“อุ๊บ...”
องค์รัชทายาทผู้เ็าและเย่อหยิ่งอยู่เสมอไม่คิดว่าฮวาเหยียนจะทำเช่นนี้ เขาแทบหายใจไม่ออกแล้วหมดลมจนสิ้นใจ
การกระทำอันอุกอาจของฮวาเหยียนส่งผลให้ทุกคนใยิ่ง
นี่ นี่ นี่...
“ตี้หลิงหาน หม่อมฉันเชื่อแล้วว่าพระองค์ทรงทำลายสัญญาไปแล้วจริง ๆ แต่เหตุใดพระองค์จึงมิตรัสแจ้งตระกูลมู่ของหม่อมฉันเล่าเพคะ? ทำเอาหม่อมฉันกังวลจนมิอาจหลับลงได้ทั้งยามรุ่งและยามค่ำ กระทั่งเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ขึ้น...”
ฮวาเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด นางขมวดคิ้วพลางใช้ดวงตาแมวจ้องเขม็ง รีบทำตัวเป็คนชั่วฟ้องก่อน [1] ทันที
“ดังนั้นอย่าได้กล่าวโทษเื่ที่หม่อมฉันเข้าใจพระองค์ผิด ในเมื่อพระองค์ทรงเผาทำลายสัญญาฉบับนั้นไปแล้ว แต่กลับมิตรัสแจ้งคนของตระกูลมู่ว่าสัญญาเป็โมฆะ และอันที่จริงพระองค์ยังทรงจงใจทำให้หม่อมฉันหวาดกลัว เพื่อที่ภายหลังหม่อมฉันจะได้เข้าจวนมาอ้อนวอนต่อพระองค์ อย่าคิดว่าหม่อมฉันมิรู้นะเพคะ”
ฮวาเหยียนฉลาด นางวิเคราะห์ความนึกคิดของตี้หลิงหานออกเป็ฉากๆ
ยามนี้ใจนางเป็กังวล หากตี้หลิงหานเอาผิดเื่ที่นางล่วงเกินองค์รัชทายาท นางจะพลอยลากให้ทั้งตระกูลย่ำแย่ไปด้วย
“กล่าวคือ พระองค์ก็มิใช่คนดีเช่นกัน มีพระราชดําริร้ายกาจยิ่ง”
ฮวาเหยียนพูดเองเออเอง
ชั่วขณะนั้นล้วนไม่มีผู้ใดเปิดปาก เพียงฟังฮวาเหยียนพูดคนเดียวมิรู้จบ องครักษ์เงาอั้นเสี่ยวฉีกลอกตามองขึ้นฟ้าไปแล้วหลายสิบครั้ง
ในเมื่อนายท่านมิตรัสสิ่งใด จึงไม่มีใครกล้าพูดโพล่งออกมา
“มู่อันเหยียน แค่ยินยอมให้เ้าแสดงความโอหังต่อหน้าเปิ่นกง ทว่ามิได้อนุญาตให้เ้าเล่นาจิตวิทยากับข้าเสียหน่อย?”
ครู่ต่อมา พลันได้ยินตี้หลิงหานเอ่ยขึ้น
ฮวาเหยียน “...!”
นางย่อมทราบดีว่าตี้หลิงหานเป็คนเ้าคิดเ้าแค้น
คำพูดนี้เจาะจงถึงเหตุการณ์ที่นางและหยวนเป่ามาปรากฏตัวที่จวนไท่จื่อระหว่างวัน
ผู้ชมทุกคนล้วนไม่เข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ ทว่าคิ้วของมู่เอ้าเทียนกลับขมวดเป็ปม เขามองสถานการณ์ตอนนี้ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เป็บุตรสาวแสนล้ำค่าของเขาเองที่สร้างเื่อีกแล้ว!
