ในศาลา อันเจิงและเสวี่ยเหมยไต้นั่งตรงข้ามกันทั้งสองนั่งคุยกันอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ราวกับเสวี่ยเหมยไต้ควบคุมสติได้บ้างแล้ว
“ต้องขอโทษด้วย เมื่อครู่ข้าเสียมารยาทกับเ้าไป”
เสวี่ยเหมยไต้กล่าวขอบคุณอันเจิง “ขอบคุณเ้ามากด้วยพลังที่เ้ามีอยู่ในตอนนี้ สามารถนำข่าวนี้มาบอกข้าได้ก็ถือว่ายากมากแล้วเมื่อครู่ข้าวู่วามเกินไปสักหน่อย คงทำให้เ้าใสินะ หากนับตามอายุตอนนั้นเ้าน่าจะอายุประมาณสิบกว่าปี น้อยคนนักจะสามารถวางแผนเื่ต่าง ๆ ได้ดีขนาดนี้ขอบคุณมากจริง ๆ”
อันเจิงลุกขึ้นและทำความเคารพกลับจิตใจเขาก็สงบลงบ้างแล้วเช่นกัน เสวี่ยเหมยไต้อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เขาอยากบอกเื่ราวความเป็มาทั้งหมดให้นางฟังเหลือเกิน
หากในจักรวรรดิต้าซีมีเพียงคนเดียวที่ยังเชื่อถือได้คนนั้นก็คือเสวี่ยเหมยไต้แต่อันเจิงก็รู้ดีว่าตัวเองจะพูดเื่ทั้งหมดออกไปไม่ได้ ไม่ได้แม้แต่เื่เดียวด้วยนิสัยของเสวี่ยเหมยไต้ หญิงสาวที่หยิ่งทะนงเช่นนี้ หากนางรู้ว่าอันเจิงถูกใครวางแผนกำจัดแล้วละก็นางต้องตามฆ่าทุกคนอย่างไม่ลังเลแน่นอน
แล้วสุดท้ายเสวี่ยเหมยไต้ก็อาจต้องตายไปอีกคน
ทุกวันนี้ไม่มีใครสามารถฆ่าองค์จักรพรรดิของจักรวรรดิต้าซีได้ยิ่งไปกว่านั้น อาจไม่มีใครเข้าใกล้เขาได้เลยด้วยซ้ำ
เสวี่ยเหมยไต้นั่งลง “เ้าเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?”
อันเจิงพูดขึ้น“ข้าเป็เด็กที่ยากจนและลำบาก ถูกคนอื่นรังแกั้แ่เด็ก ข้าไม่มีพ่อแม่ฉะนั้นจึงได้แต่พึ่งพาตัวเองเมื่อหิวข้าก็จะออกไปหาของกินเอง แต่คนแบบข้าก็คิดอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตบ้างเหมือนกันข้ารู้ว่าในเทือกเขาชางหมานต้องมีโอกาสให้ข้าได้พลิกชีวิตแน่ เพียงแค่เจอไข่ของเยาโซ่วหรือของวิเศษอย่างอื่นสักชิ้นข้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาได้แล้ว”
“ฉะนั้นส่วนมากข้าจึงจะเข้าไปในเทือกเขาชางหมาน ในใจก็คิดว่าหากวันหนึ่งพลาดพลั้งตายไปก็คงไม่มีอะไรต้องเสียดายเพราะถึงอย่างไร การมีข้าอยู่บนโลกใบนี้ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรอยู่แล้ว”
คำพูดนี้ของอันเจิงไม่ใช่การพูดปดเพราะสิ่งพวกนี้เป็ความคิดที่อันเจิงมีในตอนนั้นจริง ๆ
“มีคืนหนึ่งข้าเข้าไปในเทือกเขาชางหมานเพื่อเสี่ยงโชคเหมือนเคยและข้าก็เจอเขานอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่...ในตอนนั้นเขาแทบจะหมดลมหายใจแล้วเือาบไปทั้งตัว ราวกับมีเืไหลออกมาจากทุกส่วนในร่างตอนนั้นเขาดึงข้อเท้าข้าไว้ ข้าใแทบแย่ แต่เขาบอกให้ข้าอย่ากลัวเขาไม่ทำร้ายข้า”
เสวี่ยเหมยไต้พยักหน้า “ผู้ชายแบบเขาแน่นอนต้องไม่ทำร้ายใครง่าย ๆ”
ในน้ำเสียงของนางช่างเต็มไปด้วยความเคารพและเทิดทูน
อันเจิงหัวใจเจ็บแปลบขึ้นทันที เขารีบหันหน้าหนีเพื่อซ่อนความรู้สึกในแววตา“เขานำปิ่นแมลงปอทับทิมให้ข้า ให้หาวิธีนำสิ่งนี้มาให้เ้า ยังบอกว่าการที่เขามาเทือกเขาชางหมานครั้งนี้ได้ถูกวางแผนเอาไว้หมดแล้วแล้วกำชับให้ข้ามาบอกเ้าว่า...รอเขากลับมาอีกครั้งก่อนเขาจะกลับมาอย่าเพิ่งลงมือทำอะไรโดยเด็ดขาด และยังบอกอีกว่าเขารู้จักเ้าดีรู้ว่าเ้าต้องวู่วามทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบแน่นอน”
