ตอนที่ 5 แยกบ้าน... แยกทาง... และฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดสะบั้น
“คนล้มอย่าข้าม แต่ถ้าคนระยำที่มาข้ามเราก่อน ก็จงบดขยี้มันให้จมพสุธา”
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าของจางซื่อยังคงก้องกังวานอยู่ในอากาศที่เย็นเยียบ ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เสียงหวีดร้องปานจะขาดใจของสะใภ้ใหญ่จะดังะเิขึ้น
“แก... แกตบฉัน! นังรอง! แกกล้าตบฉัน!” จางซื่อกุมแก้มที่บวมเป่ง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความเหลือเชื่อ “ท่านแม่! ช่วยด้วย! นังรองมันเป็บ้าไปแล้ว มันจะฆ่าคนแล้ว!”
หลินชิงเหอยืนนิ่งราวกับรูปสลัก แววตาของเธอไม่มีความสั่นไหวแม้แต่น้อย เธอไม่ได้มองจางซื่อ แบบสายตาของน้องสะใภ้ที่อ่อนแออีกต่อไป แต่มองเหมือนนักธุรกิจที่กำลังกำจัดขยะขวางทาง
“ตบนี้คือการเตือน ถ้าคุณยังไม่หยุดปากพล่อยเื่ความตายของสามีฉัน การตบหน้าจะเป็แค่เื่เล็กน้อย เพราะต่อไปฉันจะลากคุณไปตบหน้ากลางศาลาว่าการเลย! ข้อหาแช่งชักหักกระดูกคนเจ็บ ที่เป็เสาหลักของตระกูล!”
“แก...” จางซื่อสั่นไปทั้งตัว ไม่ใช่เพียงเพราะความโกรธ แต่เพราะรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวหลินชิงเหอนั้นมันรุนแรงจนนางไม่กล้าจะขยับปากอีก
เสียงดังโวยวายเรียกให้ แม่เฒ่าโจว และ โจวต้า (ลูกชายคนโต) รวมถึงชาวบ้านกรูกันเข้ามาที่กระท่อม แม่เฒ่าโจวเห็นสะใภ้ใหญ่คนโปรดล้มลงกับพื้น ก็แทบจะเต้นผางอย่างเดือดดาล
“นังรอง! แกทำอะไรพี่สะใภ้ของแก! แกมันนางปีศาจสิงร่างชัดๆ!” หญิงชราเงื้อมไม้เท้าขึ้นหมายจะฟาด
“หยุดเดี๋ยวนี้!” หลินชิงเหอตวาดก้อง เสียงของเธอนิ่งและทรงอำนาจจนไม้เท้าในมือแม่เฒ่าโจวชะงักค้าง “ถ้าคุณฟาดไม้เท้าลงมาแม้แต่นิ้วเดียว ฉันจะถือว่าตระกูลโจวตัดขาดความเป็คนกับบ้านรอง และฉันจะเดินไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านเดี๋ยวนี้ เพื่อแจ้งความเื่การทารุณกรรมและพยายามฆ่า!”
“พยายามฆ่า? ใครฆ่าใคร!” โจวต้าถามเสียงหลง
“พวกคุณทุกคนไง!” หลินชิงเหอชี้ไปที่แคร่ที่มีโจวเฉิงนอนหายใจรินริน “สามีของฉันทำงานส่งเงินให้พวกคุณทุกอีแปะ แต่พอเขาเจ็บปางตายกลับถูกขับไล่ให้มานอนในกระท่อมผุๆ ไม่พาเขาไปรักษา และเงินที่เขาหามาได้พวกคุณฮุบไปหมด แม้แต่ยาสักถ้วยยังไม่มีให้เขา นี่ไม่เรียกพยายามฆ่าแล้วจะเรียกอะไรได้อีก?”
ชาวบ้านเริ่มซุบซิบกันหนาหูขึ้น “จริงของนางนะ เ้าสอง (เ้ารอง) กตัญญูจะตายไป ดูสิ แผลขนาดนั้นแม่ยังไม่ยอมควักเงินรักษาเลย ช่างอำมหิตจริงๆ”
แม่เฒ่าโจวหน้าถอดสี นางรู้ดีว่าหากเื่นี้ถึงหูทางการ ตำแหน่งว่าที่จอหงวนของลูกชายคนเล็ก (โจวซาน) จะต้องมัวหมอง “แก... แกอย่ามาขู่ข้า! ในเมื่อแกว่าพวกข้าใจดำ งั้นก็ดี! ในเมื่อแกเก่งนัก ก็แยกบ้านไปเลยเป็ยังไง!”
