เล่มที่ 8 บทที่ 214 อัจฉริยะ ถ้าพูดถึงในแง่ของพลัง แม้ว่าดิลเลอร์สจะถูกเรียกว่าเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อน แต่ก็ยังห่างชั้นจากอัศวินผู้ตัดสินคริส ซัตตันมาก
คลื่นพลังของดิลเลอร์สน่าจะอยู่ในระดับห้าดาวระยะต้น แต่ถ้าบวกกับทักษะคลื่นพลังระดับสูงอย่าง 'ลมหายใจจักรพรรดิอสูร' แล้ว พลังของเขาก็จะเพิ่มเป็ห้าดาวระยะกลาง แต่ก็ยังห่างชั้นจากคริส ซัตตันที่มีพลังอยู่ฟแในระดับห้าดาวระยะปลายอยู่ดี ในตอนที่ต่อสู้กับอัศวินพระอาทิตย์สีทองคริส ซัตตัน ซุนเฟยถึงกับต้องเรียกชุดเกราะเวทมนตร์ออกมาสวม แม้จะใช้ 'บูลแคทโตส ชิลเดร้น' ที่เป็ถึงไอเทมระดับ 7 แต่เขาก็ยังได้รับาเ็หนักไม่น้อยเลยทีเดียว กลับกัน ในตอนที่ต่อสู้กับดิลเลอร์ส ซุนเฟยไม่จำเป็ต้องเรียกชุดเกราะเวทมนตร์ออกมาเลยด้วยซ้ำ อีกทั้งซุนเฟยสามารถปล่อยหมัดออกไปซ้อนทับกันได้ถึงสี่สิบหกหมัด แต่ตอนที่ต่อสู้กับดิลเลอร์สนั้น แค่สามสิบหมัดเขายังไม่มีปัญญาต้านทานมันได้เลย เห็นได้ชัดว่าดิลเลอร์สยังห่างชั้นจากซัตตันอีกมาก
แต่ที่ซุนเฟยบอกว่า ‘ไม่ต่างกันเท่าไร’ ไม่ได้พูดถึงในแง่ของพลัง แต่หมายถึงการที่ทั้งสองคนนี้ต่างเกิดมาในตระกูลชนชั้นสูงของราชอาณาจักรเซนิท ทั้งยังเย่อหยิ่งจองหองเหมือนกันไม่มีผิด พวกเขาเป็ตัวน่ารำคาญที่ชอบเอาตัวเองเป็ใหญ่และดูถูกชาวบ้าน ตรงจุดนี้พวกเขาทั้งสองคนเหมือนกันจนน่าใจหาย ประหนึ่งเป็พี่น้องที่คลานตามกันมาเลยทีเดียว นิสัยที่น่ารังเกียจแบบนี้ซุนเฟยไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก
แต่ดิลเลอร์สไม่ได้ทราบถึงความนัยของคำพูดซุนเฟย
การต่อสู้ในครั้งนี้ ซุนเฟยไม่เพียงแสดงอิทธิฤทธิ์หมัดหิมะเยือกแข็งเพียงอย่างเดียว แต่ยังเปลี่ยนเป็ 'โหมดจอมเวท' เพื่อใช้ทักษะ 'เปลวไฟนรก' และยังเปลี่ยนเป็ 'โหมดพาลาดิน' เพื่อใช้ทักษะ 'ภาวนา' ในการรักษาคน การสลับสับเปลี่ยนพลังเช่นนี้ ทำให้ดิลเลอร์ส ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนถึงกับตกอยู่ในภวังค์ความมึนงงปนใไปพักใหญ่ๆ ั้แ่แรกแล้ว เขามองความแข็งแกร่งที่แท้จริงของซุนเฟยไม่ออกจึงดูแคลนไปในตอนแรก แต่หลังจากที่จอมยโสอย่างเขาถูกซุนเฟยทุบตีไปทีหนึ่ง ทำให้สถานะของซุนเฟยในสายตาเขาดูสูงส่งขึ้นมา ดังนั้นหลังจากที่ได้ยินซุนเฟยบอกว่าระหว่างเขากับอัศวินผู้ตัดสินซัตตัน ‘ไม่ต่างกันเท่าไร’ ทำให้เขาไม่รู้สึกหดหู่กับความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ กลับกันยังพอใจมากอีกด้วย
ราวกับว่าการได้ต่อสู้กับาาแซมบอร์ดคือเกียรติยศ
บางครั้ง ความคิดของมนุษย์ก็เป็อะไรที่น่าประหลาดใจมาก
วันนี้ หมอกสีขาวที่หนาทึบไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไป กลับกันมันยิ่งหนามากขึ้นเรื่อยๆ
อัศวินบรอนซ์เซนต์ไล่ตัดหัวของเหล่าทหารที่ติดตามคูลอมบ์และแอนดรูว์จนครบทุกคน จากนั้นก็นำดาบแทงที่หัวของพวกมันแล้วปักลงบนพื้น เลียนแบบการกระทำของอินซากีก่อนหน้านี้ พวกเขาปักดาบกระจายตัวเป็รูปวงกลมล้อมรอบรถขนนักโทษที่ถูกเผาไหม้ด้วย 'เปลวไฟนรก' ราวกับจะสร้างอนุสรณ์ขึ้นมา