เสวี่ยเหมยไต้พูดเสียงเบา “ใช่ ใต้หล้านี้มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้จักข้าดีที่สุด”
มือของอันเจิงสั่นเล็กน้อย “เขายังบอกให้ข้ามาเตือนเ้าให้เ้าระวังราชสำนักต้าซีเอาไว้ จะให้ดีต้องหาทางออกจากจักรวรรดิต้าซีไปเสียไม่ว่าเ้าจะไปไหน เมื่อเขากลับมาแล้วต้องไปหาเ้าอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้เขาต้องรักษาตัวก่อน จากนั้นค่อยกลับมาแก้แค้น”
น้ำตาของเสวี่ยเหมยไต้ค่อย ๆไหลลงมาตามใบหน้า “เขามักจะเฉยชากับข้า ความจริงในใจเขาก็ยังมีข้าอยู่บ้างสินะเขามักจะบอกว่าความรู้สึกที่ข้ามีต่อเขาคือความตื้นตันใจไม่ใช่ความรักแล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่านั่นไม่ใช่ความรัก? หากไม่มีเขาข้าคงตายไปนานแล้วั้แ่วันนั้นข้าก็บอกตัวเองเสมอว่า ข้าเสวี่ยเหมยไต้เป็คนของเขาต่อให้ตายก็จะเป็ิญญาของเขา”
อันเจิงกำหมัดแน่นเพื่อบังคับไม่ให้มือตัวเองสั่นแต่ยิ่งออกแรงมากเท่าไหร่มือก็ยิ่งสั่นมากขึ้นเท่านั้น เขาอยากบอกกับเสวี่ยเหมยไต้ว่าเ้าควรมีชีวิตเพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อคนอื่น
“เขายังบอกอีกว่า ในราชสำนักต้าซีไม่ได้มีเพียงคนหรือสองคนเท่านั้นที่อยากกำจัดเขาแต่มันมากกว่านั้นมาก ต่อให้เ้าจะไม่ห่วงความปลอดภัยของตัวเองแต่เ้าก็ต้องคำนึงถึงศิษย์จำนวนนับร้อยในตำหนักเทียนห่าวกงด้วย หากคนมากมายต้องมาตายเพราะเขาต่อให้เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อก็คงไม่สบายใจ”
เสวี่ยเหมยไต้กดเสียงต่ำ“เขามักจะคิดถึงคนอื่นเสมอ แต่กลับไม่เคยคิดถึงตัวเองบ้างเลย”
อันเจิงพูดต่อ “เขาบอกว่าหากเป็ไปได้อยากให้เ้าพาทุกคนในตำหนักเทียนห่าวกงออกจากจักรวรรดิต้าซี”
เสวี่ยเหมยไต้เงยหน้าขึ้นมองฟ้า“หากข้าไปจากจักรวรรดิต้าซี แล้วข้าจะแก้แค้นแทนเขาได้อย่างไร?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้นใต้ชายคาสำนักกู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีกอดไหล่กันยืนอยู่ สายตาสองคู่ที่จับจ้องเสวี่ยเหมยไต้เผยความรู้สึกแบบเดียวกันพวกนางตกตะลึงกับความงามของเสวี่ยเหมยไต้
ใช่ว่ากู่เชียนเยว่และชวีหลิวซีจะไม่งดงามแต่ความงามของพวกนางเป็ความงามที่อ่อนโยน ส่วนเสวี่ยเหมยไต้ นางงดงามอย่างที่หาไม่ได้ในโลกใบนี้
“ช่างงดงามเหลือเกิน”
ชวีหลิวซีบ่นพึมพำ “อันเจิงรู้จักผู้หญิงแบบนั้นได้อย่างไรกัน”
กู่เชียนเยว่ตอบอย่างเหม่อลอย “เขา...ใครจะไปรู้ล่ะแต่ถึงอย่างนั้น หญิงสาวคนนั้นก็สวยมากจริง ๆ”
น้ำเสียงของทั้งคู่ราวกับมีความหึงหวงปะปนอยู่เล็กน้อย เมื่ออยู่ต่อหน้าเสวี่ยเหมยไต้ความมั่นใจในความงามของพวกนางหายไปจนสิ้น
ทางด้านในศาลา อันเจิงยังคงพูดขึ้น“ข้าไม่รู้ว่าระหว่างเ้ากับเขามีความสัมพันธ์อะไรกัน แต่ข้ารู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดเป็เื่ที่ถูกต้องแล้วหากเ้าสามารถสืบได้ว่าใครคือคนวางแผนเื่นี้และไปล้างแค้นแทนเขาแต่ผลสุดท้ายกลับถูกคนพวกนั้นฆ่าตาย เมื่อเขากลับมาจะไปหาเ้าได้อย่างไร? เมื่อเขาหาเ้าไม่เจอจะเป็อย่างไร?”
