ทุกคนยืนอยู่ด้านล่างเวที มองเฉียวรุ่ยกับหลิ่วเทียนฉี สามีภรรยายืนอยู่บนเวทีอย่างเป็กังวล
“ซือซือ ยันต์รวมปราณทิพย์นั่นดีทีเดียว เ้าวาดเป็หรือไม่ หืม?” เซวียนหยวนหงมองหลิ่วซือที่อยู่ข้างกายก่อนยิ้มแล้วเอ่ยถาม
“ไม่เป็หรอก!” ที่วิทยาลัยยันต์สอนหลักๆ เป็ยันต์ประเภทโจมตีกับประเภทป้องกัน ส่วนยันต์รวมปราณทิพย์เป็ประเภทช่วยฝึกฝน นางจึงวาดไม่เป็
“อ้าว? เ้าไม่เป็หรือ? ไม่น่านะ ก็ตอนนี้เ้าเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามแล้วนี่?” เซวียนหยวนหงมีสีหน้างงงวย
“ยันต์รวมปราณทิพย์จัดเป็ยันต์ประเภทช่วยฝึกฝน ไม่อยู่ในขอบเขตการสอนของวิทยาลัยยันต์ นี่เป็ยันต์ที่ไม่เป็ที่รู้จักนักชนิดหนึ่ง ต่อให้เป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม คนที่วาดเป็ก็มีอยู่ไม่มาก!” หลิ่วซือเหลือบมองเขาพลางเอ่ยอย่างจริงจัง
“หากพูดเช่นนี้ ศิษย์น้องหลิ่วก็ไม่เป็หรือ?”
“ไม่เป็หรอก ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามที่วาดยันต์ชนิดนี้เป็ในวิทยาลัยยันต์น้อยจนนับนิ้วได้ ต่อให้เป็อาจารย์ก็ไม่แน่ว่าจะวาดเป็หรอก!”
“อ้อ! ถ้าพูดเช่นนี้ น้องเจ็ดของพวกเ้าก็ร้ายกาจเอาเื่น่ะสิ!” เซวียนหยวนหงพยักหน้าเข้าใจ
“ท่านอาสามเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสี่ น้องเจ็ดได้รับการสั่งสอนจากบิดาโดยตรงน่ะ!” พูดถึงตรงนี้ ในหัวใจหลิ่วซานรู้สึกอิจฉาจนเ็ปอยู่เล็กน้อย หากท่านอาสามอบรมสั่งสอนตนเหมือนที่สั่งสอนเทียนฉี ถ้าเช่นนั้นระดับยันต์ของตนในตอนนี้คงไม่อยู่แค่นี้
“สืบทอดความรู้ในตระกูลหรือ! ที่แท้เป็เช่นนี้เอง! ข้าคงต้องไปหาศิษย์น้องหลิ่วเพื่อซื้อยันต์เสียแล้ว” เซวียนหยวนหงพยักหน้ารับ
“ดูท่าองค์ชายหกจะสนใจยันต์รวมปราณทิพย์นี้มากเชียวนะ!” เมิ่งเฟยชำเลืองมองเซวียนหยวนหง ระบายยิ้มเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“ใช่ ข้ารู้สึกว่ายันต์นี้ใช้คู่กับโอสถหวนปราณทิพย์ของข้าได้อย่างเหมาะสม ไม่มีสิ่งใดเกิน!” เซวียนหยวนหงพูดเหมือนเป็เื่ถูกต้อง
“ได้ หากท่านอยากได้ ข้าจะช่วยท่านซื้อจากน้องเจ็ด ให้ท่านได้ราคาที่เหมาะสมเอง!” หลิ่วซือมองอีกฝ่ายทีหนึ่ง หัวเราะนิดหน่อยพลางบอก
ได้ยินเช่นนี้ เซวียนหยวนหงพลันตะลึงที่ได้รับน้ำใจอยู่บ้าง “อืม สมกับเป็ซือซือ คิดถึงข้าได้ดีที่สุด!”