คำพูดนี้คือสิ่งที่หลินชิงเหอรอคอยมาตลอด
“ท่านแม่! … ท่านพูดเช่นนั้นได้อย่างไร?”
หลินชิงเหอแสร้งทำเสียงสั่นเครือ ใจนแทบยืนไม่อยู่ (แต่ภายใจกลับยิ้มกริ่ม)
“หรือว่าเพียงเพราะท่านพี่หมดประโยชน์แล้ว ท่านก็รีบผลักไสพวกเราทิ้งทันทีอย่างนั้นหรือ!”
คำพูดนั้นทำให้ชาวบ้านที่มุงดูอยู่โดยรอบพากันะเืใจ ต่างมองครอบครัวของเ้าสองด้วยความสงสาร พลางส่ายหน้าให้กับความเห็นแก่ตัวและใจดำของแม่เฒ่าโจว
“แต่ถ้าท่านแม่้าอย่างนั้นก็ตกลงค่ะ... แยกบ้าน!” เธอก็ตอบรับทันควันโดยไม่เสียเวลาคิด
“แต่การแยกบ้านต้องทำต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านและผู้าุโในหมู่บ้าน และต้องมีการลงนามในหนังสือแยกบ้านอย่างถูกต้องตามกฎหมาย!”
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ผู้ใหญ่บ้านและผู้าุโอีกสองท่านก็นั่งอยู่กลางโถงบ้านตระกูลโจว บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก โจวเฉิงที่ได้รับการรักษาเบื้องต้นจากหลินชิงเหอถูกหามมานอนอยู่ข้างๆ เขาฟื้นขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาปรือปรอยมองดูสถานการณ์ด้วยความขมขื่น
“เ้าสอง... เ้าแน่ใจนะว่า้าแยกบ้าน?” ผู้ใหญ่บ้านถามด้วยความสงสาร
โจวเฉิงมองไปที่แม่เฒ่าโจวที่ยืนทำหน้าบึ้งตึง แล้วมองไปที่หลินชิงเหอที่กุมมือเขาไว้แน่น ความอบอุ่นจากมือของภรรยาทำให้ชายหนุ่มที่เคยแบกโลกไว้คนเดียวรู้สึกว่าเขามีที่พักพิง
“ใช่... ข้า... ้าแยกบ้าน” เสียงของเขาสั่นพร่าแต่หนักแน่น
“ดี! ในเมื่อจะไป ก็ไปตัวเปล่า!” แม่เฒ่าโจวแทรกขึ้น “บ้านหลังนี้ ที่นาผืนนี้ เป็ของบรรพบุรุษ เ้าสองไม่มีสิทธิ์!”
หลินชิงเหอหัวเราะในลำคอ “ไปตัวเปล่า? คุณลืมไปหรือเปล่าว่าเงินที่ซื้อที่นาเพิ่ม 5 หมู่ในปีที่แล้ว คือเงินรางวัลที่สามีฉันไปเสี่ยงตายล่าเสือบนเขามาได้? และเงินที่ส่งน้องเล็กเรียนเมืองหลวง ก็เงินของสามีฉัน! ถ้าจะแยกบ้าน เราต้องแบ่งทรัพย์สินเป็สามส่วนตามกฎหมาย!”
“ไม่มีทาง! ข้าไม่มีเงินให้พวกแกหรอก!” แม่เฒ่าโจวโวยวาย
“งั้นเอาแบบนี้...” หลินชิงเหอเสนอพลางแสยะยิ้ม “เราจะไม่เอาที่นาที่อุดมสมบูรณ์ ไม่เอาเงินสดสักอีแปะเดียวจากคุณ แต่เราขอ โฉนดที่ดินรกร้างติดเชิงเขา และ กระท่อมเก่าหลังนั้น พร้อมอุปกรณ์ทำกินที่พังๆ พวกนั้น และที่สำคัญ คุณต้องเซ็นใบตัดขาดความสัมพันธ์ ว่าจะไม่มาเรียกร้องเงินทองหรือความกตัญญูจากสามีฉันอีก!”