“ได้ ค่ำคืนนี้เป็หม่อมฉันเองที่ผิด หม่อมฉันต้องขอพระราชทานอภัยด้วย ขอพระราชทานอภัย เป็หม่อมฉันที่ใส่ร้ายพระองค์เพคะ”
ฮวาเหยียนมองตี้หลิงหาน การขอโทษเป็ไปอย่างเงียบง่ายรวดเร็ว ผิดก็คือผิด นางมิใช่คนดัดจริตชอบแก้ตัวเช่นนั้น
หลังจากเห็นท่าทีขอโทษอย่างว่าง่ายของฮวาเหยียน ตี้หลิงหานก็หัวเราะเสียงเบา เวลานี้ร่างกายของเขาอ่อนแอเล็กน้อย ยามเขาหัวเราะออกมาเสียงจึงเบานัก ราวกับปีกขนนกกระพือที่ปัดผ่านหัวใจของผู้คน
ครู่ต่อมาพลันได้ยินเขากล่าวว่า “คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่ รู้ผิดพลาดย่อมสามารถแก้ไขเป็คุณธรรมได้ คำขอโทษของเ้า เปิ่นกงขอรับไว้ ทว่าเื่ที่เ้าปรักปรำเปิ่นกงนั้น...อุ๊บ...”
ฮวาเหยียนยื่นมือมาอุดปากตี้หลิงหานอีกครั้ง
มือเล็กของนางยื่นมาปิดปากของตี้หลิงหานอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้าแดงก่ำ
จมูกของตี้หลิงหานได้กลิ่นหอมจางๆ ช่างทำให้คนมึนเมานัก พาให้เขารู้สึกเคลิบเคลิ้มอยากดื่มด่ำอยู่ในภวังค์
“พระองค์ทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันปรักปรำพระองค์เสียที่ใด เพียงกำลังช่วยเหลือพระองค์ต่างหากเล่า ด้วยเหตุที่เวลานี้พระวรกายของพระองค์มิสู้ดีนัก พลังลมปราณพลุ่งพล่าน อีกทั้งคล้ายว่าพระองค์ทรงถูกวางยาพิษ พลังยุทธ์เมื่อครู่ของหม่อมฉันมีไว้เพื่อหยุดพิษมิให้แล่นไปถึงลำคอ หม่อมฉันกำลังช่วยพระองค์อยู่นะเพคะ...”
ใบหน้าของฮวาเหยียนขมวดเกร็ง นางกล่าวอย่างเคร่งขรึม
สัญญาถูกทำลาย ยามนี้ตี้หลิงหานไม่มีสิ่งของใดใช้ข่มขู่นางได้อีก
อีกทั้งแม้ค่ำคืนนี้นางจะเป็ผู้ช่วยชีวิตตี้หลิงหาน ซึ่งนับว่าเป็คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนางยังสามารถโกงสัญญาสามประการมาจากตี้หลิงหานได้ ทว่าเพราะไฟโทสะปะทุจนส่งผลให้นางปรักปรำและข่มขู่เขา หากนางโดนโทษอาญาฐานทำร้ายองค์รัชทายาทจริง เช่นนั้นนางก็จะได้ไม่คุ้มเสีย
“พิษและพลังลมปราณปะทะกัน เช่นนั้นย่อมไม่ดีแน่ หากมิใช่เพราะโอสถทั้งสามเม็ดของหม่อมฉัน เกรงว่ายามนี้พระองค์คงได้สิ้นลมไปแล้ว ดังนั้นแม้ว่าเมื่อครู่หม่อมฉันจะโมโหยิ่ง ทว่าหม่อมฉันก็ยังมิได้ทำอันใดแม้แต่น้อย ขอพระองค์ทรงอย่าได้เข้าใจผิดเพคะ”
ฮวาเหยียนกล่าวขึ้นอีกครั้ง
ตี้หลิงหานจะเอ่ยสิ่งใดได้? เวลานี้มือเล็กแสนเนียนนุ่มของนางยังคงปิดปากเขาเอาไว้
และทุกคนก็พ่ายแพ้ต่อความไร้ยางอายของฮวาเหยียน พวกเขาล้วนจ้องเขม็งไปที่นาง ราวกับกำลังคิดว่าแม่นางผู้นี้คือคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่จริงหรือ? นางเอ่ยเื่ไร้สาระอย่างจริงจัง คิดว่าพวกเขาโง่ใช่หรือไม่?