หลิ่วซือมองอีกฝ่าย กระตุกมุมปาก ไม่ตอบอะไรกลับไป
“เ้าหนูเฉียวรุ่ยนี่ดื้อพอตัวเลยนะ าเ็จนเป็เช่นนั้นแล้วยังเข้าร่วมการแข่งขันรอบที่สามอีก” อวี๋ชิงโยวมองเฉียวรุ่ยบนเวทีประลอง พูดขึ้นอย่างจนปัญญา
“วิชาต่อสู้มือเปล่าของเฉียวรุ่ยไม่เลวนัก หากเ้าปะทะกับเขาคิดว่าชนะได้ไหม?” พระเอกเอียงศีรษะ หันมาถามศิษย์น้อง
“เื่นี้พูดยากเสียจริง!” อวี๋ชิงโยวลูบคาง คิดว่าหากตนปะทะกับเฉียวรุ่ย เกรงว่าต้องสู้กันอย่างเลวร้ายแน่นอน เ้าหนูนี่ในตอนต่อสู้บ้าคลั่งเกินไปแล้ว เหมือนกับเสือดาวตัวน้อยแยกเขี้ยวพร้อมตวัดกรงเล็บ เหี้ยมเอาเื่ ไหนจะดุเอาเื่ทีเดียวเชียว
ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน นางเอกหลิ่วซานเอียงศีรษะมองไปทางพระเอก พอเห็นสายตาของเขาจ้องเฉียวรุ่ยบนเวที หัวใจของนางกลับมีรสชาติยากจะพรรณนา นางอยู่ข้างกายเขามาตลอดจึงััได้ถึงความชื่นชมที่เขามีให้เฉียวรุ่ย พลันรู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่มองไม่เห็นกำลังย่างกรายเข้ามา
แปลก อวี่ิเป็อะไรไป? ทำไมสนใจบุรุษที่มีสามีเช่นนี้เล่า? แถมอีกฝ่ายยังเป็บุรุษสองเพศอีก? อวี่ิไม่ชอบบุรุษสองเพศมาตลอดมิใช่หรือ?
รอบที่สาม ห้าคนต่อสู้รวมกันเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว หลิ่วเทียนฉียืนอยู่เบื้องล่างเวทีประลอง จ้องเฉียวรุ่ยอยู่เสมอ
เมื่อเห็นเฉียวรุ่ยถูกเล่นงานจนร่วงลงจากเวทีประลอง เขารีบบินเข้าไปรับอีกฝ่ายั้แ่แวบแรกที่เห็น ไม่ให้ร่วงตกลงพื้น
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยผินหน้ามองคนรักที่อยู่ข้างกาย เผยรอยยิ้มสบายใจ
“ข้าจะพาเสี่ยวรุ่ยกลับไปรักษาอาการาเ็ก่อน!” หลิ่วเทียนฉีมองต่งเฟิง เมิ่งเฟยและจงหลิงรวมถึงพวกหลิ่วซือกับหลิ่วซานทีหนึ่ง เขาไม่หยุดรอสักนิด อุ้มเฉียวรุ่ยบินไปทางเขาด้านหลังวิทยาลัยยุทธ์ในทันที
พระเอกมองแผ่นหลังของพวกเขาหายลับไปอย่างรวดเร็ว ั์ตาไหววูบทีหนึ่ง แววตาผิดหวังจางๆ แล่นผ่านก่อนจางหายไป
“เ้าเทียนฉีนี่ แบบฉบับของการเห็นคนรักดีกว่าเพื่อน!” ต่งเฟิงกลอกตาพลางบ่น
ได้ยินคำพูดนั้น คนอื่นล้วนยิ้มอ่อน!
.........
เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลิ่วเทียนฉีวางเฉียวรุ่ยลงบนเตียง รีบถอดเสื้อผ้าบนร่างอีกฝ่ายออก เริ่มสำรวจและจัดการาแั้แ่หัวจรดเท้าทีละแห่ง
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักก้มศีรษะหน้าบึ้งจัดการาแตนโดยไม่พูดสักประโยคก็เรียกเสียงเบา
“...” หลิ่วเทียนฉีก้มหน้า ยังคงจัดการาแให้ ไม่พูดไม่จา
“เทียนฉี เ้าโกรธข้าหรือ?” พอถูกเขาทำตัวเ็าใส่ ในหัวใจเฉียวรุ่ยแอบเศร้านิดๆ
หลิ่วเทียนฉีก้มศีรษะ ใช้ปลายนิ้วจิ้มรอยช้ำบนหน้าอกเฉียวรุ่ยเบาๆ ยังไม่สนใจจะตอบ
“โอ๊ย!” ถูกกดาแเช่นนี้ เฉียวรุ่ยร้องเจ็บ
หลิ่วเทียนฉีเงยหน้ามองสีหน้าขาวซีดร้องอย่างเ็ป เห็นคิ้วน้อยๆ ขมวดเข้าหากันก็เม้มปาก แรงที่มือผ่อนเบาลงหลายส่วน
“เทียนฉี อย่าโกรธเสี่ยวรุ่ยได้ไหม?” เฉียวรุ่ยจับมือหลิ่วเทียนฉี ถามอย่างน่าสงสาร
หลิ่วเทียนฉีมองทีหนึ่งก็รั้งมือกลับ ไม่พูดอะไร
“เทียนฉี...” เฉียวรุ่ยมองคนรักยังไม่สนใจตนเองแล้วเรียกอีกหน
“แผลบนขา จัดการเองสักหน่อย!” พูดจบโดยไม่รอเฉียวรุ่ยตอบก็หมุนตัวออกไปทันที
“เทียนฉี!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักจะเดินออกไปจึงร้องเรียกอีกคำหนึ่ง แต่กลับรั้งอีกฝ่ายไว้ไม่ได้
เฉียวรุ่ยนิ่ง มองประตูอยู่เนิ่นนาน กระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายคงไม่กลับมาแล้วถึงยอมจำนน เอาน้ำยาวิเศษที่วางอยู่ด้านข้างทายาให้ตนเอง
เฉียวรุ่ยทายาเสร็จก็สวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย พอเดินออกจากด้านในห้อง เขาเห็นคนรักนั่งทำอาหารอยู่ในลาน
“ทำอะไรหรือ? หอมนักเชียว!” เฉียวรุ่ยอมยิ้ม วิ่งมาถึงข้างกายหลิ่วเทียนฉีเหมือนแมวน้อยจะกละ
หลิ่วเทียนฉีมองเขาทีหนึ่ง ยังคงไม่สนใจอีกฝ่าย
เฉียวรุ่ยเห็นคนรักเปิดฝาหม้อ ที่ตุ๋นอยู่ในหม้อคือไก่ห้าสีขั้นสามตัวหนึ่ง และในหม้อยังใส่สมุนไพรทิพย์กับเห็ดที่มีพลังทิพย์เข้มข้นมากเอาไว้ มันทำให้เขาอดกลืนน้ำลายหลายอึกไม่ได้
“เทียนฉี ไก่ที่เ้าต้มหอมจังเลย!” เฉียวรุ่ยนั่งลงข้างกายคนรัก ยิ้มชมอีกฝ่ายว่าฝีมือทำครัวดี
“...” หลิ่วเทียนฉีก้มหน้ามองไฟ ยังเมินต่อ
“เทียนฉี ข้าสำนึกผิดแล้ว!” เฉียวรุ่ยโอบคอคนรัก จูบแก้มอีกฝ่ายอย่างประจบเอาใจ
ถูกจูบเช่นนี้ มือที่ถือทัพพีอยู่แข็งทื่อไปเล็กน้อย เบี่ยงศีรษะหันไปมองอย่างจนปัญญา
“รู้ชัดว่าทำไม่ได้ ทำไมยังต้องทำอีก?”