สีหน้าเสวี่ยเหมยไต้เปลี่ยนไปเล็กน้อย“จริงด้วย อย่างไรเขาต้องกลับมาหาข้าแน่นอน เหมือนที่ข้าตามหาเขาในตอนนี้หากข้าตายไปเขาก็คงต้องเสียใจไม่มากก็น้อย...”
“ฉะนั้นข้าคิดว่าเ้าควรฟังสิ่งที่เขาพูดพาคนในตำหนักเทียนห่าวกงออกจากจักรวรรดิต้าซีซะ”
“จะไปไหนได้เล่า?”
เสวี่ยเหมยไต้มองอันเจิงอย่างไร้หนทาง “ที่ข้าอยู่จักรวรรดิต้าซีเพราะเขาก็อยู่จักรวรรดิต้าซีในเมื่อเขาไม่อยู่แล้ว ข้าก็ไม่รู้จะไปไหนเหมือนกัน”
“เมืองพุทธทางตะวันตก”
อันเจิงรีบอธิบาย“เมืองพุทธทางตะวันตกเป็ที่เดียวที่จักรวรรดิต้าซียังเกรงกลัวอยู่คนที่นั่นสงบนิ่งและสามัคคีกันมาก จักรวรรดิต้าซีไม่มีทางแสดงตัวไม่เป็มิตรต่อเมืองพุทธแน่แม้ว่ากว่าร้อยแคว้นทางตะวันตกมักจะขัดแย้งกันเป็ประจำ แต่แคว้นเหล่านี้นับถือศาสนาพุทธเมื่อผู้นำทางศาสนาห้าม แคว้นเ่าั้ก็จะต้องฟังและสามัคคีกันแน่นอน”
เสวี่ยเหมยไต้ถามขึ้น “เื่นี้เขาก็เป็คนบอกรึ?”
นางจ้องมาที่ดวงตาของอันเจิงราวกับสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
อันเจิงชะงักไป จากนั้นก็ส่ายหน้า“เขาไม่ได้พูด หลายปีมานี้ข้าคิดทบทวนเื่นี้อยู่ตลอด เมื่อไตร่ตรองอย่างดีแล้วก็เห็นจะมีเพียงเมืองพุทธเท่านั้นที่จะอยู่อย่างสงบได้นี่เป็สิ่งที่ข้าคิดเผื่อตัวเอง แต่มันก็เหมาะสำหรับเ้าเหมือนกันอีกอย่างเ้าก็มักจะไปดินแดนทางตะวันตกเป็ประจำอยู่แล้ว หากเ้าไปที่นั่นราชสำนักต้าซีต้องไม่สงสัยอย่างแน่นอน”
เสวี่ยเหมยไต้ส่ายหน้าไปมา “เ้าไม่ใช่เขาเ้าไม่ใช่เขาแน่นอน”
อันเจิงเพิ่งได้คำตอบ ความจริงแล้วเสวี่ยเหมยไต้สับสนมาโดยตลอด
เสวี่ยเหมยไต้พึมพำ “เ้าจะเป็เขาได้อย่างไรกันเพียงแต่แววตาเ้าคล้ายเขาเหลือเกิน”
นางตัดใจลุกขึ้น “ขอบคุณเ้ามากแล้วข้าจะไปเมืองพุทธ”
อันเจิงส่งปิ่นแมลงปอทับทิมให้เสวี่ยเหมยไต้“ของสิ่งนี้คืนให้เ้า”
เสวี่ยเหมยไต้รับปิ่นแมลงปอทับทิมมา“ความจริงของชิ้นนี้ควรให้เ้าเก็บไว้เป็สิ่งตอบแทน แต่ทว่ามันก็สำคัญมากสำหรับข้าฉะนั้นข้าขอเก็บไว้แล้วกัน”
นางรับปิ่นแมลงปอทับทิมคืนไปจากนั้นก็นำหยกขาวยื่นให้อันเจิง “นี่เป็ของวิเศษแทนตำหนักเทียนห่าวกงของข้าเมื่อมีของชิ้นนี้เ้าสามารถเรียกใช้คนของตำหนักข้าได้ ถึงแม้ข้าจะพาคนไปดินแดนตะวันตกแล้วแต่ในจักรวรรดิต้าซีและแคว้นรอบ ๆ ก็ยังมีคนของตำหนักเทียนห่าวกงอยู่ไม่น้อย หากเ้าเจออันตรายให้ส่งพลังเข้าไปในหยกนี้มันจะส่งข่าวไปหาศิษย์ทุกคน หากมีใครอยู่ใกล้กับเ้าเขาต้องรีบมาช่วยแน่นอน”
