“อืม อันที่จริงข้อกำหนดมันก็ไม่ได้มีปัญหาและข้าสามารถลงนามแทนได้ แต่สิ่งที่เรียกว่าการปั๊มลายนิ้วมือคือสิ่งใดหรือ?”
เมื่อฮัวเหยาจินที่กำลังเหงื่อตกขณะอ่านข้อกำหนดต่างๆ ในสัญญา เขาก็ทั้งรู้สึกอัศจรรย์ใจในวิธีการของเด็กคนนี้ จนกระทั่งเลื่อนมาอ่านตรง่ท้ายของสัญญา เขาก็พบว่ามันมีจุดว่างๆ หนึ่งจุด ที่ไม่ได้เขียนอะไรเอาไว้ แต่มันกลับมีข้อความเล็กๆ ที่มุมหนึ่งที่เขียนไว้ว่า “จุดปั๊มลายนิ้วมือ”
ซึ่งเป็สิ่งหนึ่ง ที่เขาไม่เคยได้เห็นหรือเคยได้ยินมาก่อน
“โอ้ สิ่งนี้คือเื่สำคัญ ถึงจะมีตราประจำตระกูลแต่ใครๆ ที่ถือมันก็กดลงยืนยันเป็หัวหน้าตระกูลได้ แต่ด้วยรอยนิ้วมือนี้ มันจะเป็ตัวบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของผู้คนได้โดยที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง”
“ท่านลุงเคยสังเกตหรือไม่ ว่าที่นิ้วมือของแต่ละคนมันมีลายที่แตกต่าง เมื่อเราเอานิ้วข้างใดข้างหนึ่งจุ่มหมึก แล้วกดทับลงที่กระดาษแบบนี้ มันจะมีลายมืออันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ซ้ำกัน”
การอธิบายที่ดีมันจะต้องเห็นภาพ ดังนั้น ขณะที่พูดถึงเื่นี้ จิ้งหยวนก็โบกมือให้บ่าวเอาแท่งหมึกมาฝน ก่อนที่เขาจะเอาหัวแม่มือลงไปแตะน้ำหมึก แล้วกดทับลงไปที่ใบสัญญาทั้งสองแผ่น ก่อนที่จะปรากฏรอยนิ้วมือที่เหมือนๆ กันสองทั้งสองใบเผยออกมา
และเมื่อขุนพลฮัวเหยาจินทำตามจิ้งหยวน เขาก็ต้องใที่พบว่าลายมือของเขาในฐานะผู้ค้ำประกัน มีลวดลายเหมือนกันทั้งสองแผ่นและไม่เหมือนลายมือของจิ้งหยวนที่แต้มไว้ก่อนหน้านั้นเลย
“นะ..นี่มัน”
“ตัวบ่งบอกถึงอัตลักษณ์!!!”
“...”
ในฐานะของขุนพลที่ระแวดระวังเื่ไส้ศึกอยู่ตลอด มันก็เป็ไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้จักประโยชน์ของสิ่งนี้
ตามปกติ หากเขา้าระบุถึงอัตลักษญ์ของคน สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือการวาดภาพเหมือนไม่ก็จุดตำหนิพวกปานไม่ก็รอยแผลเป็ แต่นั่นก็กว่าจะได้มาก็ต้องใช้เวลานานในการรวบรวม
ทว่าด้วยสิ่งที่เรียกว่าลายนิ้วมือ ที่ทั้งง่ายและสามารถระบุบุคคลได้โดยต้องกลัวจะคลาดเคลื่อน แล้วในฐานะคนระดับสูง มันจะไม่ให้ขุนพลอย่างเขาใได้อย่างไร
แค่การสร้างสรรค์ช่วยให้ภาษาต้าชวีอ่านได้ง่ายขึ้นก็นับว่าเป็อะไรที่ใมากพอแล้ว แต่ก็ยังไม่คิดว่าเื่ลายมือของคน ยังเป็การค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่ยิ่งใหญ่มากกว่า สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อกรมคดีเป็อย่างมาก ที่จะช่วยให้ราชสำนักทำงานได้ง่ายขึ้นไม่ต้องเสียเวลา