“ข้า ข้าอยากเข้าร่วมการแข่งขันจตุรแคว้น อยากพาเ้าไปแดนลับด้วยกัน ข้าได้ยินศิษย์พี่จางบอกว่า ในแดนลับนั่น หาก้าสมบัติเท่าไร ที่นั่นก็มีสมบัติอยู่มากเท่านั้น ข้าถึงอยากไปด้วยกันกับเ้า!” เฉียวรุ่ยมองคนรักเล็กน้อย ก่อนพูดความคิดในใจออกมา
“เ้าอยากไป ข้าพาเ้าไปได้ เ้าไม่จำเป็ต้องต่อสู้สุดชีวิต หรือเ้าไม่รู้ว่าข้าจะปวดใจหากต้องเห็นเ้าได้รับาเ็หรือ?” ความคิดของคนรัก หลิ่วเทียนฉีย่อมเข้าใจ แต่เข้าใจกับเห็นด้วยเป็คนละเื่
“ข้ารู้ ข้ารู้ว่าเ้ารักข้า แต่ข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์นะ! ข้าไม่อยากพึ่งเ้าเพียงอย่างเดียว ข้า ข้าก็อยากทำเื่บางอย่างให้เทียนฉีเหมือนกัน” เฉียวรุ่ยลูบใบหน้าหล่อเหลาที่บึ้งตึงพลางบอกอย่างตั้งใจ
ได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ หลิ่วเทียนฉีถอนหายใจเสียงเบา ความโกรธหายไปค่อนครึ่ง “พวกเราเป็สามีภรรยากันนะ ไม่มีการแบ่งเ้าหรือข้าหรอก เื่ใดๆ ทำตามกำลังพอ ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่เ้าต้องสู้สุดชีวิตเพื่อข้าสักหน่อย”
“อืม ข้ารู้ เป็ความผิดของข้าเอง เทียนฉีไม่โกรธข้าได้ไหม นะ?”
หลิ่วเทียนฉีเหลือบมองเฉียวรุ่ยที่ดูว่าง่ายเป็ที่สุด เขาส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจ “เอาล่ะ ไม่ต้องทำตัวเป็เด็กดีอยู่ที่นี่หรอก กลับห้องไปนอนเถอะ เจ็บไปทั้งตัวแล้ว!”
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า จูบมุมปากเขาทีหนึ่งถึงเดินกลับห้องไปอย่างเชื่อฟัง
.........
ครึ่งชั่วยามให้หลัง
เฉียวรุ่ยมองไก่ตุ๋นเห็ดหอมอบอวลอยู่บนโต๊ะ อดกลืนน้ำลายไม่ได้
“กินมากสักหน่อย ข้าใส่สมุนไพรทิพย์ขั้นสามรักษาอาการาเ็มากมายไว้ข้างใน เ้ากินมากขึ้นจะได้รักษาอาการาเ็ภายในได้ โอสถกินมากคงไม่ดี อาหารบำรุงย่อมดีกว่ายาบำรุงล่ะนะ!” ในสมัยปัจจุบัน สิ่งที่พิถีพิถันที่สุดคืออาหารที่เป็ยาบำรุงร่างกาย ดังนั้น หลิ่วเทียนฉีจึงซื้อสมุนไพรทิพย์ขั้นสามที่ใช้ดูแลอาการาเ็ภายในจากต่งเฟิงมาจำนวนหนึ่ง นำกลับมาทำอาหารที่เป็ยาให้คนรัก
“อื้อ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า รับเนื้อไก่ชามหนึ่งที่คนรักตักมาให้
หลิ่วเทียนฉีมองคนรักเคี้ยวตุ้ยๆ กินด้วยสีหน้าอิ่มอกอิ่มใจก็รู้สึกระอา “กินช้าๆ หน่อยสิ เดี๋ยวก็ลวกปากหรอก!”
“อืม ข้ารู้ เทียนฉี เ้าก็กินด้วยกันสิ อร่อยมากเลยนะ!”
“นี่ตุ๋นให้เ้าโดยเฉพาะ ไว้รักษาอาการาเ็ ข้าไม่กินหรอก แค่ซาลาเปาก็พอ!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาซาลาเปาเข่งหนึ่งออกมา
“อ้อ!” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักก้มหน้ากินซาลาเปาก็ขานรับเบาๆ ในหัวใจพลันอบอุ่น ที่แท้เทียนฉีตั้งใจตุ๋นให้ตนอย่างนั้นหรือ?