“และยังมีนี่”
เสวี่ยเหมยไต้หยิบของบางอย่างออกมา“เมื่อครู่ข้าเสียมารยาททดสอบพลังวัตรของเ้า จึงรู้ว่าพลังวัตรที่เ้ามี...ไม่ได้แข็งแกร่งมากนักถึงแม้แคว้นเยี่ยนจะเล็กมาก แต่ก็มีผู้ฝึกพลังวัตรขั้นสูงอยู่ไม่น้อยจากที่ข้าดูแล้วเ้าคงอยากเข้าไปทำงานในราชสำนัก แต่ด้วยพลังที่มี...ต่อให้เ้าจะตบตาคนอื่นให้ตัวเองดูเหมือนแข็งแกร่งมากแค่ไหนแต่สุดท้ายก็ต้องถูกจับได้แน่นอน ของชิ้นนี้จะสามารถปกป้องความปลอดภัยให้เ้าถึงแม้มันจะใช้ได้เพียงครั้งเดียว แต่สำหรับคนในแคว้นเยี่ยนคงไม่มีใครรับมือพลังมันได้แน่”
อันเจิงมองของสิ่งนั้น นั่นเป็ดาบเล่มเล็กมันเล็กมากจริง ๆ ดาบนั้นมีความยาวแค่หนึ่งนิ้ว อันเจิงรู้จักเสวี่ยเหมยไต้ดีและแน่นอนว่าต้องรู้จักของชิ้นนี้...นี่เป็ดาบวิเศษที่ล้ำค่าของตำหนักเทียนห่าวกงเล่ากันว่าในดาบมีพลังมหาศาลของหญิงสาวผู้หนึ่งอยู่ด้วย หญิงสาวประหลาดผู้นั้นมีพลังไร้เทียมทานแม้กระทั่งเหล่ายอดฝีมือก็ไม่สามารถต้านทานพลังของนางได้ พลังการโจมตีของนางไม่อาจประเมินได้เลยทีเดียว
เดิมทีหญิงประหลาดเก็บของชิ้นนี้ไว้ให้คนในตำหนักเทียนห่าวกงใช้แต่เสวี่ยเหมยไต้กลับมอบให้อันเจิงอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่านาง้าแสดงความขอบคุณด้วยใจจริง
“เก็บไว้เถอะ”
เมื่อเห็นว่าอันเจิงลังเล เสวี่ยเหมยไต้จึงนำดาบวางไว้ในมืออันเจิง“ข้าอยากขอบคุณเ้าแทนเขา”
หลังจากพูดจบ เสวี่ยเหมยไต้ก็เก็บปิ่นแมลงปอทับทิมเอาไว้อย่างดี“ข้าจะไปแล้ว ขอบคุณที่เล่าเื่ทั้งหมดให้ข้าฟัง ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่เ้าทำเพื่อเขาเ้าไม่รู้จักเขาแต่ก็ยินดีทำสิ่งที่เขาร้องขออย่างเต็มที่ข้าขอบคุณเ้าแทนเขาจริง ๆ หากต่อไปเ้า้าให้ข้าช่วยขอเพียงไปหาตำหนักเทียนห่าวกงที่เมืองพุทธ หากข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าต้องช่วยเ้าอย่างแน่นอน”
ร่างนางกะพริบแสงสว่างวาบครั้งหนึ่ง จากนั้นก็หายไปทันทีราวกับไม่เคยมีการปรากฏตัวของใครมาก่อนเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็เพียงความฝันเท่านั้น
อันเจิงมองออกไปไกลสุดขอบฟ้าและนั่งเหม่อลอยเป็เวลานาน
“นี่!”
