ตราบใดที่หานอวิ๋นซีตายไป ตำแหน่งชายาเอกของฉินอ๋องก็จะว่างตลอดไป รอให้มู่หรงหว่านหรูกลายเป็ชายารอง นางก็จะสามารถเพลิดเพลินกับทุกสิ่งอย่างที่ชายาเอกมี และจะลืมฝันร้ายของการมีตัวตนเป็สาวใช้เช่นกัน
ในที่สุดก็มาถึงประตูห้องฟืน มู่หรงหว่านหรูผู้ที่สงบนิ่งอยู่เสมอก็ไม่รอช้า ทันทีที่องครักษ์ปลดกุญแจ นางก็ดันตัวเข้าไปอย่างมีความหวัง
เห็นเพียงห้องฟืนที่เต็มไปด้วยฟืนแห้ง ร่างที่สวมชุดสีฟ้าทรุดตัวลงท่ามกลางกองหญ้า ตัวเล็กและผอมบางราวกับว่าจะปลิวหายไปในสายลม
“ฮ่าฮ่า รู้อยู่แล้วว่าต้องเป็ลม” อี้ไท่เฟยหัวเราะอย่างเ็า “ทหาร ไปปลุกนาง”
องครักษ์รีบเดินไปหาถังน้ำมาทันที มู่หรงหว่านหรูรู้อยู่แก่ใจ ก็อดทนต่อความตื่นเต้นและรีบพูดว่า “หมู่เฟย น้ำมันเย็นมากเลยนะเพคะ ให้ข้าไปปลุกพี่สะใภ้จะดีกว่าเพคะ”
อี้ไท่เฟยเหลือบมองนางอย่างช่วยไม่ได้ “ก็มีแต่เ้านี่แหละที่ใจอ่อน!”
มู่หรงหว่านหรูที่มีความสุขสุดๆ เดินเข้าไปอย่างรวดเร็วและแสร้งทำเป็ผลักหานอวิ๋นซี “พี่สะใภ้พี่ สะใภ้ตื่นสิ พี่สะใภ้ หมู่เฟยมาหานะ...พี่สะใภ้ พี่สะใภ้แค่สารภาพความผิดกับหมู่เฟย หมู่เฟยก็จะยกโทษให้ท่านแล้ว”
ขณะที่นางกำลังผลัก นางก็ใช้หลังมือปิดกั้นการมองเห็นผู้คนที่อยู่ข้างหลัง ส่วนมืออีกข้างก็สั่นอย่างควบคุมไม่ได้ รู้สึกตื่นเต้นและหวาดกลัวเล็กน้อย และยังยื่นมือไปใต้จมูกของหานอวิ๋นซีอย่างเด็ดเดี่ยวเพื่อตรวจสอบลมหายใจ
เมื่อมือเข้าใกล้ หัวใจของมู่หรงหว่านหรูก็หดตัว นางคิดไว้แล้วว่าจะะโอย่างไรและจะพูดอย่างไรเมื่อพบว่าหานอวิ๋นซีตายแล้ว
แต่!
ก่อนที่มือของมู่หรงหว่านหรูจะแตะจมูกของหานอวิ๋นซี ทันใดนั้นหานอวิ๋นซีก็ลืมตาขึ้นและจ้องมองนางอย่างระแวดระวัง “ข้ายังไม่ตาย เ้าจะทำอะไร?”
แม้ว่านางจะอ่อนแอมากแล้ว แต่หานอวิ๋นซีก็ไม่ได้อยู่ในอาการรุนแรง ความระแวงโดยกำเนิดของนางทำให้นางระแวดระวังเหมือนเม่นในเวลานี้ ดวงตาเฉี่ยวคมสองข้างเ็าราวกับคมมีด จ้องมองไปที่มู่หรงหว่านหรูอย่างดุร้าย
มู่หรงหว่านหรูผงะไปชั่วครู่ จากนั้นก็กรีดร้อง “อ๊าย” ด้วยความใ และล้มลงกับพื้น
“หว่านหรู! เกิดอะไรขึ้น?” อี้ไท่เฟยอุทาน องครักษ์ทั้งสองรีบพุ่งเข้าไปจับตัวหานอวิ๋นซีทันที
อี้ไท่เฟยช่วยพยุงมู่หรงหว่านหรูไว้ข้างๆ และมองหานอวิ๋นซีอย่างเหยียดหยาม พร้อมกับถามว่า “เ้าทำอะไรกับหว่านหรู?”