แม่เฒ่าโจวและจางซื่อหันไปมองหน้ากัน ที่ดินรกร้างนั่นมันคือสุสานชัดๆ ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แถมยังมีหินเยอะแยะ ใครได้ไปก็มีแต่จะอดตาย
“ได้! ข้ายกให้!” แม่เฒ่าโจวรีบตอบเพราะกลัวหลินชิงเหอจะเปลี่ยนใจ “แต่ถ้าพวกเ้าอดตาย ห้ามกลับมาขอข้าวข้ากินนะ!”
“สัญญาต้องเป็สัญญาค่ะ” หลินชิงเหอหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนร่างสัญญาด้วยลายมือที่สวยงามและเฉียบคม (ทักษะจากโลกเก่า) จนผู้ใหญ่บ้านยังต้องตะลึง
เมื่อตราประทับนิ้วมือสีแดงฉาดตกลงบนกระดาษ หลินชิงเหอก็พับสัญญานั้นเก็บเข้าอกเสื้ออย่างรัดกุม
[ติ๊ง! ภารกิจ อิสรภาพจากขุมนรก สำเร็จ! ท่านได้รับรางวัล: 500 แต้มความมั่งคั่ง และปลดล็อคแผนก วัสดุก่อสร้างและเมล็ดพันธุ์มหัศจรรย์]
เสียงระบบในหัวทำให้เธออยากจะะโโลดเต้น แต่ใบหน้าภายนอกยังคงนิ่งสงบ
ท่ามกลางลมหนาวที่พัดแรงขึ้น หลินชิงเหอ อาเป่า และชาวบ้านที่เห็นใจอีกสองสามคน ช่วยกันหามโจวเฉิงกลับไปยังกระท่อมร้างท้ายไร่ที่ตอนนี้กลายเป็สมบัติเพียงชิ้นเดียวของพวกเขา
เมื่อทุกคนกลับไปหมดแล้ว ภายในห้องที่มืดสลัวและหนาวสั่น อาเป่ากอดขาแม่ไว้แน่น “ท่านแม่ เราไม่มีข้าวสารเลยนะขอรับ เราจะกินอะไรกัน?”
หลินชิงเหอก้มลงลูบแก้มลูกชาย “อาเป่าลืม มนต์วิเศษ ของแม่แล้วเหรอจ๊ะ?”
เธอมองไปที่โจวเฉิงที่นอนมองเพดานผุๆ ด้วยสายตาว่างเปล่า
“คุณคะ...” หลินชิงเหอเรียกสามี (เธอจงใจใช้คำว่า คุณ เพื่อให้เขารู้สึกถึงความเท่าเทียมในโลกใหม่ของเธอ) “เสียใจไหมที่ทิ้งครอบครัวมา?”
โจวเฉิงน้ำตาไหลซึมที่หางตา “ข้าแค่รู้สึก ว่าข้าโง่มานาน ข้าเกือบจะทำให้คุณกับลูกต้องตายเพราะความกตัญญูจอมปลอมของข้า ชิงเหอ ข้าขอโทษ”
“ช่างมันเถอะค่ะ อดีตคือบทเรียน ส่วนอนาคต ฉันจะทำให้คุณเห็นเองว่าการตัดสินใจวันนี้ คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตคุณ”
หลินชิงเหอเปิดหน้าจอระบบขึ้นมาทันที
“ระบบ... ฉัน้า แผ่นฉนวนกันความร้อนแบบบาง สำหรับปูผนัง เทียนหอมให้ความร้อน ข้าวต้มปลาอุ่นๆ 3 ชาม และ ยาฟื้นฟูกล้ามเนื้อระดับกลาง ให้โจวเฉิง”
[รายการทั้งหมด รวม 150 แต้ม... ยืนยันหรือไม่?]
“ยืนยัน!”
แสงวูบหนึ่งผ่านไป ผนังดินที่มีรอยร้าวพลันถูกเคลือบด้วยฟิล์มใสๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันกั้นลมหนาวได้ชะงัด! อุณหภูมิในห้องเริ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมของข้าวต้มปลาโชยฟุ้งจนอาเป่าตาโต
“ท่านแม่! มนต์วิเศษมาแล้ว!”