.........
วันถัดมา เป็การแข่งขันของวิทยาลัยยันต์
เช้าตรู่ พวกต่งเฟิงก็มาถึง พวกเขาล้วนมาให้กำลังใจหลิ่วเทียนฉี
เงื่อนไขของผู้เข้าแข่งขันของวิทยาลัยยันต์คือผู้ใช้ยันต์ขั้นสาม ศิษย์ที่เข้าร่วมแข่งขันต้องเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามโดยไม่จำกัดชั้นเรียน เมื่อเป็เช่นนี้ ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามหน้าใหม่อย่างหลิ่วซือที่ยังไม่ทันได้เลื่อนชั้นเรียนเป็ชั้นเรียนผู้ใช้ยันต์ขั้นสามก็เข้าร่วมการแข่งขันได้
ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามที่เข้าร่วมการแข่งขันมีทั้งหมดสี่สิบแปดคน พวกเขามากันเช้านัก แต่ละคนเอาโต๊ะกับเบาะสานทรงกลมออกมา นั่งเรียงแถวเป็ระเบียบในลานวิทยาลัยยันต์เพื่อรอการทดสอบของอาจารย์ใหญ่
เมื่อผู้คนของวิทยาลัยยันต์มารวมตัวมากขึ้น ผู้คนของวิทยาลัยอื่นก็ทยอยเข้ามาชมมากมายเช่นกัน
“ที่วิทยาลัยยันต์ ใครร้ายกาจที่สุดหรือ?”
“คงเป็หลิ่วเทียนฉีกระมัง เขาเป็ถึงศิษย์ของอาจารย์ใหญ่เชียวนะ!”
“ข้าได้ยินว่าหลิ่วซานร้ายกาจเหมือนกันนะ!”
“ใช่ ยังมีศิษย์พี่เมิ่งกับศิษย์พี่จวงอีก พวกเขาก็เป็ผู้โดดเด่นของวิทยาลัยยันต์นะ!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ข้าก็คิดว่าศิษย์พี่เมิ่งร้ายกาจที่สุด!”
พระเอกฟังผู้คนถกเถียงกันว่าวิทยาลัยยันต์ ใครจะคว้าชัยชนะ สายตาของเขาเบนจากร่างนางเอกไปจับจ้องร่างหลิ่วเทียนฉีที่อยู่ด้านข้างอย่างรวดเร็ว ในใจคิด ‘ก็ไม่รู้ว่าซานซานกับหลิ่วเทียนฉี ใครจะได้ชัยชนะไป’
“ศิษย์พี่ ศิษย์น้องหลิ่วมั่นใจไหม?”
“ไม่น่าจะมีปัญหา!” พระเอกค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวนางเอก
“ข้าคิดว่าซือซือก็อาจชนะได้เหมือนกัน!” เซวียนหยวนหงเชื่อมั่นในตัวนางเป็อย่างยิ่ง
“เฉียวรุ่ย เทียนฉีจะไหวหรือ?” ต่งเฟิงมองเฉียวรุ่ยพลางถามอย่างกังวล
“จะไม่ไหวได้อย่างไรเล่า? เทียนฉีเป็ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามที่ร้ายกาจที่สุดนะ!” เฉียวรุ่ยมั่นใจในตัวคนรักเต็มเปี่ยม
“ข้าก็คิดว่าศิษย์น้องหลิ่วต้องคว้าที่หนึ่งมาได้แน่!” จงหลิงเชื่อมั่นในตัวหลิ่วเทียนฉีมากเช่นกัน นางคิดว่าด้วยวิชายันต์ของศิษย์น้องหลิ่วไม่มีทางแพ้ใครหรอก
“ข้าก็คิดว่าเ้าหนูนั่นมีความอัจฉริยะอยู่มากทีเดียว การทดสอบวิชายันต์นี้สร้างความลำบากให้เขาไม่ได้หรอก!” เมิ่งเฟยคิดเหมือนกัน
“นั่นก็จริง!” ต่งเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ชู่ อาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงมา!”