“ข้าไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว...หมู่เฟยคิดว่าข้าจะทำอะไรนางได้อีกหรือ?” หานอวิ๋นซีถามอย่างประชดประชัน
อี้ไท่เฟยอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง ความโกรธกลายเป็ความอับอายและเตะข้าวเน่าข้างๆ ทิ้ง “สุนัขในจวนมันยังกินได้ แล้วทำไมเ้าถึงกินไม่ได้?”
นี่ด่านางว่าด้อยกว่าสุนัขหรือ?
หานอวิ๋นซีฝืนตัวเองให้ลุกขึ้น “หมู่เฟย...ข้ากับท่านมาเดิมพันกัน เป็อย่างไร?”
อี้ไท่เฟยไม่พอใจเล็กน้อย ทว่าสุดท้ายก็เกิดความสงสัย “เ้ายังจะทำอะไรได้อีก พูดมาสิ”
หานอวิ๋นซีพยายามเอาน้ำใสมาวางไว้ข้างๆ “หมู่เฟย ข้าขอเดิมพันเลยว่า...ไม่มีสุนัขตัวใดในจวนกล้าดื่มน้ำชามนี้”
ทันทีที่พูดออกมา มู่หรงหว่านหรูก็ใ “พี่สะใภ้ ทำไมท่านถึงเดิมพันกับหมู่เฟยแบบนี้ล่ะ? หมู่เฟยแค่กำลังโกรธเลยหยิบเื่สุนัขมาพูด ในฐานะผู้น้อยแล้ว ท่านไม่ควรประชดประชันผู้าุโนะ”
ขณะที่นางพูด ก็รีบก้าวมาข้างหน้าเพื่อคว้าชามน้ำของหานอวิ๋นซีทันที และโยนมันทิ้งด้วยความโกรธ
เมื่อเห็นสิ่งนี้ หานอวิ๋นซีก็เย้ยหยันอยู่ในใจ นางอ่อนแอจนแทบจะไม่สามารถพูดได้ แล้วจะไปมีแรงที่จะโต้เถียงกับมู่หรงหว่านหรูที่ไหนกัน นางแค่้ายืนยันการคาดเดาของตนเองเพียงเท่านั้น หมู่หรงหว่านหรูตื่นตระหนกขนาดนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้วางยาพิษคนคนนั้นก็คือนาง!
หานอวิ๋นซีมองนาง มุมปากสีซีดก็ยกขึ้นอย่างเย้ยหยัน มู่หรงหว่านหรูรีบหลบเลี่ยงการจับผิดราวกับว่านางถูกไฟฟ้าดูด
นางจับมืออี้ไท่เฟย “หมู่เฟยอย่าโกรธไปเลยเพคะ ให้เวลาพี่สะใภ้อีกหน่อย พี่สะใภ้คงเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ”
หานอวิ๋นซียิ้มอย่างเ็า มู่หรงหว่านหรูกลัวว่านางจะสารภาพผิดสินะ? กลัวว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับอี้ไท่เฟยจะคลี่คลายและจบลงอย่างนั้นหรือ?
หมู่หรงหว่านหรูราวกับจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทะเลาะกัน รีบดึงอี้ไท่เฟยให้รีบเดินออกไป เมื่อเปรียบเทียบกับมู่หรงหว่านหรูที่ประจบประแจงเอาใจอี้ไท่เฟยแล้ว หานอวิ๋นซีมีส่วนได้เปรียบมากกว่าที่สตรีในยุคนี้ไม่มี นางมองไปที่มู่หรงหว่านหรูอย่างเ็าพร้อมยกยิ้มอย่างเยาะเย้ย
ในขณะเดียวกัน กุ้ยมามาก็รีบวิ่งมาจากด้านนอกด้วยความตื่นตระหนก “อี้ไท่เฟย! แย่แล้วเพคะ อี้ไท่เฟย! แย่แล้ว!”
“เอะอะอะไรกัน?” อี้ไท่เฟยถามอย่างไม่พอใจ
“อี้ไท่เฟย องค์หญิงฉางผิงมาเพคะ!” กุ้ยมามาตอบอย่างร้อนรน
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา รอยยิ้มบนริมฝีปากของหานอวิ๋นซีก็มากขึ้น มองไปที่มู่หรงหว่านหรูที่หวาดกลัวโดยไม่มีเหตุผล
“องค์หญิงฉางผิง?” อี้ไท่เฟยประหลาดใจอย่างมาก องค์หญิงผู้นี้ถูกไท่เฮากับฮ่องเต้ตามใจจนนิสัยเสีย ไม่เคยมาที่จวนฉินอ๋องแม้แต่ครั้งเดียว แล้วครั้งนี้นางมาทำอะไรกัน?
