ตอนที่ 7 ผักป่าคือทองคำ
ครัวของบ้านตระกูลสวีในยามเที่ยงวันนั้นร้อนระอุราวกับเตาหลอม เตาอิฐเก่าแก่ที่ผ่านการใช้งานมานานจนดำสนิทกำลังลุกโชนด้วยไฟจากฟืนที่เพิ่งถูกสับมาใหม่ๆ ควันไฟที่ยังคงเล็ดลอดออกมาตามรอยแตกผสมกับไอร้อนจากหม้อดินที่กำลังเดือดปุดๆ ทำให้บรรยากาศทั้งอึดอัดและอบอ้าว
นี่คือสมรภูมิรบแห่งใหม่ของหนิงหนิง สมรภูมิที่อาวุธคือตะหลิวและกระทะ ส่วนข้าศึกคือความขาดแคลนและสายตาจับผิดของคนในครอบครัว
บนโต๊ะเตรียมอาหารที่ทำจากแผ่นไม้พาดบนขาตั้งโยกเยก มีวัตถุดิบสำหรับมื้อกลางวันวางอยู่ มันเทศหัวเล็กๆ สองหัว ข้าวสารหนึ่งกำมือ และผักดองเค็มที่เหลืออยู่ก้นไหเพียงเล็กน้อย
นี่คือทั้งหมดที่ย่าหวังอนุญาตให้เธอใช้สำหรับเลี้ยงปากท้องของคนห้าคน
"ฮึ! ข้าจะคอยดูสิว่า ด้วยของแค่นี้ แกจะเสกอาหารทิพย์ออกมาได้อย่างไร!"
เสียงของย่าหวังดังลอดมาจากห้องโถง นางไม่ได้เข้ามาในครัวโดยตรง แต่เลือกที่จะนั่งจ้องจับผิดอยู่ไม่ไกล เพื่อสร้างแรงกดดันให้หนิงหนิงอย่างเต็มที่ นางคาดหวังว่าจะได้เห็นภาพหลานสาวทำอะไรไม่ถูก ลนลานจนทำข้าวไหม้ หรือไม่ก็ทำได้แค่ข้าวต้มใสๆ ที่จืดชืดเหมือนเดิม
แต่หนิงหนิงกลับไม่ได้แสดงท่าทีกังวลใจใดๆ เลยแม้แต่น้อย
เธอล้างมือจนสะอาด ก่อนจะหยิบข้าวสารหนึ่งกำมือนั้นมาล้างอย่างเบามือ น้ำซาวข้าวขาวขุ่นรอบแรกถูกเธอเททิ้งไปอย่างไม่ใยดี ซึ่งเป็การกระทำที่ขัดใจย่าหวังอย่างยิ่ง เพราะปกติแล้วน้ำซาวข้าวจะถูกเก็บไว้ใช้ล้างหน้าหรือผสมกับรำให้หมูกิน
"นังเด็กผี! แค่น้ำซาวข้าวยังจะเททิ้ง! แกคิดว่าบ้านเราร่ำรวยนักรึไง!" ย่าหวังะโเข้ามาทันที
"ท่านย่าคะ" หนิงหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจน "น้ำซาวข้าวรอบแรกมีฝุ่นและสิ่งสกปรกปนเปื้อนอยู่มาก หากนำไปใช้ต่ออาจทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้ ความสะอาดคือรากฐานของสุขภาพ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายนะคะ หากมีใครในบ้านป่วยขึ้นมาเพราะความเสียดายน้ำซาวข้าวแค่ถ้วยเดียว ค่าสมุนไพรที่ต้องจ่ายไปคงไม่คุ้มกัน"
ตรรกะที่เถียงไม่ได้และยังยกเื่สุขภาพขึ้นมาอ้าง ทำให้ย่าหวังถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่กัดฟันกรอดด้วยความเจ็บใจ
หนิงหนิงไม่สนใจนางอีกต่อไป เธอตั้งหม้อดินบนเตา เทน้ำซาวข้าวรอบที่สองที่สะอาดแล้วลงไปพร้อมกับข้าวสาร รอจนน้ำเดือดแล้วจึงถอยฟืนออก หรี่ไฟลงให้อ่อนที่สุด ปล่อยให้ข้าวค่อยๆ ระอุอยู่ในหม้อ
