ในวันรุ่งขึ้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกับเยวี่ยเจาหรานต้องไปที่วังเสียก่อน หลังจากนั้นค่อยตามไปที่ลานเขามู่หลานพร้อมกับกองทัพใหญ่ ส่วนแม่ทัพเยี่ยนแม้ว่าจะต้องติดตามฮ่องเต้ไปลานล่าสัตว์ก่อน แต่เพราะเมื่อคืนแม่ทัพเยี่ยนต้องอยู่ในวังเพื่อจัดการราชการงานแผ่นดินกับฮ่องเต้จึงไม่ได้กลับจวน จึงไม่ได้นอนทั้งคืน
ด้วยเหตุนี้เมื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วและเยวี่ยเจาหรานเห็นแม่ทัพเยี่ยนจากไกลๆ ถูกสายตาที่มีรอยดำคล้ำของแม่ทัพเยี่ยนจ้องมาทำให้ใกลัวจนเกือบจำไม่ได้
“อรุณสวัสดิ์ท่านพ่อ” เยวี่ยเจาหรานกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเอ่ยทักทายแม่ทัพเยี่ยนอย่างพร้อมเพรียงกัน แม่ทัพเยี่ยนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองทั้งสองคน แล้วจึงเอ่ยว่า “พวกเ้ามากันแต่เช้าเชียว”
โดยปกติแล้ว เวลาจะใช้สรรพนามเรียกบิดามารดาของตนเอง เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วกับเยวี่ยเจาหรานจะรู้กันสองคนว่าจะมอบหมายให้ใครเป็คนจัดการเื่นี้เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกลำบากใจที่ไม่รู้ว่าเรียกอย่างไรถึงจะเหมาะสม ดังนั้นบุคคลที่ ‘ต้อนรับ’ แม่ทัพเยี่ยน นั่นก็คือเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว
“ข้ามารอราชรถของฝ่าา จึงไม่กล้ามาสาย” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโค้งคำนับเล็กน้อย นางดูมีความเป็ผู้ใหญ่มากกว่าเมื่อเทียบกับยามที่นางอยู่บ้าน
แม้ว่าแม่ทัพเยี่ยนกับเยวี่ยเจาหรานจะรู้อยู่แล้วว่า เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วที่มีบุคลิกที่ดูเป็ ‘ผู้ใหญ่และสุขุม’ นั้นเป็เพียงแค่ภาพลวงตา ทว่าผู้คนรอบๆ ที่ไม่รู้จักอย่างลึกซึ้งแม้จะชวนสับสนอยู่สักหน่อยแต่ก็ถือว่านางยังมีประโยชน์
แต่การที่เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วโค้งคำนับสองครั้งตามมารยาทจึงดึงดูดคำชมจากคนรอบข้าง ยิ่งไปกว่านั้นบางคนทำไมถึงเรียกว่า ‘เยี่ยนอวิ๋นเฟย’ ว่าเป็อัจฉริยะจาก์?
แน่นอนว่าเป็เพราะ ‘เยี่ยนอวิ๋นเฟย’ และ ‘เยวี่ยเยียนหราน’ สองคนนี้ถูกเชิญเข้าร่วมงานล่าสัตว์ได้แม้จะไม่มีตำแหน่งราชการ
เสียงคำชมเชยและสรรเสริญที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ ตัวอย่างเช่น มีคนคิดว่าสองคนนี้สามารถยืนคู่กันต่อหน้าฮ่องเต้กับฮองเฮาเช่นนี้ได้เป็เพราะความดีความชอบจากบรรพบุรุษเกือบทั้งหมด ไม่ว่าอย่างไรตระกูลเยี่ยนก็ผ่านมาสามรุ่นที่ทั้งหมดล้วนแต่ติดตามฮ่องเต้ออกรบแย่งชิงแผ่นดินร่วมกัน
ตระกูลเยวี่ยยิ่งไม่ต้องพูดถึง อยู่กับฮ่องเต้มาสี่สมัยรวมกับสองมหาบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ ดูแลรับผิดชอบเกือบทั้งหมดที่เป็ส่วนสำคัญ เป็ภาพลักษณ์ที่ดีให้กับบรรดาขุนนาง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ถ้าวันใดเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับสองตระกูลนี้ เกรงว่าราชสำนักคงสั่นคลอนเป็แน่
ในราชสำนักแม่ทัพเยี่ยนพยายามฝึกฝนการต่อสู้อย่างหนักมาหลายปี เขาย่อมรู้ดีว่าวันนี้ย่อมมีหลายคนที่รอหัวเราะเยาะ ‘ลูกชาย’ ของเขา ในใจยิ่งไม่อาจจินตนาการได้ว่าเื่อันตรายใน่สิบวันของการล่าสัตว์นี้จะมีมากแค่ไหน แม่ทัพเยี่ยนพยักหน้าไปทางเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว หลังจากนั้นจึงขยับเข้าไปใกล้ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “่ระยะเวลาของการล่าสัตว์ มีสายตาหลายคู่ที่กำลังจับจ้องพวกเ้า อย่าประมาท เข้าใจหรือไม่?”