โดยไม่แม้จะรอช้า ฮัวเหยาจินก็กระเด้งตัวขึ้นแล้ววิ่งออกไปจากห้องโถง ทำเอาจิ้งหยวนเกือบจะร้องะโห้ามไว้เกือบจะไม่ทัน
“เดี๋ยวๆ ท่านลุง เอาสัญญาทั้งสองใบนี้ไปให้องค์จักรพรรดิประทับด้วย เมื่อเสร็จแล้วท่านค่อยนำสัญญาแผ่นหนึ่งกลับมาให้ข้า”
“โอ้..ใช่ๆ ข้ารีบไปหน่อย เดี๋ยวจะรีบไปรีบกลับ”
เพียงแค่ะโกลับมาหยิบใบสัญญา ฮัวเหยาจินก็วิ่งโกยอ้าวออกไปจากตระกูลจิ้งทันที ก่อนที่จะเร่งฝีเท้าควบม้าเข้าสู่วังหลวง เหลือแค่จิ้งหยวนที่ยิ้มออกมาเบาๆ พร้อมแล้วสำหรับแผนการต่อไปในการทำธุรกิจ
โลกนี้ไม่มีคำว่าสัญญาอย่างเป็ทางการ ไม่มีการกำหนดลิขสิทธิ์ทางปัญญาและเครื่องหมายทางการค้า
ราบใดที่จักรพรรดิเห็นประโยชน์ของลายนิ้วมือ อนาคตก็ไม่ต้องกลัวอีกว่าใครจะกล้าเลียนแบบสินค้าที่เขาจะเอามาขาย
เพียงสองวันหลังจากฮัวเหยาจินที่นำสัญญากลับมา ถึงจักรพรรดิจะยอมรับ แต่เหมือนเื่เครื่องหมายการค้าจะยังเป็อะไรที่พวกขุนนางไม่เข้าใจ
ซึ่งจิ้งหยวนก็พอจะเดาเื่นี้ได้อยู่แล้ว ต้าชวียังไม่เปิดการค้าเสรีอย่างเป็ทางการ ราชสำนักก็เห็นเพียงว่ากลุ่มพ่อค้าเป็แค่กลุ่มชนชั้นต่ำ
แต่เขาก็ไม่ได้คิดมาก จิ้งหยวนรู้ดีว่าตัวเองไม่มีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เขาแค่้าอยู่แบบรวยๆ และหน้าตาดีไปวันๆ
แค่ให้จักรพรรดิรู้ประโยชน์ในการทำใบสัญญาก็เพียงพอ เผื่อในอนาคตเวลาที่เขามีปัญหาเื่การค้า จะได้ใช้สิ่งนี้ในการสู้เพราะเื่เงินๆ ทองๆ มักจะไม่เข้าใครออกใคร
ณ ตำหนักหงส์ วังหลังแห่งต้าชวี
“แปลกมาก!”
“....”
เมื่ออ่านใบสัญญาและฟังสิ่งที่เกากงกงถ่ายทอดต่อมาจากขุนพลฮัว จักรพรรดิอู่เิหลี่ก็อุทานออกมาอย่างสับสนเล็กน้อย เมื่อใจความข้างต้นในจดหมาย ได้บอกไว้ว่าจิ้งหยวนกำลังจดจ่ออยู่กับการทำค้าขาย ไม่ได้ออกไปข่มเหงเด็ก สตรี หรือคนอื่นๆ ในเมืองหลวงอย่างที่เขาเคยทำในอดีต
ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิอู่เิหลี่จึงเลิกคิ้วยกสูงอย่างประหลาดใจ ถึงจะเป็เื่ดีแต่เขาที่ไม่ชินจึงรู้สึกแปลกๆ ว่าเป็ไปได้เหรอที่คนเสเพลแบบนั้นจะยอมอยู่เงียบๆ แถมยังสามารถคิดเื่การเพิ่มวรรคคำสำหรับการอ่าน โดยเฉพาะเื่ลายนิ้วมือที่ไม่เคยได้ยิน
“ฝ่าา จิ้งหยวนใน่นี้เขามีความประพฤติที่เรียบร้อยก็เป็เื่ที่ดีไม่ใช่หรือ ในอดีตไม่เห็นว่าเคยสนใจเื่ของเขาแบบนี้มาก่อนเลย เหตุใดวันนี้ถึงเื่ของเขามากกว่าปกติ?”
