บทที่ 132 เกิดเื่
เพราะก่อนหน้านี้วางแผนจะไปเมืองหลวงอยู่แล้ว พอถึงวันที่ลู่จิ่งซานบอกสวี่จือจือว่าเขาจะไปเมืองหลวง เธอจึงไม่แปลกใจ
“ฉันไม่ต้องไปกับคุณด้วยเหรอ?” สวี่จือจือแปลกใจเล็กน้อย
“คุณอยู่บ้านอ่านหนังสือให้สบายใจเถอะ” ลู่จิ่งซานบอก “ทางนั้นติดต่อไว้เรียบร้อยแล้ว มีเสวียหมินไปด้วยผมกลับมาเร็วแน่นอน ไม่ต้องเป็ห่วง”
สวี่จือจือมองค้อนเขาหนึ่งที
ใครเป็ห่วงเขากัน?
เธออยากบอกว่าหนังสือเธออ่านเกือบหมดแล้ว ชาติก่อนสอบเข้ามหาลัยที่ยากกว่านี้เธอยังชนะมาได้ แล้วนี่เพิ่งฟื้นสอบ จะยากแค่ไหนกัน?
“ผมไปแล้วฝากคุณดูแลคุณย่าด้วยนะ” ลู่จิ่งซานพูดต่อ
คำที่สวี่จือจือจะพูดก็พูดไม่ออก
เขาจัดการทุกอย่างแล้ว ถ้าเธอพูดอะไรเพิ่ม จะเหมือนเธอขาดเขาไม่ได้
เหอะ ผู้ชายนี่นะ!
“ผมบอกฉางเซิงแล้ว ถ้ามีอะไรคุณบอกเขาได้เลย ให้เขาไปจัดการ” ลู่จิ่งซานบอกอีก
เขาหมายถึงมีกู้เสวียหมินไปด้วยก็พอ แต่คุณนายลู่รู้สึกว่าต้องมีคนตระกูลลู่ไปด้วยถึงจะดี เลยส่งลู่จิ่งเหนียนไปด้วยกัน
หลังลู่จิ่งซานไป สวี่จือจือยังไปดูร้านซาลาเปาทุกสองวัน แล้วเริ่มทบทวนหนังสือกับลู่ซืออวี่
ทุกวันผ่านไปอย่างวุ่นวายและเต็มไปด้วยความสุข องุ่นในลานบ้านสุกเต็มที่ สวี่จือจือยังยืนใต้เถา หาองุ่นใสแจ๋วกินเหมือนเดิม บางครั้งถือชามเต็มไปด้วยองุ่นที่เด็ดมา แล้วพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “ลู่จิ่งซาน คุณดูสิ ฉันเด็ดองุ่นมาเยอะเลย หวานมาก”
แต่ข้างหลังไม่มีเงาลู่จิ่งซาน
เขาไปเมืองหลวงได้เดือนกว่าแล้ว
ยามว่างสวี่จือจือก็นึกถึงเขา อดสงสัยไม่ได้ว่าภายใต้การดูแลของแพทย์แผนจีนคนนั้น ขาเขาจะหายแล้วหรือยัง?