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไม่ช้า กองทัพของพวกเขาก็ค่อยๆ หายลับเข้าไปในทะเลหมอก
ดิลเลอร์ส ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองน้ำพุร้อนยืนนิ่งอยู่กับที่ เขามองส่งกองกำลังเมืองแซมบอร์ดเดินทางจากไปอย่างเงียบๆ ตอนนี้เขาสามารถโคจรคลื่นพลังธาตุไฟของตัวเองได้แล้ว ดูเหมือนว่าอาการาเ็ที่ได้รับจากหมัดโปร่งแสงจะค่อยๆ ทุเลาขึ้นบ้างแล้ว ทำให้เขาสามารถโคจรคลื่นพลังในร่างได้อย่างราบรื่น
เขามองไปยังน้องชายของตัวเองที่นอนสลบอยู่บนพื้นด้วยสายตาเหยียดหยาม ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปใส่ใจมัน ดิลเลอร์สหันหลังแล้วเดินจากไปอย่างช้าๆ
……
“สหาย เ้าคิดว่าอย่างไร?”
บนหอคอยเวทมนตร์สูงสุดแห่งหนึ่งในเมืองน้ำพุร้อน หนึ่งในสองเงาร่างที่ยืนนิ่งอยู่ตรงหน้าต่าง จู่ๆ ก็เปิดปากถามขึ้นมากะทันหัน เขาสวมชุดสีขาวที่สะอาดตา ในมือก็ถือคทาเวทมนตร์สีขาวที่สูงกว่าร่างของตัวเอง ทั่วร่างเผยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาจางๆ
“ข้ามองไม่ออก” บุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีผมสีเทาดูยุ่งเหยิงเหมือนสิงโตก็ไม่ปาน ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
บุรุษอีกคนสวมชุดเกราะสีขาวดูเรียบง่าย บนตัวเกราะเต็มไปด้วยรอยคมดาบมากมาย และมีบรรยากาศกดดันที่ยากจะอธิบายออกมาเป็คำพูดได้ ราวกับว่ามีกองกำลังนับพันนับหมื่นคนกำลังยืนอยู่ที่ด้านหลังของเขา อากาศรอบกายของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอายฆ่าฟันที่เหี้ยมโหด ซึ่งกลิ่นอายนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ สำหรับเหล่าทหารที่ผ่านสมรภูมิรบมานับหลายร้อยครั้งแล้วจะมีกลิ่นอายนี้ติดตัว มันไม่ใช่สิ่งที่เขาจงใจสร้างขึ้นมาแต่อย่างใด
“ฮ่าๆๆๆ นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าจะยังมีคนที่ทำให้แม่ทัพใหญ่ 'กองกำลังพายุคลั่ง' อย่างเ้ามองไม่ออก” ชายในชุดคลุมสีขาวหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “าาแซมบอร์ดคนนี้ก็ช่างใจกล้านัก ถึงกลับลงมือสังหารคนของ 'กองกำลังพายุคลั่ง' แบบนี้...ด้วยนิสัยของเ้า ข้ายังคิดว่าเ้าจะพุ่งไปสังหารเขาทิ้งเสียอีก แต่คิดไม่ถึงว่าจะปล่อยให้เขาจากไปง่ายๆ แบบนี้”
“ข้ามองเขาไม่ออก ดังนั้นข้าจึงไม่ลงมือ” ชายวัยกลางคนในชุดเกราะตอบกลับมาอย่างสงบ
“อะไรกัน? อย่าบอกนะว่าแม้แต่แม่ทัพใหญ่ 'กองกำลังพายุคลั่ง' อย่างเ้าก็ยังคิดว่าจะเอาชนะเด็กรุ่นลูกไม่ได้อย่างงั้นหรือ?” ใบหน้าของชายชราผมขาวยังคงรอยยิ้มไว้ไม่เปลี่ยนแปลง “ดูเหมือนว่าความคิดของข้าจะถูกต้องนะ แม้ว่าาาแห่งเมืองแซมบอร์ดจะปะทะกับดิลเลอร์ส แต่ท่าทางของเขาเหมือนกับออมมือไว้ให้หลายส่วน ฮึๆ ดูเหมือนว่าจะมีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้ว!”