“ท่านพ่อ ลูกเข้าใจ” ถึงแม้ว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่เพื่อให้ท่านพ่อวางใจ อย่างน้อยก็เป็คำโกหกที่จำต้องเอ่ย
ดังนั้นเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเลยเลือกที่จะตอบว่าเข้าใจ แต่ไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าอย่างไรต่อให้ใช้ทองพันชั่งมาซื้อใจท่านพ่อให้วางใจก็คงเป็เื่ที่ยาก เกรงว่าแม่ทัพเยี่ยนคงหลีกเลี่ยงที่จะออกไปล่าสัตว์ขี่ม้าหรือยิงธนูเป็แน่ เพราะอดไม่ได้ที่เป็กังวลเกี่ยวกับสาวน้อยตัวเหม็นที่ยังไม่โตของตน นี่คือสิ่งที่ไม่ดีของการเป็เด็ก!
เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วพูดปลอบใจตัวเองไปด้วยทั้งบอกกับตัวเองไปด้วยว่า : เ้าจะกลัวอะไร ถึงอย่างไรก็มีเยวี่ยเจาหรานอันชาญฉลาดอยู่ข้างกาย อย่างแย่ที่สุดก็ร่วมมือกันและรีบปลีกตัวออกไปให้เร็วที่สุด
ช่างน่าเสียดายที่แม่ทัพเยี่ยนใช้ชีวิตอยู่สนามรบมาหลายปี แต่ไม่สามารถใช้สายตาอันเฉียบคมมองผ่านความคิดของลูกสาวได้ คาดไม่ถึงว่าจะเชื่อเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วอย่างหมดใจและไม่ได้พูดอะไรอีก
เมื่อฮ่องเต้เสด็จมาถึง กลุ่มคนก็ะโอย่างกึกก้อง และในที่สุดก็เริ่มออกเดินทางไปลานล่าสัตว์
แม้ว่าครั้งนี้จะมีข้อปฏิบัติในการนั่งแยกรถม้าระหว่างชายหญิง แต่ทว่าเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วยังไม่ได้รับราชการ ดังนั้นจึงนับว่าเป็บุคคลที่ไร้ตำแหน่ง และเยวี่ยเจาหรานก็ถูกฮองเฮาพาตัวมาด้วยกัน ดังนั้นฮองเฮาจึงไม่ยอมให้เยวี่ยเจาหรานห่างตัวโดยปล่อยให้นั่งรถม้าร่วมกับนางสนมคนอื่นๆ แต่ฮองเฮาก็ไม่สามารถห่างจากฮ่องเต้ได้ จึงทำได้เพียงให้เยวี่ยเจาหรานกับเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วไปนั่งอยู่รถม้าคันสุดท้าย และไปที่ลานล่าสัตว์ด้วยกัน
สำหรับรถม้าคันนี้ควรเรียกว่าอะไรดีล่ะ เรียกว่า… รถม้าพิเศษสำหรับบุคคลที่ไม่มีตำแหน่ง
แต่ทั้งสองคนที่ถูกจัดว่าเป็ประเภทบุคคลไม่มีตำแหน่งที่กำลังพูดคุยอย่างสนุกสนานหัวเราะมีความสุข ราวกับว่าออกมาขี่ม้าล่าสัตว์จริงๆ หรือพูดได้อีกอย่างว่าไม่มีความรอบคอบใดๆ เลย
“เมื่อวานยังพูดไม่ทันจบ สรุปว่ากำหนดการล่าสัตว์มีอะไรบ้าง?” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเอาเมล็ดแตงโมออกมาหนึ่งกำมือซึ่งไม่รู้ว่านางเอามาจากไหน หยิบใส่เข้าปากแทะเสียงดังจ๊อบแจ๊บ ทำให้เยวี่ยเจาหรานอยากกินเหมือนกัน แต่ทำได้เพียงปล้นของในมือของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วมากำไว้
ทั้งสองคนกินเมล็ดแตงโมไปนั่งคุยกันไปอย่างมีความสุข เห็นได้จากเยวี่ยเจาหรานนั่งไขว่ห้างเลียนแบบให้เหมือนเยี่ยนอวิ๋นหลิ่ว นำเปลือกเมล็ดแตงโมที่อยู่ในมือโยนทิ้งออกนอกหน้าต่างรถม้า แล้วพูดอย่างผ่อนคลายว่า “ในอดีต การล่าสัตว์มีแค่ห้าวัน วันแรกฮ่องเต้ต้องเป็คนออกไปล่าและฆ่าสัตว์ตัวแรกเสียก่อน หลังจากเปิดพิธีเสร็จสิ้น สามวันแรกจะเป็การล่าอย่างอิสระ บางครั้งก็มีการจัดการแข่งขันชู่จวี [1] เพื่อความสนุกสนาน และในวันสุดท้ายฮ่องเต้ยังต้องเหนื่อยถ่อสังขารอีกวัน ล่าสัตว์ตัวสุดท้ายที่มีหัวหางของมันอยู่ครบ จึงจะถือว่าเป็การปิดท้ายที่ไม่เลว
“เอ๊ะ สัตว์ตัวแรกฮ่องเต้จะเป็คนล่าเองหรอกหรือ?” เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วเริ่มรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น เมื่อก่อนได้ยินมาว่า ฮ่องเต้ของเรานั้นเพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊ เช่น สามารถกำหนดฟ้าดินได้เพียงจรดพู่กัน ด้านวรยุทธ์และการขี่ม้าก็ทำให้ใต้หล้าสงบสุขได้ แต่ไม่เคยได้ยินว่าฮ่องเต้จะล่าสัตว์ด้วยพระองค์เอง?