บางทีครั้งต่อไปที่เจอกัน เขาอาจยืนอยู่เบื้องหน้าเธอได้เหมือนก่อน
วันนี้สวี่จือจือปั่นจักรยานกลับจากอำเภอ เห็นลู่หวยเฟิงในลานบ้าน กำลังคุยกับคุณนายลู่
ตอนกินข้าวมื้อส่งท้ายปี จู่ๆ เริ่นอิ๋งอิ๋งก็อาเจียน ทุกคนคิดว่าเธอตั้งครรภ์ พอวันที่แปดโรงพยาบาลเปิด ลู่หวยเฟิงก็พาเธอไปตรวจ
ผลลัพธ์คือเธอไม่ได้ตั้งครรภ์
เริ่นอิ๋งอิ๋งร้องไห้ออกมาทันที คว้าหมอแล้วถามซ้ำว่าเข้าใจผิดหรือเปล่า
เธอประจำเดือนไม่มาสองเดือนกว่าแล้ว แถม่นี้อาเจียน แน่นหน้าอก อาการเหล่านี้เป็สัญญาณของการตั้งครรภ์ชัดๆ
หมอถูกเธอร้องไห้ใส่จนทำอะไรไม่ถูก เปิดใบอัลตราซาวด์ให้อีกใบ
ผลลัพธ์ไม่ต้องเดา
เริ่นอิ๋งอิ๋งรับไม่ได้ ไปตรวจหลายโรงพยาบาล ผลลัพธ์ก็เหมือนกันหมด
หมอบอกเจอกรณีแบบนี้บ้าง มันเป็ภาพลวงตา คนที่อยากท้องมากๆ ร่างกายจะแสดงอาการท้องเทียม และเริ่นอิ๋งอิ๋งเป็แบบนั้น
พอฟังหมอจบเธอเป็ลมไป ต้องนอนโรงพยาบาลอยู่หลายวันถึงจะฟื้น หลังจากนั้นก็อยู่ที่โรงเรียนของประชาคมตลอด
ครั้งนี้หญิงชราป่วยก็ยังไม่กลับ เพียงแต่ทำไมตอนนี้จู่ๆ ถึงกลับมา?
“จือจือกลับมาแล้วเหรอ?” ลู่หวยเฟิงยิ้มทักทายเธอ “กิจการดีไหม?”
“ค่อนข้างดีเลยค่ะ” สวี่จือจือยิ้ม “อาสามกลับมาเยี่ยมคุณย่าเหรอคะ?”
“อืม” เขาบอก “พาอาสะใภ้สามของเธอกลับมาอยู่ด้วยซักพัก”
เขาพูดต่อ “ได้ยินว่าเธอจะสอบเข้ามหาลัยเหรอ? ไม่เลวๆ มีอะไรให้อาสามช่วยก็บอกได้เลยนะ”
“ขอบคุณอาสามค่ะ” สวี่จือจือเข็นจักรยานไปเก็บ เริ่นอิ๋งอิ๋งยืนอยู่หน้าประตูห้องั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ จ้องมองเธอนิ่งๆ
สวี่จือจือใ
“อาสะใภ้สาม” เธอยิ้มทักทาย
เริ่นอิ๋งอิ๋งยิ้มพยักหน้าตอบรับ แต่สวี่จือจือรู้สึกว่าอย่ายิ้มเลยจะดีกว่า มันน่ากลัว
เธอตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าต้องอยู่ให้ห่างจากอาสะใภ้สามคนนี้
น่าขนลุกจริงๆ
หญิงชราเหนื่อยล้าเล็กน้อย พูดกับสวี่จือจือ “จือจือ เธอเข็นย่าไปนอนหน่อย” แล้วบอกลู่หวยเฟิง “ไปอยู่กับเมียแกเถอะ”
สะใภ้คนนี้เธอไม่ชอบใจมาั้แ่แรก แต่ลูกชายคนเล็กดื้อรั้นกับเื่นี้มาก
คนแก่จะไปสู้ลูกๆ ได้ยังไง? สุดท้ายเธอก็ยอม
เธอไม่ชอบเริ่นอิ๋งอิ๋ง ไม่ใช่เพราะแต่งมานานไม่มีลูก แต่เป็นิสัยหม่นหมอง น่าอึดอัดเกินไป โชคดีที่ลูกชายคนเล็กของเธอไม่ได้รับผลกระทบไปด้วย
ตอนบ่าย สวี่จือจืองีบหลับ พอตื่นมาบ้านเงียบสงัด ลู่ซืออวี่ก็ไม่อยู่
ตอนนั้นเองมีคนเคาะประตู แล้วก็ได้ยินเสียงของเริ่นอิ๋งอิ๋ง “จือจือ ตื่นหรือยัง?”
“อาสะใภ้สาม” สวี่จือจือลงจากเตียง แล้วเปิดประตู “มีอะไรเหรอคะ?”