“ใน่ก่อนจะเข้าสู่กลียุค เป็ธรรมดาอยู่แล้วที่อาจจะมีบรรดาอัจฉริยะปรากฏตัวออกมา าาเมืองแซมบอร์ดก็ถือว่าเป็หนึ่งในบรรดาอัจฉริยะที่ปรากฏตัวออกมา...” ชายวัยกลางคนในชุดเกราะพูดออกมาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “อัดโฟกาต นักเวทระดับหกดาวอย่างเ้าพูดถูกแล้ว าาเมืองแซมบอร์ดเป็อัจฉริยะจริงๆ แม้แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้หรือเปล่า!”
“ถึงแม้ว่าเ้าจะไม่สามารถเอาชนะเขาได้ แต่เ้าก็สามารถสังหารเขาได้ แต่ทำไมเ้าถึงไม่ทำเล่า?”
“ข้ารู้ว่าเ้าหมายถึงอะไร หากข้าออกคำสั่งให้ 'กองกำลังพายุคลั่ง' เคลื่อนไหวล่ะก็ แน่นอนว่าจะต้องสังหารเขาได้แน่ๆ แต่การสังหารยอดฝีมือระดับสูงคนหนึ่ง 'กองกำลังพายุคลั่ง' ของข้าก็ต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยเช่นกัน ข้าจะให้กองกำลังหลักของราชอาณาจักรต้องมาพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ด้วยเื่เล็กน้อยแบบนี้ไม่ได้...” ชายในชุดเกราะส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะพูดต่อไปว่า “ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางมรสุมในราชอาณาจักรตอนนี้ การมีอัจฉริยะเพิ่มขึ้นมาอีกคนนับว่าเป็เื่ดี!”
“โอ้?” ชายในชุดคลุมสีขาวยกมือลูบเคราของตัวเองแล้วยิ้มออกมาเล็กน้อย “สหาย ดูเหมือนว่าเ้าจะชอบเขามากเลยนะ?”
“เด็กหนุ่มอัจฉริยะแบบนั้น มีเหตุผลอะไรให้ข้าต้องไม่ชอบด้วยเล่า?”
“เหตุผลธรรมดามาก เพราะอัจฉริยะของเ้า ไม่เพียงเอาชนะบุตรชายคนโตของเ้าได้ แต่ยังทำลายความมั่นใจในฝีมือของเขาไปอีกด้วย และยังทุบตีบุตรชายคนที่สองของเ้าเหมือนหมาข้างถนนตัวหนึ่ง หรือว่าเ้าไม่สนใจบุตรชายของตัวเองแล้ว?”
“ฮึๆ ชีวิตของดิลเลอร์สน่ะราบรื่นจนเกินไป หากเขาได้พบกับความพ่ายแพ้บ้างก็นับว่าเป็เื่ดี ส่วนคูลอมบ์...เฮอะ มันคือสวะของตระกูลปโตเลมี ไม่คู่ควรให้ข้าต้องใส่ใจ”
“ฮ่าๆๆ อารมณ์ร้อนเหมือนเคย ถึงแม้ว่าคูลอมบ์จะไม่ใช่คนที่มีพร์อะไรนัก แต่ก็เป็สิ่งสุดท้ายที่เวร่าทิ้งไว้ให้เ้านี่นะ”
“ข้าอยากให้เ้าเรียกเวร่าว่าพี่สะใภ้นะ” สายตาของชายในชุดเกราะอ่อนลงเล็กน้อย “ถ้าไม่ใช่เพราะเวร่า คูลอมบ์คงถูกสับเป็หมื่นชิ้นให้สาสมกับสิ่งที่มันทำไว้ในเมืองน้ำพุร้อนแล้ว!”
พูดถึงหัวข้อนี้ทีไร บรรยากาศก็พลันโศกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย ชายในชุดคลุมสีขาวเองก็เงียบไปพักใหญ่ๆ
แม้ว่าพวกเขาทั้งสองคนจะอยู่ในยอดหอคอยเวทมนตร์ แต่ด้วยวิธีการบางอย่างทำให้พวกเขาสามารถมองเห็นเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายในเมืองน้ำพุร้อนได้ ดังนั้นพวกเขาจึงเห็นฉากการปะทะกันระหว่างซุนเฟยกับดิลเลอร์สั้แ่ต้นจนจบ และเพราะคำสั่งของพวกเขาจึงทำให้ไม่มียอดฝีมือคนอื่นๆ หรือเหล่าทหารยามของเมืองน้ำพุร้อนเข้าไปวุ่นวาย ไม่อย่างนั้น เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้คงจะไม่จบเงียบๆ แบบนี้แน่
ทั้งสองคนได้ตกลงปลงใจที่จะปล่อยผ่านเื่ในวันนี้ไป
เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่า ความสามารถของซุนเฟยนั้นอยู่เหนือกว่าที่พวกเขาจินตนาการไว้เสียอีก
--------------------