หลินชิงเหอประคองโจวเฉิงให้ลุกขึ้นนั่งพิงผนัง แล้วยื่นชามข้าวต้มให้ “กินเถอะค่ะคุณ นี่คืออาหารมื้อแรกของ บ้านเราจริงๆ”
โจวเฉิงมองข้าวต้มปลาที่มีเนื้อปลาชิ้นโตและขิงซอยละเอียดอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ชิงเหอ เ้าไปเอามาจากไหน?”
“ความลับค่ะ แต่รับรองว่าไม่ใช่ของโจร” เธอยิ้มกว้าง “รีบกินเถอะค่ะ จะได้ทานยา แล้วพรุ่งนี้ เราจะไปเปลี่ยนที่ดินรกร้างนั่นให้กลายเป็ทองกัน!”
รุ่งเช้ามาถึงพร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ที่ทอดผ่านหุบเขา หลินชิงเหอเดินออกไปสำรวจที่ดินที่ได้มากับที่ดินที่โจวเฉิงแอบซื้อไว้เป็แปลงที่ติดกันพอดี มันคือที่ดินเชิงเขาที่มีแต่หญ้าแพรกและก้อนหินระเกะระกะ แต่นักธุรกิจเกษตรอย่างเธอมองเห็นมากกว่านั้น
“ที่ดินที่มีหินเยอะแบบนี้ ระบายน้ำได้ดี เหมาะกับการปลูก โสม และ องุ่นป่าที่สุด!”
ขณะที่เธอระดมสมองคิดแผนการ จางซื่อเดินผ่านมาทางนั้นพอดี นางตั้งใจมาดูว่าครอบครัวรองแข็งตายหรือยัง
“แหม ออกมาเดินดูที่ดินสุสานแต่เช้าเชียวนะนังรอง” จางซื่อเยาะเย้ย “ขุดหลุมฝังตัวเองไว้หรือยังล่ะ?”
หลินชิงเหอหันไปมอง แล้วแสร้งทำเป็ถือจอบขุดดินขึ้นมาหนึ่งก้อน ก่อนจะอุทานเสียงดัง
“โอ๊ะ! นี่มันอะไรกันเนี่ย!?”
เธอก้มลงเก็บ ก้อนหินสีเหลืองทอง (ที่แอบซื้อจากระบบราคา 10 แต้ม เป็ก้อนหินพ่นสีฟลูออเรสเซนต์) ขึ้นมาโชว์
“ทอง! พี่สะใภ้! ดูนี่สิ! ที่ดินผืนนี้มีทองจริงๆ ด้วย!”
จางซื่อตาถลน
“ทองงั้นเหรอ! ไหนเอามาให้ข้าดูซิ!”
หลินชิงเหอรีบยัดมันเข้าอกเสื้อด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน ยิ่งทำให้พิรุธนั้นชัดเจนยิ่งกว่าแสงตะวัน
“ไม่มีอะไรค่ะพี่สะใภ้! ฉันแค่ แค่เก็บหินแปลกๆ ไปให้ลูกเล่นเท่านั้นเอง พี่สะใภ้อย่าสนใจเลยค่ะ!”
“หินแปลกๆ บ้านแกสิ แวววับขนาดนั้น!” จางซื่อะโโลดเต้นเหมือนถูกน้ำร้อนลวก นางพยายามจะโผเข้ามาตะครุบตัวหลินชิงเหอ
“เอามาให้ข้าดูเดี๋ยวนี้! ที่ดินผืนนี้ยังเป็ของตระกูลโจว แกพึ่งเซ็นสัญญาไปเมื่อคืน จะมาฮุบสมบัติของบรรพบุรุษแบบนี้ไม่ได้นะ!”
หลินชิงเหอก้าวถอยหลังพลางแสยะยิ้มในใจ แผนการตกเบ็ด เริ่มทำงานได้ผลเกินคาด “ของบรรพบุรุษอะไรกันคะ? เมื่อคืนท่านแม่ก็พูดต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านแล้วไงว่าที่ดินรกร้างนี่มันคือขยะ ยกให้บ้านรองไปฟรีๆ ยังกลัวพวกเราจะเอาความซวยไปคืนเลย แล้วตอนนี้จะมาทวงคืนเพราะหินก้อนเดียวเนี่ยนะ? พี่สะใภ้ ไม่ดูถูกตัวเองไปหน่อยเหรอคะ?”
