“เธอคงไม่พูด เพราะเธอน่าจะเห็นใจเราอยู่บ้าง” ชนกันต์ได้ยินดังนั้น จึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง พร้อมกับถอนหายใจออกมา
“เราช่วยเธอไม่ได้หรอก เพราะคนหนึ่งก็คือเพื่อน คนหนึ่งก็คือน้องสาวของเรา ส่วนเธอ...ไม่ได้เป็อะไรกับเราเสียหน่อย ขอโทษด้วยนะ” เขาพูดตัดบท ก่อนที่ปุยนุ่นจะปล่อยน้ำตามากมายออกมา
“ช่วยเราหน่อยได้ไหม ขอร้องล่ะ ให้เราทำอะไรก็ยอม เธออยากได้อะไรตอบแทน เราจะหามาให้ ขอเพียงแค่เธอช่วยพูดกับพิมพ์มาดาให้หน่อยเท่านั้นเอง” คำพูดของดาราสาวทำให้ชนกันต์เลื่อนสายตาไปยังนาฬิกาเรือนหรูของเขา แล้วชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เธอบอกว่าอะไรนะ ถ้าเราช่วยเธอแล้ว เราอยากได้อะไร เธอจะตอบแทนให้ใช่ไหม” ปุยนุ่นพยักหน้าขึ้นลงในทันที พร้อมกับความคิดด้านมืดของชนกันต์ จะแล่นเข้ามาในสมองทันที เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเท้าคางมองหญิงสาวอย่างมีเล่ห์ั์
“ถ้า...เราทำให้เธอได้มากกว่านั้นล่ะ”
“หมายความว่าไงคะ” หญิงสาวปาดน้ำตาแล้วเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้าเราทำให้เทวทิณณ์เลิกกับพิมพ์มาดาได้ เธอจะตอบแทนเรายังไง” ปุยนุ่นนิ่งเงียบไป ก่อนที่รอยยิ้มของเธอจะคลี่ออกมาด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด
“เธอจะช่วยเราเหรอ”
“อืม.. ถ้าผลตอบแทนเป็ที่น่าพอใจ”
“งั้นเธอบอกเราสิ ว่าเธอ้าอะไร ขอเพียงให้ทิณณ์กลับมาหาเราก็พอ”
“เรา้าเงิน หนึ่งล้านบาท เธอให้เราได้ไหมล่ะ” ปุยนุ่นนิ่งเงียบไป ก่อนที่ชนกันต์จะเอื้อมมาจับมือหญิงสาวแน่น
“ค่าตัวเธอก็ไม่ใช่น้อย ทำงานไม่กี่งาน เธอก็ได้เงินล้านแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าเธอรับปากว่าให้เราได้ เราก็รับปากเธอ ว่าจะทำให้เทวทิณณ์ เลิกกับพิมพ์มาดา”
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่ได้ไม่นาน จึงตกลงทำตามข้อเสนอของอีกฝ่าย ด้วยความหวังว่าเทวทิณณ์จะกลับมาหาเธอดังเดิม ทั้งสองนั่งวางแผนกันอยู่นานจนทุกอย่างเป็ที่น่าพอใจ ก่อนที่ชนกันต์จะยกมือถือโทรหาเทวทิณณ์ทันที
“ทิณณ์ นายอยู่ไหน”
“อยู่กับพิมพ์ มีอะไรเหรอ”
“มาคุยกับฉันหน่อยสิ ฉันมีธุระด่วนอยากคุยด้วย”
“โอเค” หลังจากวางสายเพื่อนรักไป เทวทิณณ์หันมายังแฟนสาว แล้วยกมือขึ้นลูบศีรษะเธออย่างถนอมเหมือนเคย
“เย็นนี้รอพี่ที่เดิมนะ เดี๋ยวพี่ไปหากันต์ก่อน แล้วจะรีบมารับไปทานข้าว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะเบี่ยงตัวเดินจากมาพร้อมกับสายตาของพิมพ์มาดาจะทอดมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกผิด ที่ติดอยู่ในใจตลอดเวลา เมื่อหญิงสาวก้มมองกำไลข้อมือที่หายไป
