล้วเ้าจะหาเรือมรณะเจอหรือไม่ล่ะ? หรือต่อให้เ้าหาจนพบเ้าคิดว่าจะขึ้นไปบนเรือเพื่อเอาวิชาปีศาจคลั่งปริวรรตที่ห้ามาได้หรือ?
ฉินอวี่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร และยังไม่เชื่อคำพูดทั้งหมดของจู๋ฮวง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เชื่อ ท้ายที่สุด ตอนนี้ไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ไม่สามารถยืนยันอะไรได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ ฉินอวี่คาดการณ์ได้ว่า จู๋ฮวงจะต้องรู้แน่นอนว่าส่วนที่เหลืออยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้คงไม่อาจถามต่อไปได้แล้ว ไม่เช่นนั้น ก็จะยิ่งทำให้เขาหวาดระแวง คราวนี้สิ่งที่ได้อาจเป็ความสูญเสียมากกว่ากำไร
“ข้าเชื่อเ้าก็แปลกแล้ว เอาล่ะ วิชาปีศาจคลั่งหกปริวรรตอะไรนั่นข้าไม่้าแล้วล่ะ เ้ายังมีอะไรที่ช่วยเพิ่มพละกำลังของข้าในเวลาอันสั้นได้อีกบ้าง? แต่ถ้ายังเป็เหมือนกับวิชาเปลี่ยนพลังปราณนั่น เ้าก็หมดห่วงเถอะ เ้าอยากตาย แต่ข้าไม่อยากตาย ข้าไม่มีเวลามากพอที่จะมาเล่นกับเ้า!” ฉินอวี่พูดด้วยน้ำเสียงที่หมดความอดทน
“เ้าเห็นข้าเป็อะไร? ้าอะไรก็มีให้ได้อย่างนั้นหรือ? วิชาเปลี่ยนพลังปราณนี่เ้าลองคิดดูให้ดีก่อนเถอะ หากสามารถศึกษาได้ละก็มันก็มากพอจะทำให้เ้าข้ามผ่านด่านต่างๆ ได้ ใน่เวลาอันสั้นนี้ เ้าลองศึกษาเื่การเปลี่ยนพลังปราณเถอะ ข้าจะสอนเ้าให้อีกชนิดหนึ่ง เผื่อเอาไว้...” จู๋ฮวงก็กลัวเช่นกัน กลัวว่าฉินอวี่จะพบกับเหตุการณ์ไม่คาดคิด กลัวว่าจะกระทบกลับมาถึงตนเอง จึงยอมบอกวิชาลับให้กับฉินอวี่เพิ่มอีกหนึ่งวิชา
“วิชาลับนี้ชื่อว่า...”
สามเดือนผ่านไปในพริบตา เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองวันก็จะเป็การทดสอบในหอคอยเทียนกัง
ในวันนี้ ฉินอวี่เปิดประตูออกมา และขณะที่กำลังก้าวเท้าออกจากห้อง แต่กลับมองเห็นเงาบางอย่างในลานที่พักอย่างไม่ตั้งใจ ราวกับเหมยหิมะที่ต้านลมหนาว สง่าภาคภูมิ
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นอย่างชัดเจน ฉินอวี่ก็ตกตะลึงในทันที!