“แก... แกนังคนเ้าเล่ห์!” จางซื่อสู้แรงฝีปากไม่ได้ จึงตัดสินใจหันหลังกลับแล้ววิ่งโกยอ้าวไปทางบ้านใหญ่พลางะโสุดเสียง “ท่านแม่! ท่านแม่ช่วยด้วย! นังรองมันขุดเจอทอง! มันแอบฮุบทองของบรรพบุรุษเราไปแล้วววว!”
เสียงแผดจ้าของจางซื่อดังสะท้อนไปทั่วทุ่งนาที่เงียบสงัดในยามเช้า นกที่เกาะอยู่ตามกิ่งไม้ถึงกับบินพรึบพรับด้วยความใ หลินชิงเหอมองตามแผ่นหลังท้วมๆ ที่วิ่งซอยเท้าถี่ยิบจนฝุ่นตบ กลับไปยังบ้านใหญ่พลางยกยิ้มที่มุมปาก แววตาที่เคยดูนิ่งสงบเปลี่ยนเป็ประกายเ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก
“เหยื่อกินเบ็ดไวกว่าที่คิดแฮะ” เธอพึมพำกับตัวเอง
เธอก้มลงมองหินสีทอง ในมือ มันคือก้อนหินพ่นสีฟลูออเรสเซนต์ จากระบบห้างสรรพสินค้า ราคาเพียง 10 แต้ม แต่มันมีความสามารถพิเศษคือจะสะท้อนแสงแดดระยิบระยับจนดูเหมือนทองคำแท้ๆ หากมองจากระยะไกล และที่สำคัญ สีนี้จะเลือนหายไปเองภายในสองชั่วโมงเมื่อััอากาศ
หลินชิงเหอไม่ได้อยู่เฉยๆ เธอรีบกลับเข้าไปในกระท่อม ปิดประตูลงสลัก แล้วเปิดระบบห้างสรรพสินค้าทันที
“ระบบ ฉัน้าป้ายหลุมศพปลอมที่ดูเก่าๆ และเขียนชื่อบรรพบุรุษตระกูลโจวสักคนหนึ่ง เอาแบบที่ดูเหมือนเพิ่งถูกขุดขึ้นมา และขอกลิ่นกำยานโบราณ แบบเข้มข้นด้วย!”
[ติ๊ง! รายการ พร็อพจัดฉากบรรพบุรุษพิโรธ ราคา 50 แต้ม... ยืนยันหรือไม่?]
“ยืนยัน! อ้อ... แล้วขอ ผงทำให้คัน เกรดพิเศษที่ลอยไปตามลมได้อีกหนึ่งซองนะ”
[ยืนยันการแลกเปลี่ยน! ยอดคงเหลือ: 3 แต้ม... คำเตือน: โฮสต์กำลังเข้าสู่สภาวะถังแตก โปรดเร่งสะสมแต้มความแค้นโดยด่วน!]
“ไม่ต้องห่วงหรอกระบบ อีกเดี๋ยว แต้มจะไหลมาเทมาเหมือนน้ำป่าไหลหลากเลยล่ะ”
ไม่ถึงสิบห้านาทีต่อมา เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงด่าทอก็ดังขึ้นหน้ากระท่อม แม่เฒ่าโจววิ่งนำหน้ามาด้วยความเร็วที่คนหนุ่มสาวยังต้องอาย ในมือถือไม้เท้าสั่นเทิ้ม ตามมาด้วยโจวต้า (ลูกชายคนโต) ที่ถือจอบ และจางซื่อที่แก้มข้างที่บวมแดงแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความโลภ
“นังสะใภ้รอง! ออกมาเดี๋ยวนี้! แกแอบซ่อนทองไว้ตรงไหน เอาออกมาให้หมด!” แม่เฒ่าโจวยกเท้าถีบประตูเต็มแรงจนมันเปิดออก
หลินชิงเหอที่กำลังนั่งเช็ดหน้าให้โจวเฉิงอยู่บนแคร่ เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวาดกลัว ที่ผ่านการปั้นแต่งมาอย่างดี
“ทอง ทองอะไรคะท่านแม่? พี่สะใภ้ใหญ่คงตาฝาดไปเองแล้วล่ะค่ะ” เธอแสร้งทำเสียงสั่น ซ่อนมือไว้ข้างหลัง