ไม่มีเื่คงไม่มา ด้วยเพราะไม่ได้เผชิญหน้าแบบตัวต่อตัวกับไท่เฮามานานแล้ว อี้ไท่เฟยจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที จึงวางเื่ของหานอวิ๋นซีไว้ข้างหลังชั่วคราว
“มาก็มาสิ เ้าจะใทำไม? ต่อให้เป็ไท่เฮามามันก็ไม่ต่างกันหรอก! ให้นางรอ ข้ายังไม่มีเวลาไปหานาง” นางยกมือขึ้นอย่างสง่างาม “ข้าจะไปอาบน้ำก่อน แล้วก็นอนสักงีบ เฮ้อ บ่อน้ำร้อนในจวนนี่มันสบายจริงๆ”
เมื่อเห็นเช่นนี้ กุ้ยมามาก็เศร้าใจ ไม่กล้าที่จะพูด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพูดออกไป “อี้ไท่เฟย...องค์หญิงฉางผิงบอกว่า...นาง้าพบฉินหวังเฟยเพคะ!”
อะไรนะ?
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา ทุกคนต่างตกตะลึง ที่แท้ก็มาหาหานอวิ๋นซีหรอกหรือ มู่หรงหว่านหรูใและมองไปที่หานอวิ๋นซีด้วยความกลัว
ใบหน้าของอี้ไท่เฟยผู้อหังการรู้สึกร้อนผ่าว ความโกรธเกรี้ยวก็กลายเป็อับอาย และเตะกุ้ยมามา “ไร้ประโยชน์ ไม่ได้ได้เื่! องค์หญิงฉางผิงอยากเจอนางทำไมกัน?”
“หม่อมฉันเองก็ไม่ทราบเพคะ องค์หญิงฉางผิงเร่งเร้าอย่างมาก นางบอกว่าหากคืนนี้ไม่ได้เจอ นางจะค้างคืนที่นี่” กุ้ยมามารีบตอบ
อี้ไท่เฟยมองไปที่หานอวิ๋นซีและพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “ฉางผิงหาเ้าทำไมกัน?”
หานอวิ๋นซีเลิกเหน็บแนม ส่ายหัวแสร้งทำเป็อ่อนแอและไม่ตอบ
อี้ไท่เฟยหรี่ตาและไม่ได้ถามอะไรอีก บอกกุ้ยมามาอย่างเ็าว่า “เ้าไปบอกนางว่าฉินหวังเฟยไม่ว่าง ให้นางรอ”
คิดไม่ถึงว่าไท่เฮาจะกล้าออกหมายจับคนในจวนฉินอ๋องลับหลังนาง แล้วไยนางจะไม่ฉวยโอกาสนี้แสดงอำนาจต่อองค์หญิงฉางผิงล่ะ?
เมื่อมองกลุ่มคนที่รีบร้อนออกไป สุดท้ายหานอวิ๋นซีก็ถูกปล่อยตัว นางทรุดตัวลงอย่างไร้เรี่ยวแรงในกองฟาง ขมวดคิ้วแน่น ทรมานเหลือเกิน นางรู้สึกว่าท้องของตนเองกำลังจะแตกเพราะความหิว
อย่างไรก็ตาม นางก็ให้กำลังใจตัวเอง “หานอวิ๋นซี ต้องอดทนไว้ อดทนอีกหน่อย เดี๋ยวก็ไม่เป็อะไรแล้ว”
…
องค์หญิงฉางผิงจะอดทนรอได้อย่างไรกัน เอะอะโวยวายในห้องรับแขกเสียงดังลั่น แต่น่าเสียดายที่อี้ไท่เฟยปล่อยให้นางส่งเสียงดังและเพิกเฉยไปโดยสิ้นเชิง
“หานอวิ๋นซี ฮึฮึ ข้าจะไปหาเสด็จแม่ ดูสิว่าเ้าจะมาเจอหรือไม่!” องค์หญิงฉางผิงเดินออกไปด้วยความโกรธหลังจากพูดจบ
อี้ไท่เฟยงรู้สึกงุนงงอย่างมาก “หว่านหรู เ้าพูดมาซิว่าองค์หญิงฉางผิงมาที่นี่ทำไมกัน?”