ขณะเสวยอาหาร จักรพรรดิแสดงอาการฟุ้งซ่านออกมาเป็ครั้งคราว จนฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะถามออกมาด้วยความสงสัย ก่อนที่จักรพรรดิจะยื่นใบสัญญาที่จิ้งหยวนเขียนพร้อมกับเล่าถึงสิ่งที่ฮัวเหยาจินพบเจอมา
“ฮองเฮา ข้ากำลังคิดว่าเื่นี้มันค่อนข้างประหลาดและพูดยาก เป็ไปได้เหรอที่เขาจะอยู่นิ่งๆ ไม่ไปก่อเื่กับผู้อื่น?
“โดยเฉพาะการที่เห็นว่าอักษรเหล่านี้เป็สิ่งที่เขาเขียนและฮัวเหยาจินเห็นมากับตาตัวเอง หรือว่าเพราะศีรษะตกกระทบจึงทำให้เขาตื่นรู้อะไรสักอย่าง?”
เมื่อพูดถึงเื่นี้ มันก็ทำให้หัวใจของอู่เิหลี่ประหลาดเสมอเมื่อใบหน้าของจิ้งหยวนผุดขึ้นมา
จิ้วหยวนในความทรงจำหน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อพบหน้า ทว่าใน่นี้ถึงจะไม่มีอาการเ่าั้ และมีเพียงการมองจ้องตาที่ไม่เกรงกลัว แต่เขาก็รู้สึกว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ค่อยจะถูก
ฮองเฮาอู่ชางชุนก็เม้มปากหัวเราะเล็กน้อย เป็เื่แปลกจริงที่จิ้งหยวนเขียนอักษรได้ แต่อาจเพราะภาพจำในสมัยยังเด็ก ในความเห็นของฮองเฮาก็เพียงคิดว่าจิ้งหยวนอาจจะแอบฝึกอย่างลับๆ มาตลอดก็ได้ ก่อนที่จะพูดเสริมออกมาอีกว่า
“หม่อมฉันคิดว่าเขาคู่ควรแก่การสนับสนุน ตอนนี้หาใช่เด็กและอาจจะมีการฝึกในจวนอยู่ตลอดก็ได้ไม่ใช่หรือเพคะ”
“อีกอย่าง เหมือนว่าฝ่าา้าจะส่งเสริมการค้าอยู่ไม่ใช่หรือ จากสิ่งที่เขียนในกระดาษนี้ เหมือนว่าเขาจะสนใจการค้าพอควร น่าจะเป็เื่ดีที่ให้เขาเป็หัวหอกในการเบิกทาง”
ั้แ่สมัยโบราณ ทุกราชวงศ์ต่างเน้นเกษตรกรรม ปราบปรามกดทับกลุ่มพ่อค้าเอาไว้ เพราะพวกบรรดาขุนนางเชื่อว่าพวกพ่อค้าไม่ได้เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูแผ่นดิน มันจึงทำให้สถานะของพวกเขาค่อนข้างต่ำไม่มีศักดิ์ศรีเท่าข้าราชการ
เมื่อขึ้นครองราชย์ จักรพรรดิพยายามเปลี่ยนรูปแบบเดิมและ้าสนับสนุนการค้าขายอยู่หลายครั้ง เขาเชื่อว่าเมื่อการค้าขายรุ่งเรือง แผ่นดินก็จะเก็บภาษีได้มากขึ้น แล้วภาษีเหล่านี้ก็สามารถนำมาใช้ให้เป็ประโยชน์แก่ประชาชนทั่วทั้งอาณาจักร
แต่ตลอดเวลาที่ยกเื่นี้ขึ้นมาพูด เขาก็จะถูกเหล่าขุนนางปัดตกไม่เห็นด้วย จนเื่การค้าขายไม่เคยนำมาปฏิรูปจริงๆ จังๆ สักที
ถึงจะลังเลว่าน่าจะไม่สำเร็จ แต่การประกาศใช้ใบสัญญาอย่างที่จิ้งหยวนทำ ก็น่าจะเป็ที่ยอมรับต่อเหล่าขุนนางได้ เพราะนอกจากจะนำมาใช้ในเื่การค้าได้แล้ว ยังสามารถนำไปใช้กับงานจากกรมต่างๆ อย่างการสืบสวนทำคดีของกรมราชทัณฑ์ ไม่ก็งานก่อสร้างต่างๆ ของกรมการโยธา