กระทั่งมู่เอ้าเทียนก็อดกลั้นมิให้มุมปากกระตุกไม่ได้!
แม่นางน้อยของเขาผู้นี้ กล่าวโกหกโดยไม่ลนลานสักนิด
หยวนเป่าที่เกาะอยู่บนไหล่ของท่านตาต้องหัวเราะจนตัวสั่น แน่นอนว่ามารดาของเขาช่างมีไหวพริบ สามารถพูดกลับขาวให้เป็ดำได้
“จีอู๋ซวง ท่านยังไม่รีบไปตรวจองค์รัชทายาทอีก หากเขายาวสามสั้นสอง [2] ท่านจะรับผิดชอบไหวหรือ?”
ฮวาเหยียนเงยหน้าขึ้นมองจีอู๋ซวงและตำหนิเขา น้ำเสียงแฝงความเร่งร้อนอยู่ในที
จีอู๋ซวง “...!”
มิใช่ว่าทุกคนกำลังดูการแสดงของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่เช่นเ้าอยู่หรือ? เหตุใดไฟจึงลามมาที่ร่างของเขาเสียแล้ว
ทว่าจีอู๋ซวงไม่กล้าล่วงเกินฮวาเหยียน เขารู้ว่าที่ตี้หลิงหานยังคงมีลมหายใจได้นานเพียงนี้ จะต้องเป็ผลมาจากโอสถต่อชีวิตที่ฮวาเหยียนกล่าวถึงเป็แน่ ดังนั้นเขาจึงประสานมือคำนับนาง “แม่นางมู่โปรดบอกข้าได้หรือไม่ เ้าให้องค์รัชทายาทเสวยพระโอสถอันใด?”
“ได้สิ ท่านมาดูสิ่งนี้”
ฮวาเหยียนพยักหน้าพลางหยิบขวดกระเบื้องเคลือบออกมาจากอกของนาง ก่อนยื่นไปตรงหน้าจีอู๋ซวง “ดูเอาเองเถิด”
จีอู๋ซวงหยิบขวดหนึ่งมาเปิดจุกออก ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ลอยโชยแตะจมูก ทั้งร่างของเขาแข็งค้าง รีบร้อนเปิดอีกสองขวดแล้วเทยาเม็ดเล็กลงในมือ จากนั้นทั้งร่างก็พลันตื่นตะลึงจนดวงตาเบิกกว้าง มือทั้งสองสั่นเทา “มะ แม่นางมู่ ยานี้...”
ดวงตาของจีอู๋ซวงเป็สีแดง เขาตื่นตระหนกจนเอื้อนเอ่ยมิเป็คำ
“ยานี้ สมแล้วที่เป็โอสถต่อชีวิต มิน่าเล่า มิน่า...ส่วนผสมของยามีทั้งโอสถิญญาระดับสูงและผลไม้ิญญาหกชนิดขึ้นไป ผลของยาไม่รุนแรง ฤทธิ์ของยาทรงพลัง หากให้คนใกล้ตายทานเข้าไป เกรงว่าคงสามารถอดทนต่อได้ถึงหนึ่งเค่อ ที่บอกว่ายานี้มีราคาดั่งทองพันชั่งย่อมมิได้พูดเกินจริง เยี่ยมยอดนัก เยี่ยมยอดจริงๆ...”