กู่เชียนเยว่ตบหลังเขาเบา ๆ“ิญญาเ้าออกจากร่างแล้วหรือ? บอกมาเดี๋ยวนี้นะเ้ารู้จักหญิงสาวที่งดงามดั่งเทพธิดาแบบนั้นได้อย่างไร!”
อันเจิงหันกลับมาจากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย“ไม่รู้จัก เพียงแค่ช่วยคนอื่นทำอะไรนิดหน่อยเลยต้องมาเกี่ยวข้องกันเท่านั้นข้าคิดว่าต่อไปก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้วล่ะ”
“ดูเหมือนเ้าจะพ่ายแพ้นะรีบบอกข้าว่านางเป็ใคร”
“เ้าจะอยากรู้ไปทำไม?”
กู่เชียนเยว่เชิดหน้าขึ้น“เ้าบอกว่าข้าจีบสาวเก่งกว่าบุรุษอีกไม่ใช่หรือ ข้าจะไปจีบนาง!”
นางซัดฝ่ามือออกไปด้านหน้าราวกับกำลังฝึกกระบวนท่าอะไรบางอย่างอยู่
อันเจิงส่ายหน้าขบขัน “เ้า...ความสามารถเ้ายังไม่พอความสามารถแค่นี้จีบหญิงไม่ได้หรอก”
กู่เชียนเยว่ไม่สนใจ “สาวงามในใต้หล้านี้เป็ของข้าทั้งหมด!”
อันเจิง “...”
เมื่อทั้งสองพูดถึงตรงนี้ด้านนอกก็มีคนสวมชุดขุนนางเดินเข้ามา หลังจากที่พวกเขาคุยกับผู้เฒ่าฮั่วเสร็จก็เดินมาทางอันเจิงอันเจิงมองไปจึงเห็นว่าคนพวกนั้นคือผู้ตรวจการสำนักวรยุทธ์ชาง
“คุณชายอัน”
หัวหน้าผู้ตรวจการยกมือขึ้นคารวะ“พวกเรามาเพื่อบอกข่าว วันมะรืนสำนักวรยุทธ์ชางจะกลับมาทำการทดสอบต่อจากครั้งก่อนท่านอย่ามาสายล่ะ”
อันเจิงให้ตู้โซ่วโซ่วมอบเงินกับพวกเขา“ขอบคุณที่อุตส่าห์มาบอกข่าวถึงที่นี่ ลำบากพวกท่านแล้ว”
ผู้ตรวจการส่ายหน้า“เงินพวกนี้เรารับไว้ไม่ได้ หากพวกเรารับไว้ เราก็ไม่ต่างจากคนที่เราเกลียด” หลังจากพูดจบพวกเขาก็ก้าวยาว ๆ จากไป
อันเจิงรู้สึกได้ทันทีว่า สำนักวรยุทธ์ชางเป็ที่ที่เขาจะต้องเข้าไปให้ได้
ขณะเดียวกันทางด้านเ้ากรมพิธีการ
ติงวู่มองคนที่อยู่ตรงหน้า“วันมะรืนสำนักวรยุทธ์ชางจะเริ่มทำการทดสอบอีกครั้งแล้ว พวกเ้าต้องทำให้เหมือนมันถูกฆ่าโดยไม่เจตนาและให้เื่จบลงแค่นั้นอย่าให้เกิดเื่วุ่นวายอะไรตามมาอีก พวกเ้าเข้าใจหรือไม่?”
คนพวกนั้นพยักหน้า “ท่านใต้เท้าวางใจได้ผู้คนที่เข้าทดสอบในสำนักวรยุทธ์ชางต่างก็อยากเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตตัวเองพวกเราเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เพียงแค่ให้สัญญากับเขานิดหน่อยเท่านั้นเองให้พวกเขาฆ่าคนแล้วไม่เกิดเื่”
“ใคร?”ติงวู่ถาม
“หลางจิ้ง...คนที่อยากขึ้นมาเป็ที่รู้จักแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็มีพลังที่ใช้ได้เลยทีเดียว เราแค่เปิดประตูชี้แนะให้ เขาก็เดินเข้าไปโดยที่ไม่รู้ว่านั่นคือประตูนรก”
ติงวู่ตอบกลับ “ข้ารู้จักคนคนนี้มันเป็ไอ้เด็กยากจนที่ไปท้าประลองกับสำนักต้าติงแต่กลับไม่มีใครสนใจไม่ใช่หรือคนคนนี้อยากเป็ที่ยอมรับของผู้คน หลอกใช้คนแบบนี้ดีที่สุด พวกเ้าทำได้ไม่เลว ไปจัดการตามนี้เลยละกัน”