เพราะเหตุนี้จึงทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วตื่นเต้นจนอดใจรอชมไม่ไหว!
อย่างไรก็ตามคำพูดแค่ไม่กี่คำของเยวี่ยเจาหราน กลับทำให้เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วจิตใจะโโลดเต้น รอคอยวันที่ฮ่องเต้ออกล่าสัตว์ด้วยพระองค์เอง เยวี่ยเจาหรานยิ้มออกมาเล็กน้อย แล้วพูดว่า "เ้าอย่าดีใจเร็วเกินไป ในนามฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ล่าหัวสัตว์หนึ่งหัว แต่ฮ่องเต้ไม่สามารถอยู่ใกล้กับอันตรายได้ เ้าไม่สามารถดูฮ่องเต้สู้กับหมีั์จริงๆ ได้หรอกใช่หรือไม่? สัตว์ที่อาศัยอยู่ในลานเขาแห่งนี้ แม้ว่าจะเป็การเลี้ยงไว้ แต่การดำรงชีวิตของพวกมันก็ไม่ต่างจากด้านนอกเท่าไร สัตว์ที่ถูกฝึกมาก็ไม่ใช่กระต่ายขาวทั้งหมด เ้าเข้าใจหรือไม่?"
สิ่งใดกันที่ที่เรียกว่าในนาม? ดวงตากลมโตของเยี่ยนอวิ๋นหลิ่วแสดงความสงสัยเล็กน้อย นางกะพริบตาแล้วถามต่อว่า “ข้าจะยกเมล็ดแตงโมทั้งหมดให้เ้ากิน เ้ารีบเล่าเื่วิธีการล่าสัตว์ของฮ่องเต้ให้ข้าฟังสักที!”
“วิธีการอย่างนั้นหรือ ไม่มีอะไรที่พูดไม่ได้ ผู้มีฝีมือของลานสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์ไว้จะกำหนดสถานที่เอาไว้ แล้วนำสัตว์สักสองถึงสามตัวไปวางซึ่งจะเป็สัตว์ที่ไม่ค่อยดุร้าย สัตว์ที่นำมาวางไว้ อย่างเช่น กวางเหมยฮวา [2] หรือจิ้งจอกขาว ก็ถือว่าเป็การให้โชคฮ่องเต้ไปโดยปริยาย นี่คือวิธีการที่คนรู้กัน”
เยวี่ยเจาหรานที่กินแตงโมอยู่นั้นพูดออกมาอย่างเถรตรง รู้เื่สิ่งใดก็พูดออกมาหมดเปลือก ไม่ว่าอย่างไรถ้าได้กินของผู้อื่นต้องพูดความจริงสิ!
พอได้ฟังคำตอบของเยวี่ยเจาหราน เยี่ยนอวิ๋นหลิ่วก็เหมือนกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลม พลังงานความสุขและความสนุกถูกปล่อยออกไปหมด ถึงอย่างไรนางเป็คน ‘เืร้อน’ ในระดับหนึ่ง นางแค่อยากเห็นการต่อสู้ ไม่ได้อยากเห็นการจัดฉากให้ฮ่องเต้ล่าสัตว์…
นอกจากนี้ จะเกิดสิ่งใดขึ้นถ้าผู้มีฝีมือไม่ระวัง ไม่ได้จัดกวางให้ฮ่องเต้ กลับจัดผีเสื้อ หากจัดนกนางแอ่นให้กับเหล่าองค์ชาย จะทำอย่างไร? การแข่งขันครั้งนี้จะเป็สิ่งล้ำค่าหรือจะเป็แค่เื่น่าขันกันแน่…
เชิงอรรถ
[1] ชู่จวี หมายถึง เป็การละเล่นหรือกีฬาชนิดหนึ่งของจีนโบราณ ที่มีลักษณะการเล่นคล้ายกับฟุตบอลในยุคปัจจุบัน
[2] กวางเหมยฮวา หมายถึง กวางซิกา
