ไป๋เซียงจู๋มีสติปัญญามากพอจะทำเช่นนั้นได้ จิตสำนึกของเฟิ่งเจาเกอบอกตัวเองว่ามันจะเป็แบบนั้น
คนที่สามคือเหยียนอี้เลี่ย แม้เหยียนอี้เลี่ยไม่ใช่คนเงียบขรึม ทว่าเขาเป็คนลึกล้ำยากแท้หยั่งถึง
อารมณ์ขัดเคืองปรากฏบนใบหน้าเฟิ่งเจาเกอ ในขณะที่เหยียนอี้เลี่ยดูเปรมปรีดิ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น
สถานการณ์ปัจจุบันคือฮ่องเต้ทรงให้ความสำคัญและคุ้มครองความปลอดภัยให้กับองค์ชายเจ็ดอย่างมาก แม้องค์รัชทายาทเฟิ่งเจาเกอจะสำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน แต่สุดท้ายเขาแล้วก็มิใช่บุตรชายของตนอยู่ดี และไม่รู้ว่าฮ่องเต้เหยียนตี้จะให้โอรสบุญธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกันทางสายเืสืบทอดราชบัลลังก์ของตนจริงหรือไม่
เมื่อเห็นองค์ชายเจ็ดเอ่ยปากขอร้องแทนดังนั้น เสียนกุ้ยเฟยจำต้องให้เกียรติอีกฝ่าย อย่างน้อยในตอนนี้ก็ต้องลดราวาศอกก่อน
ฮ่องเต้ทรงรับสั่งแล้ว ให้องค์ชายห้าเรียนรู้เอาองค์ชายเจ็ดเป็แบบอย่าง ทั้งที่เ้าตัวอายุน้อยกว่า ทว่าด้วยมากความปรีชาสามารถ อีกทั้งเป็เลิศเหนือคนอื่นขนาดนี้
เสียนกุ้ยเฟยยิ้มน้อยๆ ตอบรับโดยพลัน “ในเมื่อองค์ชายเจ็ดขอ ข้าก็จะไว้ชีวิตนางสักหน ไป๋เซียงจู๋ ยังไม่รีบคุกเข่าคำนับอีก แล้วขอโทษมู่จื่อรั่วเสียด้วย วันนี้ข้าก็จะยกโทษให้เ้า!”
คุกเข่าคำนับ?
ไป๋เซียงจู๋เห็นความตื่นเต้นที่เปล่งประกายอยู่ในดวงตาของมู่จื่อรั่ว หากวันนี้นางเลือกคุกเข่า นางก็จะเป็รองมู่จื่อรั่วตลอดกาล
ฮึ! จะให้ตนคุกเข่าคำนับนางหรือ คอยดูแล้วกันว่าคนอย่างตนไป๋เซียงจู๋จะทำตามปรารถนาของนางหรือไม่!
ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “หากคุณหนูจื่อรั่วยินดีจบการพิพาท หม่อมฉันก็ไม่มีข้อโต้แย้งเพคะ”
“เ้าหยุดดันทุรังเสียทีเถิด พระสนมเสียนเฟยกรุณายกโทษให้เ้าแล้ว เ้ากลับยังไม่รู้สำนึกผิด! เสียแรงที่พระสนมเสียนเฟยอุตส่าห์ปรานี” ั์ตาของมู่จื่อรั่วฉายแววประสงค์ร้าย
ไม่ถึงฮวงโหไม่เลิกรา [1] ปฏิกิริยาเช่นนี้ของมู่จื่อรั่วสมใจไป๋เซียงจู๋อย่างยิ่ง ตน้าขยายความน่ารังเกียจของนางให้ชัดเจนมากกว่าเดิม ถึงเวลานั้นทุกคนจะได้เห็นความประพฤติของนางแจ่มแจ้งเอง
ไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มบาง “คุณหนูมู่พูดเช่นนี้แล้ว ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันก็มีแต่ต้องทำให้ทุกคนได้รู้ความจริง”
ไป๋เซียงจู๋กล่าวและเริ่มลงมืออย่างที่ลั่นวาจา ทุกคนอยู่ในอารมณ์สงสัยใคร่รู้ ส่วนใหญ่คิดว่าไป๋เซียงจู๋กำลังจงใจทำเหมือนเื่ราวซับซ้อนให้ไขว้เขว มีเจตนาเพื่อผัดผ่อนเวลาออกไปเท่านั้น ถ้าต้องรับบทลงโทษทวีคูณ ลมหายใจของนางจะสิ้นสุดลงที่นี่เป็แน่
องค์ชายเจ็ดขมวดคิ้วนิ่วหน้า แม่นางผู้นี้สามารถพลิกผันสถานการณ์ได้จริงหรือ
แววตาของเหยียนอี้เลี่ยลึกล้ำดำมืด ผู้หญิงคนนี้มีดีแค่ความงามล่มเมือง นางยโสโอหังเกินไป อันทำให้ดึงดูดหายนะเข้าตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หญิงเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อเขาโดยสิ้นเชิง
ส่วนเฟิ่งเจาเกอนั้นกะพริบดวงตาดอกท้อปริบๆ มุมปากทั้งสองข้างค่อยๆ ยกขึ้น การแสดงแสนสนุกกำลังจะเริ่ม
ไป๋เซียงจู๋เดินวนพิศดูรอบมู่จื่อรั่วเป็อันดับแรก หลังเห็นนางพยายามซ่อนเท้าไว้ใต้กระโปรงยาวด้วยความกระวนกระวาย ใบหน้างามลออก็เผยรอยยิ้มละไม มู่จื่อรั่วยังร้อนตัวกลัวความผิดจริงๆ ด้วย
ไป๋เซียงจู๋ชี้ไปยังเท้าที่ซ่อนใต้ชายกระโปรงของมู่จื่อรั่ว อธิบายเสียงดังฟังชัด “พระสนม คุณหนู และฮูหยินทุกท่าน คิดๆ แล้วทุกคนน่าจะสวมรองเท้าที่ทำจากผ้าปักซูโจวกัน แม้ดูหรูหราสวยงามแต่มีข้อเสียอย่างหนึ่ง นั่นก็คือมันเปื้อนฝุ่นง่าย หากเซียงจู๋ยื่นเท้าขัดขาคุณหนูมู่จริง ปลายกระโปรงนั่นย่อมเปรอะฝุ่น ทว่าชายกระโปรงของมู่จื่อรั่วไม่มีร่องรอยใด กลับกัน มีรอยส้นรองเท้าอยู่บนหน้ารองเท้าข้างซ้ายของนาง! เพื่อโยนความผิดให้ข้า นางแสร้งสะดุดล้มเองอย่างหน้าไม่อาย หวังสาดโคลนใส่ข้า หญิงผู้นี้ช่างเ้าเล่ห์เพทุบาย ทั้งยังใจแคบ เห็นผู้อื่นดีกว่าเป็ไม่ได้ หากคิดว่าหม่อมฉันเพ้อเจ้อ วอนพระสนมกรุณาตรวจสอบ ณ ที่นี้!”
ทันทีที่นางชี้แจงแถลงไข ปลายเท้าของมู่จื่อรั่วเหมือนเหยียบอยู่บนปลายหนามน้ำแข็ง ทุกคนพยายามมองหารอยเท้าดังคำกล่าวของไป๋เซียงจู๋บนปลายรองเท้าที่โผล่ออกมาจากใต้กระโปรง
“มีจริงด้วย…”
“ใช่ ชัดมากนะ”
“นี่ หรือว่าทุกอย่างที่ไป๋เซียงจู๋พูดเป็ความจริง”
บางคนที่ตาดีมองเห็นรอยส้นเท้าบนรองเท้าข้างซ้ายอย่างชัดเจนั้แ่วินาทีที่มู่จื่อรั่วชักเท้ากลับ ไม่รีรอเริ่มซุบซิบวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
มู่จื่อรั่วย่อมได้ยินบทสนทนาของทุกคน นางหน้าซีดเผือดโดยพลัน อาการตื่นตระหนกนั่นประจักษ์แก่สายตาเสียยิ่งกว่าอะไร ตราบเท่าที่ตาไม่ได้มัวบอดก็มองออกทั้งนั้น เื่นี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!