“พิมพ์จะบอกพี่ทิณณ์ยังไงดี” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง ไม่นานนักปุยนุ่นก็เดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ทำไมนั่งคนเดียวล่ะ ทิณณ์ไปไหน”
“ไปหาพี่กันต์ค่ะ” หญิงสาวบอกปุยนุ่น พร้อมรอยยิ้มคล้ายไม่สบาย ก่อนที่ปุยนุ่นจะย่อตัวลงนั่งด้านข้าง แล้วตัดสินใจพูดบางอย่างเกี่ยวกับเทวทิณณ์
“คบกับทิณณ์เป็ยังไงบ้าง เขาดูแลเธอดีใช่ไหม” หญิงสาวพยักหน้ายอมรับ ก่อนที่รอยยิ้มของปุยนุ่นจะเผยออกมา
“ทิณณ์เขาเป็คนน่ารักแบบนั้นแหละ ดูกระเป๋านี่สิ เขาซื้อให้พี่ นึกอยากจะซื้ออะไรให้ก็ซื้อไม่เคยถาม แต่ทิณณ์เขาเป็คนยึดถือสิ่งของนะ ถ้าซื้อให้แล้วไม่รักษาเขาจะโกรธมาก” ปุยนุ่นเลื่อนมองข้อมือของพิมพ์มาดา ก่อนที่อีกฝ่ายจะรีบใช้มือปิดบังไว้ ด้วยกลัวว่าดาราสาวจะเห็น
“พี่เคยทำของที่เขาซื้อให้หายไป เขาโวยวายหาว่าพี่ไม่ใส่ใจความรู้สึก ละเลยของที่เขาตั้งใจซื้อให้ โกรธพี่อยู่หลายวันเลยล่ะ ทิณณ์เคยบอกกับพี่ว่า พี่คือคนสำคัญสำหรับเขา หลังจากเรียนจบ เขาแต่งงานกับพี่ แต่ไม่คิดว่าเธอจะเข้ามาก่อนทำให้ทิณณ์เปลี่ยนใจ” พิมพ์มาดาก้มหน้าลงไม่ตอบโต้ ก่อนที่ปุยนุ่นจะปล่อยยิ้ม แล้วพูดบางอย่างออกมา
“ฉันอยากจะบอกอะไรกับเธออย่างหนึ่ง ครอบครัวของทิณณ์เป็ครอบครัวธุรกิจ คนธรรมดาอย่างเธอ ยากที่จะทำให้ครอบครัวเขายอมรับ ดีไม่ดีจะทำให้ทิณณ์ตกต่ำลงอย่างไม่รู้ตัว.....อย่าถือสาฉันเลย ฉันแค่เตือนเธอด้วยความหวังดีเท่านั้นแหละ อย่าคิดมากล่ะ สำหรับฉันกับทิณณ์เรามีความลึกซึ้งกันมากกว่าที่เธอคิด ระยะเวลาที่เธอรู้จักเขาไม่เท่ากับที่ฉันรู้จัก ดังนั้นฉันย่อมรู้นิสัยของเขาดีกว่าเธอ ทิณณ์อาจจะแค่เห่อของใหม่ ที่ไม่นานเขาก็เบื่อ เธอควรทำใจไว้บ้างก็ดี” พิมพ์มาดาได้ยินดังนั้น เธอพยายามกลั้นความรู้สึกหวั่นไหวไว้ แล้วพูดบางอย่างออกมา
“ขอบคุณนะคะที่เตือน พิมพ์เจียมตัวอยู่ตลอด และรู้ว่าตัวเองเป็ใคร”
“ดีแล้วจ้ะ จะได้ไม่ต้องคิดมาก เวลาฉันอยู่ใกล้กับทิณณ์ เพราะเราสองคนสนิทกันแบบนี้มานานมากแล้ว”
สองเท้าของเทวทิณณ์เดินเข้ามาหาเพื่อนรัก พร้อมกับเอ่ยทักถึงนาฬิกาเรือนใหม่ที่เขาสวมใส่ ท่ามกลางสายตาของนักศึกษาที่หันมองเขาเป็ตาเดียว แต่นั่นไม่ได้ทำให้เทวทิณณ์ใส่ใจมากนัก เขาย่อตัวลงนั่งแล้วเอ่ยถามชนกันต์ถึงธุระด่วนที่ว่า
“นายมีธุระด่วนอะไรเหรอ”
“ฉันมาคิด ๆ ดูแล้ว ฉันอยากจะเตือนอะไรนายอย่างหนึ่ง” เทวทิณณ์ขมวดคิ้ว
“เื่อะไร”
“เื่พิมพ์มาดา ก่อนหน้าฉันไม่อยากเตือนนายเพราะคิดว่านายคงจะลุ่มหลงชั่วคราว แต่ตอนนี้ดูเหมือนนายจะถลำเกินไปแล้ว ฉันจึงอยากจะเตือนนายเื่หนึ่ง” คำพูดแปลกประหลาดของชนกันต์ ทำให้เทวทิณณ์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ตกลงนายกำลัง จะบอกอะไรฉัน”