“ตาฝาดบ้านแกสิ! ข้าเห็นกับตา แวววับเหลืองอร่ามขนาดนั้น!” จางซื่อถลาเข้าไปหมายจะค้นตัวหลินชิงเหอ แต่โจวเฉิงที่นอนมองอยู่ กลับส่งเสียงคำรามในลำคอ
“หยุดนะ อย่าแตะต้องเมียข้า” โจวเฉิงพยายามจะลุกขึ้น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังที่เห็นแม่ตัวเองพกจอบพกเสียมมาเพื่อจะปล้นสะดมลูกชายที่เจ็บปางตาย
“เ้าสอง! เ้ายังเห็นข้าเป็แม่ไหม? ถ้าที่นี่มีทอง มันก็ต้องเป็ของกองกลาง ของตระกูลโจว! ไม่ใช่ของคนทรยศที่เพิ่งแยกบ้านไปเมื่อคืน!” แม่เฒ่าโจวไม่สนใจอาการเจ็บป่วยของลูกชาย นางสั่งโจวต้าทันที “เ้าใหญ่! ไปขุดตรงที่นังจางซื่อบอก ขุดให้ทั่ว! ใครขวาง ตีให้ตาย!”
โจวต้ารีบวิ่งไปที่โคนต้นไม้ใหญ่หลังกระท่อมตามที่เมียบอก เขาเริ่มลงจอบขุดอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่ได้ยินข่าวลือเื่ทอง และเริ่มทยอยมามุงดู
เคร้ง!
เสียงจอบกระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างที่แข็งและหนักแน่นดังสนั่นไปทั่วบริเวณ โจวต้าตาโตเท่าไข่ห่าน ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหายวับไปราวกับปลิดทิ้ง เขาไม่สนว่าเศษดินจะกระเด็นเข้าตาหรือไม่ มือหนาตะกุยดินออกอย่างบ้าคลั่ง
“เจอแล้ว! ท่านแม่ ข้าเจอหีบแล้ว! มันใหญ่มาก!”
แม่เฒ่าโจวและจางซื่อถลาเข้าไปเกาะขอบหลุมทันที ดวงตาของพวกนางวาวโรจน์ด้วยความโลภจนลืมสิ้นทุกความละอาย “ขุดขึ้นมา! เร็วเข้าเ้าใหญ่ ขุดขึ้นมาให้หมด!”
ทว่า... เมื่อโจวต้าออกแรงงัดวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมาเหนือผิวดิน แสงแดดที่ส่องกระทบ กลับดูหม่นแสงลงกะทันหัน กลิ่นกำยานโบราณที่หลินชิงเหอแอบโปรยไว้เริ่มทำงาน มันส่งกลิ่นหอมเย็นเยียบและรุนแรงจนชวนให้ขนลุกซู่ บรรยากาศรอบข้างพลันกดดันราวกับมีสายตาที่มองไม่เห็นนับพันคู่จ้องมองลงมาจากยอดเขา
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าทุกคนไม่ใช่หีบทองคำ แต่ภายในมันคือ แผ่นหินโบราณสีดำสนิท ที่มีตะไคร่น้ำเกาะกรัง บนแผ่นหินนั้นมีอักษรจีนโบราณสีแดงฉานราวกับเืสลักไว้ว่า
[ สุสานบรรพชนตระกูลโจวผู้ใดบังอาจรบกวน จักต้องคำสาปให้อดอยากและทุกข์ทรมานชั่วลูกชั่วหลาน ]
“ว้ายยย!” จางซื่อกรีดร้องเสียงหลง ล้มหงายหลังลงไปกับกองดิน “นี่มัน นี่มันป้ายหลุมศพนี่!”
แม่เฒ่าโจวหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษขาว ขาที่เคยแข็งแรงสั่นพั่บๆ “ป้าย ป้ายิญญาบรรพบุรุษ? ทำไมมาอยู่ที่นี่!”