เมื่อครู่มีโอกาสมากมายขนาดนั้น นางจะรามือก่อนเลยเถิดไกลเมื่อไรก็ได้ แต่ดันปล่อยโอกาสหลุดมือไปทุกครั้ง เมื่อถึงบัดนี้ ท่ามกลางสายตาของผู้คน สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับแล้ว!
ตนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำ ตอนนั้นแค่เกิดความคิดแวบเข้ามากะทันหันว่าอยากจะใส่ความไป๋เซียงจู๋ นึกไม่ถึงว่ามีช่องโหว่ใหญ่หลวง บัดนี้ตนต้องทำเช่นไร
เสียนกุ้ยเฟยก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นเดียวกัน ประการแรก นางไม่ได้คาดคิดว่าไป๋เซียงจู๋จะมีเชาวน์ปัญญาเลิศล้ำถึงเพียงนี้ ประการที่สอง มู่จื่อรั่วที่นางเชื่อใจกลับกลายเป็อาโต่ว [2] เล่ห์กลกระจอกงอกง่อยแค่นี้ยังทิ้งจุดอ่อนให้คนอื่นเล่นงานได้ และประการที่สาม เมื่อครู่นางเข้าข้างมู่จื่อรั่วปานนั้น บัดนี้มู่จื่อรั่วกลับทำนางเสียเกียรติของเสียนกุ้ยเฟยเบื้องหน้าธารกำนัล!
ยังโง่เง่าอ่อนหัดอยู่มากจริงๆ นางเดิมพันผิดฝ่ายหรือเปล่า
ข้อพิจารณาทั้งสามทำให้เสียนกุ้ยเฟยหมดอารมณ์ทุกอย่างทันที นางลุกขึ้นพร้อมใบหน้าที่เ็า “ข้าชักจะเพลียแล้ว ขอกลับตำหนักไปพักผ่อนก่อน เชิญฮูหยินและคุณหนูทุกท่านชมบุปผาในอุทยานหลวงตามอัธยาศัยเถิด” และแล้วก็จับมือนางกำนัลกลับตำหนักอวี้หลิงไป
เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะสูญเสียแรงสนับสนุนอย่างเสียนกุ้ยเฟย มู่จื่อรั่วหน้าถอดสีไม่ต่างจากดอกท้อแห้งเหี่ยว ท่ามกลางแววตาที่จ้องเขม็งทุกคู่ นางรักษาเกียรติของตนไว้ไม่ได้เลย
ไม่ได้! นางต้องกู้ศักดิ์ศรีคืน! นางปล่อยให้ชื่อเสียงที่ตนอุตส่าห์สั่งสมตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้พังพินาศลงภายในวันเดียวไม่ได้เป็อันขาด!