จากนั้นเธอก็หันมาจัดการกับมันเทศ เธอล้างมันจนสะอาดหมดจด แล้วลงมือปอกเปลือกอย่างคล่องแคล่ว เปลือกมันเทศที่ปกติจะถูกโยนทิ้งไปให้หมูกิน ถูกเธอแยกเก็บไว้บนจานกระเบื้องใบหนึ่งอย่างเป็ระเบียบ ส่วนเนื้อมันเทศสีเหลืองนวลถูกหั่นเป็ชิ้นลูกเต๋าขนาดพอดีคำ
"แม่คะ" เธอหันไปพูดกับจ้าวหลันที่ยืนมองอยู่เงียบๆ "ช่วยเอาเปลือกมันเทศนี่ไปตากแดดให้แห้งหน่อยได้ไหมคะ"
"เปลือกมันเทศน่ะรึ? จะเอาไปทำอะไรลูก?" จ้าวหลันถามด้วยความสงสัย
"มันเอาไปบดผสมกับแป้งทำขนมได้ค่ะ หรือจะเอาไปต้มเป็ชาดื่มแก้ร้อนในก็ได้" หนิงหนิงอธิบาย "เปลือกของมันเทศมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าเนื้อของมันเสียอีกนะคะ คนส่วนใหญ่ไม่รู้ก็เลยทิ้งไป น่าเสียดายออก"
ความรู้จากโลกอนาคตที่ดูเหมือนเป็เื่ธรรมดาสำหรับเธอ กลับเป็สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจสำหรับคนในยุคนี้ จ้าวหลันรับจานเปลือกมันเทศไปอย่างงงๆ แต่นางก็ไม่ถามอะไรต่อ รีบนำมันไปวางตากแดดบนเสื่อฟางตามที่ลูกสาวบอก
เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว หนิงหนิงก็เหลือบมองไปนอกหน้าต่าง ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย วัตถุดิบที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความประทับใจได้
"แม่คะ หนูขอออกไปหลังเขาแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวกลับมา"
"จะไปทำอะไร? เที่ยงแล้วนะ!" จ้าวหลันร้องห้ามด้วยความเป็ห่วง
"ไปหาทองคำค่ะแม่" หนิงหนิงยิ้มอย่างมีความหมาย "แม่ช่วยดูข้าวในหม้อให้หนูหน่อยนะคะ อย่าให้มันไหม้ก็พอ"
พูดจบเธอก็คว้าตะกร้าใบเล็กกับเสียมอันจิ๋วที่ใช้พรวนดินในสวน แล้ววิ่งหายออกไปทางหลังบ้านอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ย่าหวังได้แต่ะโไล่หลังด้วยความโมโห
"จะไปเถลไถลที่ไหนอีก! กลับมาเดี๋ยวนี้นะ นังเด็กไม่รักดี!"
ป่าหลังเขา คลังสมบัติที่ถูกมองข้าม
เนินเขาที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้านชิงเหอนั้นเต็มไปด้วยต้นไม้และพงหญ้าที่ขึ้นรกชัฏ ในสายตาของชาวบ้านส่วนใหญ่ มันเป็เพียงสถานที่สำหรับเก็บฟืนหรือล่าสัตว์เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น น้อยคนนักที่จะใส่ใจกับเหล่าวัชพืชหรือผักป่าที่ขึ้นอยู่ดาษดื่น เพราะในยุคที่ทุกอย่างถูกควบคุมโดยคอมมูน การปลูกธัญพืชในนาให้ได้ผลผลิตสูงสุดคือเป้าหมายหลัก พืชพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากนี้จึงถูกมองว่าไร้ค่า
แต่สำหรับหนิงหนิงแล้ว ที่นี่คือซูเปอร์มาร์เก็ตธรรมชาติขนาดมหึมา!
ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ที่เธอเคยศึกษาเป็งานอดิเรกในชาติก่อน บัดนี้ได้กลายเป็ทักษะการเอาตัวรอดที่ล้ำค่าที่สุด เธอไม่ต้องเดินสุ่มสี่สุ่มห้า แต่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในใจ
เธอเดินลึกเข้าไปในป่าเพียงเล็กน้อย ในบริเวณที่แดดส่องถึงรำไรและดินมีความชื้นพอเหมาะ แล้วเธอก็พบมัน
กลุ่มของ เจวี๋ยไช่ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ ผักกูด ยอดอ่อนของมันที่ยังคงม้วนงออยู่ดูอวบอ้วนน่ากิน หนิงหนิงบรรจงเด็ดยอดอ่อนเ่าั้ใส่ตะกร้าอย่างเบามือ ผักชนิดนี้ในยุคของเธอถือเป็ผักเพื่อสุขภาพชั้นดี มีราคาค่อนข้างสูง แต่ในยุคนี้มันกลับถูกปล่อยให้ขึ้นทิ้งขึ้นขว้าง
เดินต่อไปอีกไม่ไกล เธอก็เจอกับ หม่าฉื่อซิ่ว หรือ ผักเบี้ยใหญ่ ซึ่งเป็วัชพืชที่ชาวบ้านมักจะถอนทิ้งเป็ประจำเพราะมันเติบโตเร็วและแย่งอาหารพืชหลัก แต่ หนิงหนิงรู้ดีว่าผักชนิดนี้มีรสเปรี้ยวอมฝาดเล็กน้อย มีสรรพคุณเป็ยาเย็น ช่วยแก้ร้อนในและยังอุดมไปด้วยวิตามิน
และขุมทรัพย์ชิ้นสุดท้ายที่เธอตามหาก็คือ เซียงชุน หรือ ชุนฉ่าย ใบอ่อนของต้นชุนจะมีกลิ่นหอมฉุนเป็เอกลักษณ์ นิยมนำมาผัดกับไข่หรือทำเป็เครื่องเคียงรสเลิศ เธอเด็ดใบอ่อนสีแดงอมม่วงที่เพิ่งแตกยอดออกมาใหม่ๆ มาหนึ่งกำใหญ่
ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ตะกร้าของเธอก็เต็มไปด้วย ทองคำสีเขียว ที่คนในยุคนี้มองไม่เห็นค่า
เธอยังแอบเหลือบไปเห็นเห็ดหูหนูที่ขึ้นอยู่ตามขอนไม้ผุๆ จึงไม่รอช้าที่จะเก็บมันมาด้วยเช่นกัน
เมื่อได้วัตถุดิบครบตามที่้าแล้ว หนิงหนิงก็รีบเดินทางกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ในใจของเธอกำลังตื่นเต้นกับเมนูอาหารกลางวันที่กำลังจะบังเกิด ราวกับเป็เชฟใหญ่ที่กำลังจะรังสรรค์ผลงานชิ้นเอก
เมื่อผักป่า กลายเป็อาหารเลิศรส
เมื่อหนิงหนิงกลับมาถึงครัวพร้อมกับผักป่าเต็มตะกร้า ก็สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนอีกครั้ง
"นั่น นั่นมันวัชพืชไม่ใช่รึลูก! จะเอามากินได้ยังไง!" จ้าวหลันร้องออกมาด้วยความใ
"กินได้สิแม่ แถมยังอร่อยด้วย" หนิงหนิงยิ้มอย่างมั่นใจ "คนโบราณว่าไว้ ‘พึ่งูเาก็กินของจากูเา พึ่งทะเลก็กินของจากทะเล’เรามีของดีอยู่ใกล้ตัวขนาดนี้ จะปล่อยให้เสียของไปได้ยังไงคะ"
คำพูดที่ฉะฉานและสุภาษิตที่ยกมาอ้างอย่างคล่องแคล่วนั้น ทำให้จ้าวหลันถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นางจ้องมองลูกเลี้ยงของตัวเองราวกับกำลังมองคนแปลกหน้า
‘พึ่งูเาก็กินของจากูเา’ จ้าวหลันรำพึงกับตัวเองในใจ นางเคยได้ยินคำพูดนี้มาจากผู้เฒ่าผู้แก่ก็จริง แต่ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะออกมาจากปากของหนิงหนิง เด็กสาวที่ปกติแล้วแทบจะไม่ปริปากพูดจาอะไรกับใครเลยด้วยซ้ำ
นางมองลึกลงไปในดวงตาของเด็กสาว ดวงตาคู่นั้นเคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและว่างเปล่าเสมอมา แต่บัดนี้มันกลับทอประกายแห่งความมั่นใจและความรู้ที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็แววตาของผู้ที่รู้... รู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ และรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร
นางไปเรียนรู้เื่พวกนี้มาจากไหนกัน? ความสงสัยผุดขึ้นมาในใจของจ้าวหลันเป็ระลอกคลื่น
สวีหนิงที่นางรู้จัก คือเด็กที่อ่อนแอและขี้ขลาดมาั้แ่เกิด โลกทั้งใบของนางมีเพียงบ้านกับทุ่งนา นางไม่เคยออกไปไหนไกล ไม่เคยอ่านหนังสือเล่มหนาๆ และไม่เคยสนใจเื่สมุนไพรหรือผักป่ามาก่อนเลยแม้แต่น้อย ความรู้ทั้งหมดของนางควรจะจำกัดอยู่แค่การทำงานบ้านและงานเกษตรกรรมพื้นๆ เท่านั้น
แต่หนิงหนิงคนนี้ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้านางในตอนนี้ กลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
นางรู้จักวิธีการโต้เถียงกับท่านย่าด้วยเหตุผลที่ไม่อาจหักล้างได้ และตอนนี้นางยังมารู้จักวัชพืชที่ทุกคนในหมู่บ้านมองข้ามว่ามันคือของดีอีก
หรือว่า การเจ็บไข้ครั้งนั้น มันได้เปลี่ยนลูกคนนี้ไปจริงๆ?