หลินชิงเหอที่ยืนกอดอกอยู่ข้างแคร่ของโจวเฉิง แสร้งทำหน้าใสุดขีด เธอทรุดตัวลงคุกเข่าโขกศีรษะลงกับพื้น (แน่นอนว่าโขกเบาๆ พอเป็พิธี)
“บรรพบุรุษเ้าคะ! โปรดเมตตาด้วย! พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้และท่านแม่ แค่... แค่ความโลภบังตาจนอยากจะขุดสมบัติบรรพบุรุษไปขายเท่านั้นเอง อย่าได้ลงโทษบ้านรองเลยเ้าค่ะ!”
“นังรอง! แกหุบปากนะ!” โจวต้าะโทั้งที่มือยังสั่น “ทองล่ะ? เมื่อกี้ข้ายังเห็นทองอยู่เลย!”
“ทองหรือเ้าค่ะ?” หลินชิงเหอเงยหน้าขึ้น แววตาของเธอเปลี่ยนเป็เย็นเยียบ “พี่ใหญ่ในตำราโบราณเขาว่าไว้ทองบรรพชน จะปรากฏให้เพียงผู้ที่มีใจกตัญญูเห็นเท่านั้น แต่ถ้าผู้ใดมีใจคดโกง คิดปล้นชิงแม้กระทั่งคนเจ็บ ทองจะกลายเป็ศิลาอาถรรพ์ และผู้ที่ััมัน จะต้องคำสาป!”
[ติ๊ง! เริ่มการทำงานของ ผงทำให้คันเกรดพิเศษ กระจายตัว!]
สิ้นคำพูดของหลินชิงเหอ ลมพัดหวีดหวิวหอบเอาละอองฝุ่นบางอย่างกระจายเข้าใส่คนตระกูลโจวทันที
“โอ๊ย! อะไรเนี่ย คัน! ทำไมมันคันขนาดนี้!” โจวต้าเริ่มเกาแขนตัวเองอย่างบ้าคลั่ง จางซื่อเองก็ไม่ต่างกัน นางเกาใบหน้าและลำคอจนเป็รอยแดงพืด
“ท่านแม่! ข้าคันไปหมดแล้ว หรือบรรพบุรุษจะสาปข้าจริงๆ!” จางซื่อร้องไห้โฮ พลางใช้เล็บจิกิัตัวเอง
แม่เฒ่าโจวที่ยืนอยู่ขอบหลุมก็เริ่มรู้สึกยิบยับไปทั้งตัว นางมองไปที่ป้ายหินสีดำนั่นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด “อวิชชา! นี่มันต้องเป็อวิชชาของนังรองแน่ๆ!”
“อวิชชาหรือคะ?” หลินชิงเหอเดินเข้าไปใกล้แม่เฒ่าโจวทีละก้าว “ถ้าเป็อวิชชา ทำไมชาวบ้านคนอื่นที่ยืนดูอยู่ถึงไม่คันล่ะคะ? มีแต่พวกคุณ ที่มีมือเปื้อนความโลภเท่านั้นที่กำลังถูกลงทัณฑ์! ท่านแม่ ท่านเพิ่งตัดขาดบ้านรองไปเมื่อคืน วันนี้กลับมาขุดหลุมศพบรรพบุรุษเพื่อหาทองในที่ดินของคนอื่น ท่านคิดว่า์จะเอ็นดูท่านหรือคะ?”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มพยักหน้าคล้อยตาม “จริงด้วย พวกเราไม่เห็นจะคันเลย มีแต่บ้านใหญ่นั่นแหละที่เกาหยิกๆ บรรพบุรุษต้องโกรธแน่ๆ ที่เห็นพวกเขาใจร้ายกับเ้าสอง!”
“ไป... ไปจากที่นี่!” แม่เฒ่าโจวะโด้วยความขวัญเสีย นางไม่สนเื่ทองอีกต่อไปแล้ว ความตายและความลี้ลับมันน่ากลัวกว่าความจนเสมอ “เ้าใหญ่! พานังจางซื่อกลับบ้าน! ทิ้งที่ดินเฮงซวยนี่ไว้ให้นังรองมันอยู่กับผีไปเถอะ! อย่าให้ข้ารู้นะว่าใครแอบมาที่นี่อีก ข้าจะตีให้ขาหัก!”
ตระกูลโจวบ้านใหญ่วิ่งหนีหางจุกตูดกลับไป ทิ้งไว้เพียงเสียงเกาและเสียงกรีดร้องที่ดังแว่วมาตามทาง