กล้ามเนื้อใบหน้าของมู่จื่อรั่วกระตุกแรง นางพยายามควบคุมอย่างสุดกำลัง เผยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ยิ่งปรากฏก็ยิ่งแข็งทื่อจนใครๆ ต่างมองเห็นความลวงหลอกในนั้น นางรีบยกสุราชั้นดีบนโต๊ะขึ้นมารินใส่จอก กุลีกุจอขอโทษไป๋เซียงจู๋ “เมื่อครู่คงเป็เพราะรั่วเอ๋อร์ซุ่มซ่ามเอง ไปเหยียบอะไรเข้าถึงได้สะดุดล้ม… คุณหนูไป๋โปรดอภัย…” ทุกคำพูดถูกเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างยากเย็น ประหนึ่งมีดกรีดหัวใจมู่จื่อรั่ว สะท้อนความเจ็บแค้นพยาบาท
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มน้อยตอบ ตวัดตามองสุราจอกนั้นในมือนาง “ข้ามิกล้าดื่มสุราของคุณหนูมู่แล้วล่ะ เกิดสะดุดล้มอะไรขึ้นมาอีก ข้าชดใช้ไม่ไหวหรอกเ้าค่ะ”
น้ำเสียงประชดประชันเป็นัย ทุกคนในงานอดไม่ได้ที่จะป้องปากแอบหัวเราะ
มู่จื่อรั่วทำเช่นนี้เพราะ้าให้ไป๋เซียงจู๋ไว้หน้านาง แต่จะมีเื่ดีๆ แบบนั้นเสียที่ไหน อันตัวนางไป๋เซียงจู๋มิใช่คนดีไม่ลืมหูลืมตา ในเมื่อคิดจะกลั่นแกล้งนาง ก็ต้องเตรียมใจพร้อมรับผลที่ตามมา
สุรารสเลิศในจอกกระฉอก มู่จื่อรั่วแทบล้มทั้งยืน หากมิใช่เพราะเหยียนอี้หรานที่ยืนเฝ้าอยู่ใกล้กายนางมาโดยตลอด นางคงคว่ำลงไปเป็แน่
เหยียนอี้หรานสงสารจับใจ มองไปยังไป๋เซียงจู๋ด้วยความเคืองขุ่นและกล่าวประณาม “รั่วเอ๋อร์แค่ไม่ระวัง แต่เ้ากลับก้าวร้าวเช่นนี้ ใจจืดใจดำ โหดร้ายทารุณยิ่งนัก!”
ใจจืดใจดำ? โหดร้ายทารุณ?
คำพวกนี้ช่างแปลกใหม่จริงๆ คนที่ยั่วยุตนก่อนคือมู่จื่อรั่ว ใช้ประโยชน์จากผู้อุปถัมภ์อย่างเสียนกุ้ยเฟย และเป็มู่จื่อรั่วอีกเหมือนกันที่คิดจะทำร้ายนาง ตนให้โอกาสมู่จื่อรั่วแล้ว ทว่านางยังดันทุรังจนชื่อเสียงของนางเองต้องเสื่อมเสีย บัดนี้เหยียนอี้หรานกลับมาตำหนินางว่าใจจืดใจดำ สมกับเป็บริวารใต้กระโปรงของมู่จื่อรั่ว จงรักภักดีอย่างแท้จริง
เชิงอรรถ
[1]不见黄河不死心 ไม่ถึงแม่น้ำหวงฮวงโหไม่เลิกรา หมายถึง ไม่ยอมแพ้จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ยอมถอดใจจนกว่าจะหมดสิ้นหนทางไปต่อจริงๆ
[2]阿斗 อาโต่ว มาจาก อาโต่วผู้ไม่เอาไหน (扶不起的阿斗) อาโต่วคือชื่อเล่นของเล่าเสี้ยน บุตรชายเล่าปี่ ผู้ปกครองแคว้นฉู่ (จ๊กก๊ก) ลำดับที่สองในยุคสามก๊ก เล่าเสี้ยนไม่สนกิจการบ้านเมือง เอาแต่เพลิดเพลินในสุรานารี แม้มีขงเบ้งที่เป็อัครมหาเสนาบดีที่ปราดเปรื่องที่สุดแห่งยุคคอยชี้แนะช่วยเหลือ แต่เล่าเสี้ยนก็ไร้ความสามารถเกินเยียวยา สุดท้ายแคว้นฉู่จึงล่มสลายโดยการโจมตีของแคว้นเว่ย (วุยก๊ก) อาโต่วผู้ไม่เอาไหนจึงมีความหมายว่า คนที่ไม่ว่าจะสนับสนุนสงเคราะห์อย่างไรก็ไม่พัฒนา