จ้าวหลันนึกย้อนไปถึงวันที่หนิงหนิงฟื้นขึ้นมาจากการถูกทุบตีอย่างหนักหน่วง นางจำได้ว่าแววตาของลูกเลี้ยงเปลี่ยนไปั้แ่วันนั้น ความกลัวหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นและความเด็ดเดี่ยวที่น่าประหลาดใจ
หรือว่า ์จะสงสารในชะตากรรมของนางจริงๆ? ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว เื่เล่าที่หนิงหนิงอ้างว่ามี "เทพเซียนมาเข้าฝัน" นั้น แม้จะดูเหลือเชื่อ แต่เมื่อได้เห็นกับตาตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความไม่เชื่อก็เริ่มสั่นคลอน
จ้าวหลันมองผักป่าในตะกร้าสลับกับใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างมั่นใจของหนิงหนิง ในใจของนางตอนนี้ไม่ได้มีแค่ความใอีกต่อไปแล้ว แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ ความรู้สึกที่นางไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับกับตัวเองมานานแสนนาน
"ความหวัง"
มันอาจจะเป็จุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ๆ สิ่งที่จะมาเปลี่ยนแปลงชีวิตอันแร้นแค้นและมืดมนของครอบครัวนี้
นางไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็เช่นไร แต่วินาทีนี้ นางเลือกที่จะเชื่อ
"แล้ว... แล้วเราจะทำอะไรกับมันกินดีล่ะลูก?" จ้าวหลันเอ่ยถามออกมาในที่สุด น้ำเสียงของนางไม่ได้มีแววตื่นตระหนกอีกต่อไปแล้ว แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
หนิงหนิงยิ้มกว้างขึ้น นางรู้ว่านางได้พันธมิตรคนสำคัญมาอยู่ในกำมือแล้ว
"แม่คอยดูนะคะ วันนี้หนูจะเปลี่ยนวัชพืชพวกนี้ ให้กลายเป็อาหารที่อร่อยจนทุกคนต้องลืมเนื้อหมูไปเลย!"
นางไม่เสียเวลาอธิบายมากความ รีบลงมือจัดการกับวัตถุดิบใหม่ทันที
ผักกูดถูกนำไปลวกในน้ำร้อนอย่างรวดเร็วเพื่อลดความฝาด จากนั้นจึงนำมาคลุกกับกระเทียมสับและเกลือเล็กน้อย ผักเบี้ยใหญ่ถูกนำไปต้มจนนิ่มแล้วปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูและซีอิ๊วเล็กน้อย กลายเป็ยำรสเปรี้ยวสดชื่น ส่วนใบชุน นี่คือพระเอกของงาน
เธอสับใบชุนจนละเอียดแล้วนำไปเจียวในน้ำมันหมูเล็กน้อยที่ขอดมาจากก้นไห กลิ่นหอมฉุนอันเป็เอกลักษณ์ของมันลอยฟุ้งไปทั่วทั้งครัว กลิ่นนั้นช่างแตกต่างจากกลิ่นอาหารจืดชืดที่บ้านนี้เคยกินมาโดยสิ้นเชิง!