“ข้าเองก็แปลกใจเหมือนกันเพคะ คงไม่ได้ถึงขั้นมาแก้แค้นเื่แม่ทัพใหญ่หรอกใช่หรือไม่เพคะ?” มู่หรงหว่านหรูคาดเดา
“บังอาจยิ่งนัก! ข้าไม่เคยสะสางบัญชีกับนางสักครั้ง นางยังมีหน้ามาอีกหรือ?” อี้ไท่เฟยโกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที
ไม่ว่าองค์หญิงฉางผิงจะมาหาหานอวิ๋นซีด้วยเหตุผลใด อย่างไรมู่หรงหว่านหรูก็ไม่ให้โอกาสหานอวิ๋นซีออกจากห้องฟืน นางต้องได้ลงมือก่อน
ตกดึก นางได้จัดเตรียมนักฆ่าไว้ แต่ใครจะรู้ว่าในคืนที่มืดมิด องค์หญิงฉางผิงกลับมาจริงๆ ทั้งยั้งเชิญฮองเฮามาด้วย
อย่างไรก็ตาม ฮองเฮาแตกต่างจากองค์หญิงฉางผิง ฮองเฮาคือมารดาของประเทศและเป็พระมเหสีอย่างเป็ทางการของฮ่องเต้ ต่อหน้าฮองเฮาแล้วอี้ไท่เฟยเองก็ต้องสุภาพ
“โอ้ คืนนี้ลมอะไรพัดหอบมากัน ถึงได้พัดพาแม่ลูกมาถึงจวนของข้า” ทันทีที่อี้ไท่เฟยเข้าไปในห้องรับแขก นางก็มีใบหน้าที่ชื่นบานและเรียกสาวใช้ให้เอาชาชั้นดีมาให้
สถานะของฮองเฮานั้นสูงกว่าไท่เฟย แต่ด้วยความกตัญญู ฮองเฮายังคงต้องให้ความเคารพแก่อี้ไท่เฟย และแน่นอนว่าอี้ไท่เฟยเป็เองก็เป็หนี้บุญนางเช่นกัน
องค์หญิงฉางผิงที่โกรธอยู่แล้ว ยืนอยู่ข้างๆ อย่างนิ่งเฉย
อี้ไท่เฟยค้นพบความแปลกประหลาดขององค์หญิงฉางผิง นางสวมหมวกผ้าโปร่งสีขาว ซึ่งไม่เพียงปิดใบหน้าเท่านั้น แต่มันปกปิดทั้งร่าง
“ฉางผิง นี่คือ...” อี้ไท่เฟยเริ่มสงสัย
อี้ไท่เฟยเพียงแค่ถาม องค์หญิงฉางผิงก็ตื่นตระหนกอย่างมาก “ข้าสบายดี!”
“ฉางผิง อย่าหยาบคาย” ฮองเฮาไม่พอใจกับสิ่งนี้ แต่แท้จริงแล้ว ในใจกลับรู้สึกจนปัญญา
องค์หญิงฉางผิงไม่รู้ว่าคืนนั้นได้รับสิ่งสกปรกอะไรบ้างในคุก หลังจากมีอาการคันอยู่หนึ่งถึงสองวัน เท้าและใบหน้าของนางก็เริ่มคันอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเกาได้ ใครจะรู้ว่าในภายหลังมันจะกลายเป็แบบนี้
ตอนแรกมันขึ้นที่เท้าเท่านั้น แต่วันต่อมามันก็ขึ้นที่หน้าด้วย มันดูเหมือนสะเก็ดเงิน แต่หมอหลวงทุกคนบอกว่ามันไม่ใช่สะเก็ดเงิน
สามารถยืนยันได้เพียงอย่างเดียวว่าไม่ใช่สะเก็ดเงิน แต่ก็ไม่มีใครวินิจฉัยสาเหตุได้ บางคนสงสัยว่าเป็ยาพิษแต่ไปปรึกษาหมอหลวงมาหลายที่ก็ไม่พบผล
เพราะเื่ของมู่ชิงอู่ องค์หญิงฉางผิงจึงเกลียดหมอหลวงกู้อย่างมาก และไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากหมอหลวงกู้เลย อย่างไรก็ตามั้แ่เมื่อวานซืน กลากที่เท้าของนางเริ่มคัน องค์หญิงฉางผิงไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ิัมีรอยขีดข่วน หมอหลวงมองแล้วก็ใ บอกว่ามันต้องเป็แผลเป็อย่างแน่นอน
องค์หญิงฉางผิงที่ร้อนรน จึงทำได้แค่เพียงปล่อยความคับข้องใจและไปหาหมอหลวงกู้ หมอหลวงกู้บอกว่ามันเป็พิษ แต่เขาไม่สามารถรักษาได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้นางมาหาหานอวิ๋นซีเพื่อรับยา
องค์หญิงฉางผิงอารมณ์เสียทันทีและพูดว่าไม่มีทาง
อย่างไรก็ตาม ั้แ่เมื่อวาน กลากบนใบหน้าของนางก็เริ่มคัน เมื่อเกาก็ทิ้งรอยแผลเป็ไว้ พอมันแตกออก องค์หญิงฉางผิงก็เต็มไปด้วยความเ็ป จึงก็ไม่กล้าที่จะเกามันอีกเลย
นางไม่อยากเสียโฉม!