เหล่าองครักษ์เงาไม่คิดว่าโอสถต่อชีวิตที่ฮวาเหยียนหยิบออกมาจะมีประโยชน์ถึงเพียงนี้ ทว่ายามนี้ที่พวกเขาได้ยินคำพูดของจีอู๋ซวง หัวใจของพวกเขาก็ไม่สับสนต่ออีก
ยาที่หนึ่งเม็ดมีค่าดั่งทองพันชั่ง คุณหนูใหญ่ตระกูลมู่กลับมอบยาทั้งสามเม็ดให้แก่องค์รัชทายาท และละลายหนึ่งเม็ดสำหรับพวกเขาทุกคน
เมื่อเทียบกับคุณูปการครั้งใหญ่นี้ ก็ราวกับเื่ที่นางข่มขู่และลงมือกับองค์รัชทายาทจะมิได้น่ารังเกียจนัก
“แม่นางมู่ โอสถต่อชีวิตนี้ถูกปรุงโดยท่านปรมาจารย์ที่อยู่เื้ัเ้าผู้นั้นใช่หรือไม่? ช่างเก่งกาจเกินไปแล้ว เก่งกาจเป็อย่างยิ่ง แม่นางมู่สามารถแนะนำคนผู้นั้นให้ข้าได้หรือไม่ ข้ายินยอมตอบรับทุกความปรารถนาของแม่นางมู่”
ไฟในดวงตาของจีอู๋ซวงลุกโชนจนเกือบเปล่งแสง เขาคำนับฮวาเหยียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ช่างเป็ท่าทีที่มีจิตใจศรัทธาเสียจริง
“ยินยอมตอบรับทุกความปรารถนาหรือ?”
ฮวาเหยียนย้ำคำพูดของเขาอีกครั้ง
จีอู๋ซวงพยักหน้าอย่างตื่นเต้น “ใช่แล้ว จะอย่างไรก็ย่อมได้!”
“เช่นนั้น หากข้า้าเพิ่มส่วนแบ่งจากหออู๋ิ ท่านก็เต็มใจใช่หรือไม่?”
ฮวาเหยียนถาม
คราก่อนนางมิใช่ว่าเจรจากับเขาเื่ส่วนแบ่งหนึ่งในสิบจากหออู๋ิหรือ ทว่าวันนี้จีอู๋ซวงเป็ผู้กล่าวถึงก่อน เช่นนั้นหากนางไม่ขอเพิ่มสักนิด จะเทียบเท่าหัวใจอันเลื่อมใสของเขาได้อย่างไร
คนอย่างนาง นอกจากรักเงินแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอื่น
เมื่อได้ยินคำพูดของฮวาเหยียน ดวงตาของจีอู๋ซวงพลันสว่างวาบ จากนั้นก็ได้ยินเขากล่าวว่า “แม่นางมู่ ตราบใดที่เ้าตกลงจะแนะนำท่านปรมาจารย์ผู้นั้นให้ข้า ข้าก็เต็มใจจะเพิ่มส่วนแบ่งของหออู๋ิขึ้นไปอีกเท่า...”
“จริงหรือ?”
ดวงตาของฮวาเหยียนเบิกกว้าง ส่องประกายระยิบระยับ
มู่เอ้าเทียนสบตากับอั้นจิ่ว ทั้งสองมองกันและกันเงียบๆ จากนั้นจึงวางสายตาลงที่ร่างของหยวนเป่าซึ่งไม่กล่าววาจาแม้สักคำ
ท่านปรมาจารย์ที่จีอู๋ซวงกล่าวถึง คงจะเป็หยวนเป่าน้อยกระมัง
“หลงจู้จี หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน [3] ”
เชิงอรรถ
[1] คนชั่วฟ้องก่อน 恶人先告状 (è rén xiān gào zhuàng) หมายถึง คนชั่วหรือคนมิชอบธรรมเป็ผู้พูดขึ้นก่อน และมักจะบิดเบือนความจริง
[2] ยาวสามสั้นสอง 三长两短 (sān cháng liǎng duǎn) เป็สุภาษิตจีน ใช้อธิบายถึงความโชคร้าย การสูญเสียถึงขั้นเสียชีวิต หรือการประสบกับภัยพิบัติที่อันตรายถึงชีวิต
[3] หนึ่งคำหลุดจากปาก สี่ม้ายากตามกลับคืน 一言既出, 驷马难追 (yī yán jì chū, sì mǎ nán zhuī) หมายถึง เมื่อเราพูดสิ่งใดออกไปแล้ว คำพูดนั้นจะกลายเป็นายเราทันที เหมือนม้าสี่ตัวที่ยากจะตามกลับมา