กลิ่นหอมนั้นรุนแรงและยั่วยวนจนแม้แต่ย่าหวังที่นั่งทำหน้าบึ้งอยู่ในห้องโถงยังต้องเผลอสูดจมูกฟุดฟิดด้วยความสงสัย
"กลิ่น กลิ่นอะไรน่ะ?"
สวี่กังที่กำลังนั่งเล่นดีดลูกแก้วอยู่หน้าบ้าน ก็ทิ้งของเล่นในมือแล้ววิ่งพรวดเข้ามาในครัวทันที "หอมจังเลย! พี่สาว! ทำอะไรกินน่ะ!?"
หนิงหนิงไม่ตอบ แต่ตักข้าวสวยร้อนๆ ที่หุงจนได้ที่แล้วขึ้นมาจากหม้อ ข้าววันนี้ไม่ได้เป็ข้าวต้มใสๆ แต่เป็ข้าวสวยที่หุงผสมกับเนื้อมันเทศหั่นเต๋า ทำให้มีสีเหลืองนวลน่ากินและมีรสหวานตามธรรมชาติ
เธอจัดแจงตักข้าวใส่ชามให้ทุกคน แล้วตามด้วยกับข้าวสามอย่างที่ทำจากผักป่า ยำผักเบี้ยใหญ่รสเปรี้ยว ผักกูดลวกคลุกกระเทียม และ ใบชุนเจียวน้ำมันหมู
ถึงแม้จะไม่มีเนื้อสัตว์เลยแม้แต่ชิ้นเดียว แต่สีสันและกลิ่นหอมของอาหารบนโต๊ะกลับทำให้ทุกคนที่เห็นถึงกับกลืนน้ำลาย
สวีเจี้ยนจวินผู้เป็พ่อที่เพิ่งกลับมาจากการประชุมที่กองการผลิต ก็ถึงกับชะงักเมื่อเห็นอาหารกลางวันในวันนี้ เขาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"นี่ นี่มัน" ย่าหวังจ้องมองกับข้าวแปลกตาตรงหน้า "กินได้จริงๆ เรอะ? ไม่ใช่ของมีพิษแน่นะ?"
"ถ้าท่านย่ากลัวพิษ ก็ไม่ต้องกินก็ได้ค่ะ" หนิงหนิงตอบกลับอย่างเรียบเฉย "แต่หนูรับรองได้ว่า อร่อยกว่าผักดองเค็มเมื่อวานแน่นอน"
พูดจบเธอก็ไม่สนใจใครอีกต่อไป ตักข้าวเข้าปาก ตามด้วยใบชุนเจียวคำโต รสชาติที่คุ้นเคยจากชาติก่อนทำให้เธอแทบน้ำตาไหล ความหอมมันของน้ำมันหมูผสมกับกลิ่นที่เป็เอกลักษณ์ของใบชุน มันช่างเป็รสชาติที่เรียบง่ายแต่ตราตรึงใจ
สวี่กังเห็นพี่สาวกินอย่างเอร็ดอร่อยก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาคว้าตะเกียบคีบผักกูดเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นทันที "อร่อย! กรอบๆ เค็มๆ อร่อยกว่าผักในสวนอีก!"
จากนั้นเขาก็ตักยำผักเบี้ยใหญ่เข้าปากตาม "เปรี้ยวๆ! อร่อยดี! กินแล้วไม่เลี่ยนเลย!"
เมื่อเห็นว่าน้องชายกินแล้วไม่เป็อะไร ทุกคนก็เริ่มลงมือกินบ้าง จ้าวหลันตักใบชุนเข้าปากอย่างลังเล แต่เมื่อได้ลิ้มรส นางก็ถึงกับตาโตด้วยความประหลาดใจ "หอม หอมจริงๆ ด้วย! อร่อยมากเลยลูก!"
แม้แต่สวีเจี้ยนจวินที่ปกติกินเงียบๆ ก็ยังคีบกับข้าวบ่อยขึ้นกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
มีเพียงย่าหวังคนเดียวที่ยังคงนั่งทำหน้าบึ้ง ถือทิฐิไม่ยอมแตะต้องกับข้าวจากผักป่าเ่าั้ นางกินเพียงข้าวสวยเปล่าๆ กับผักดองเค็มที่เหลืออยู่