แม้ว่าจะไม่เต็มใจสักเท่าไร แล้วก็ไม่ไว้วางใจทักษะทางการแพทย์ของหานอวิ๋นซีมากขนาดนั้น ทว่านางหมดหวังแล้วจริงๆ และไม่สามารถละทิ้งความหวังสุดท้ายได้ ดังนั้นจึงได้มาหาหานอวิ๋นซีด้วยความจำใจ
อี้ไท่เฟยยกยิ้มอย่างเย้ยหยัน “ข้าชินกับนิสัยของสตรีผู้นี้แล้ว”
ฮองเฮาที่ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น จึงไม่กล้าต่อปากต่อคำ ยิ้มแล้วพูดว่า “อี้ไท่เฟย ฉินหวังเฟยอยู่ที่จวนหรือไม่? ฉางผิงบอกว่าเมื่อคืนนี้มาหาแล้ว แต่ไม่เห็นใครเลย”
อี้ไท่เฟยไม่ตอบ แต่ถามกลับว่า “พวกท่านมาหาอวิ๋นซีมีเื่อันใดนั้นหรือ?”
ฮองเฮาที่กำลังจะเปิดปากพูด องค์หญิงฉางผิงกลับห้ามเอาไว้ นางไม่้าให้อี้ไท่เฟยรู้ว่าใบหน้าของนางเสียโฉม ถ้ามีคนรู้อีก คนจะหัวเราะเยาะนาง! ถ้าอี้ไท่เฟยหัวเราะเยาะนาง นางคงจะละอายใจมากกว่านี้
“ข้าก็แค่มีเื่บางอย่างเลยตามหานาง อี้ไท่เฟย ท่านรีบให้นางออกมาเถิด ข้ามีเื่สำคัญที่จะพานางเข้าวัง” องค์หญิงฉางผิงพูดอย่างเด็ดขาด
อี้ไท่เฟยถอนหายใจเล็กน้อย และพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เช่นนี้นี่เอง แต่อวิ๋นซีกับฉินอ๋องออกไปข้างนอกน่ะสิ”
“อะไรนะ? แล้วพวกเขาไปที่ไหนกัน?” องค์หญิงฉางผิงใมาก ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวด้วยความประหม่า
“โอ้ ฉางผิง เ้ารู้นิสัยของเสด็จอาของเ้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เวลาเขาไปไหนมาไหนไม่เคยบอกข้าอยู่แล้ว” อี้ไท่เฟยพูดอย่างช่วยไม่ได้
องค์หญิงฉางผิงกระวนกระวายอย่างมาก “ถ้าอย่างนั้น...แล้วพวกเขา...”
ในขณะเดียวกัน จู่ๆ ฮองเฮาก็คว้ามือองค์หญิงฉางผิง สุดท้ายฮองเฮาก็คือฮองเฮา ก่อนที่จะมาก็รู้อยู่ว่าอี้ไท่เฟยจะทำให้เื่ยุ่งยาก
องค์หญิงฉางผิงที่้าพูด แต่ฮองเฮาจับมือนางไว้แน่นและตำหนิเสียงดัง “ฉางผิง ข้าสอนเ้ากี่ครั้งแล้วว่าอย่าผลีผลาม ไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ ไม่ว่าเื่ของเ้าจะเป็เื่ใหญ่หรือเื่เร่งรีบ แต่ฉินหวังเฟยไม่อยู่ เ้าจะรบกวนอี้ไท่เฟยไม่ได้เข้าใจหรือไม่?”