“เด็กสาวที่ศูนย์พักยุวปัญญาชน ชื่อจิงจิงอะไรสักอย่าง?” เริ่นอิ๋งอิ๋งพูดหน้าตาย “บอกให้เธอไปที่ป่าเล็ก มีอะไรจะคุยเธอ”
“เกาจิงจิง?” สวี่จือจือสงสัย “มีอะไรทำไมไม่เข้ามาคุยที่บ้านล่ะคะ?”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง” เริ่นอิ๋งอิ๋งพูดเสียงเรียบ “อาจเพราะข้างๆ มีหนุ่มปัญญาชนใส่แว่นด้วยมั้ง”
เมิ่งไห่หยาง?
เกิดอะไรที่ศูนย์พักยุวปัญญาชน? หรือข้อมูลมีปัญหา?
สวี่จือจือสงสัยในใจ ไม่ทันเห็นว่าใบหน้าไร้อารมณ์ของเริ่นอิ๋งอิ๋งมีแววตื่นเต้นวูบหนึ่ง และมือของอีกฝ่ายยังจับลูกบิดแน่น
“ฝากข้อความแล้ว ฉันกลับก่อนนะ” เธอพูดเสียงเรียบ
“ขอบคุณอาสะใภ้สามค่ะ” สวี่จือจือไม่คิดมาก บอกลาเริ่นอิ๋งอิ๋ง
ตอนนอนเธอใส่ชุดนอนผ้าฝ้ายที่ลู่ซือหยวนเย็บให้ ออกไปแบบนี้ไม่ได้แน่
เธอหันกลับไปเปลี่ยนชุดในห้องแล้วค่อยออกมา
ตอนเดินผ่านหน้าห้องของหญิงชรา อีกฝ่ายกำลังหลับ สวี่จือจือเลยไม่ทัก
ป่าเล็กอยู่ทิศตะวันออกของหมู่บ้าน บ้านตระกูลลู่อยู่ตรงกลาง ตอนนี้บางคนยังคงทำงานตอนบ่าย อากาศร้อน บนถนนแทบไม่มีคน มีแค่เด็กๆ ที่ไม่กลัวร้อน เล่นโยนก้อนหินอยู่ใต้ร่มไม้กัน
สวี่จือจือยิ้มพลางเดินผ่านถนนไปป่าเล็ก
ข้างป่าเล็กมีลำธาร ตอนเธอมาถึง ลมตะวันตกพัดมาพอดี เย็นสบาย
“จิงจิง?” สวี่จือจือะโเรียก
เกาจิงจิงไม่ตอบ แต่สวี่จือจือเห็นเงาคนที่ริมธาร เธอจึงเดินไปทางนั้น
“จิงจิง? ทำอะไรอยู่?” สวี่จือจือยิ้มถาม
พอใกล้ถึง เธอพบว่าเงานั้นไม่ใช่เกาจิงจิง
ยังไม่ทันยืนยัน เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
ไม่ทันให้สวี่จือจือตั้งตัว คนข้างหลังใช้ผ้าฝ้ายปิดปากเธออย่างรวดเร็ว
สวี่จือจือไม่ยอมให้สำเร็จง่ายๆ แต่แรงของคนคนนั้นเยอะมาก แถมผ้าฝ้ายเหมือนใส่ยา เธอสูดดมแล้วเวียนหัวเล็กน้อย
“รถจอดอยู่ข้างถนน อย่าให้ใครเห็น” ก่อนสลบ สวี่จือจือได้ยินเสียงที่คุ้นเคยพูด “บอกเธอว่าส่งคนให้แล้ว เื่ที่รับปากฉันไว้อย่าผิดคำพูดจะดีกว่า”
“อีกอย่างนังหนูนี่ฉลาดมาก พวกคุณระวังด้วย”
สวี่จือจืออยากฟังให้ชัด แต่สมองไม่ฟังคำสั่ง ตอบสนองอะไรไม่ได้แล้ว
.............................