เวลานี้ ร่างของอาจารย์ใหญ่อู๋ฉิงสวมชุดขาวบินขึ้นเวทีสูง ฉับพลัน ด้านล่างเวทีเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจาขึ้นมาอีก
“หัวข้อการแข่งขันแรก ยันต์ป้องกันขั้นสาม แกร่ง” อู่ฉิงมองลูกศิษย์ทั้งหลายที่เข้าร่วมการแข่งขันข้างล่างเวทีพลางตะเบ็งเสียงบอก
ได้ยินคำพูดของอู๋ฉิง ผู้ใช้ยันต์บางคนยกพู่กันขึ้น เริ่มวาดอักขระยันต์ทันที แต่ก็มีผู้ใช้ยันต์อยู่มากมายที่นั่งบนเบาะสานทรงกลมโดยไม่ขยับ
“แปลก ทำไมบางคนวาดยันต์ บางคนกลับไม่ขยับเล่า?” เห็นในลานมีคนมากมายไม่ขยับ ต่งเฟิงรู้สึกประหลาดเล็กน้อย
“ ‘แกร่ง’ เป็ยันต์ป้องกันขั้นสามระดับสูง ใช่ว่าผู้ใช้ยันต์ขั้นสามทุกคนจะวาดยันต์ขั้นสามระดับสูงนี่ได้!” จงหลิงมองต่งเฟิงด้วยรอยยิ้มพลางอธิบาย
เพราะก่อนหน้านี้ จงหลิงวิจัยค่ายกลป้องกันพันยันต์กับศิษย์น้องหลิ่ว นางถึงพอเข้าใจยันต์ป้องกันขั้นสามระดับสูงอยู่หลายชนิด โดยเฉพาะยันต์แกร่งนี่ ค่ายกลป้องกันพันยันต์ของพวกเขาก็นำมาใช้ด้วย
ได้ยินคำอธิบายนั้น ต่งเฟิงก็ร้องใ “โห เปิดมาก็ออกข้อสอบยากเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้น หากไม่ใช่ผู้ใช้ยันต์ขั้นสามระดับสูงก็ต้องตกรอบทันทีน่ะสิ!”
“ผู้ที่เข้าร่วมมีสี่สิบกว่าคน ท้ายที่สุดเก็บไว้เพียงสอง ไม่คัดออกมากสักหน่อยได้อย่างไรเล่า?” เมิ่งเฟยบอกเหมือนเป็เื่สมควร
“ยันต์ ‘แกร่ง’ อะไรนั่น เทียนฉีของเ้าวาดเป็หรือไม่ล่ะ?” ต่งเฟิงมองเฉียวรุ่ย ถามอย่างเป็ห่วง
“แน่นอนสิ! ยันต์ขั้นสามน่ะ เทียนฉีวาดเป็ทั้งหมด!” เฉียวรุ่ยพูดด้วยสีหน้าภูมิใจ
เทียนฉีน่ะ ไม่เพียงวาดยันต์ขั้นสามเป็ เขายังผสมหมึกยันต์ป้องกันขั้นสามได้ด้วยนะ ร้ายกาจที่สุด!
“วาดเป็ก็ดี!” ต่งเฟิงเห็นหลิ่วเทียนฉีก้มหน้าก้มตาวาดยันต์อยู่ก็ลอบหายใจอย่างโล่งอก
“ซือซือ อย่าท้อแท้นะ หลังจากนี้ยังมีโอกาสอีก!” เซวียนหยวนหงเห็นหลิ่วซือลุกขึ้นออกจากสนามแข่งขัน เป็ฝ่ายยอมแพ้การแข่งเองก็รีบก้าวเข้าไปปลอบ
ได้ยินคำปลอบ หลิ่วซือส่ายศีรษะอย่างไม่ยี่หระ “ข้ารู้ว่าข้าไม่มีทางชนะ แค่คิดไม่ถึงว่าข้อแรกก็ตกรอบเสียแล้ว”
“ไม่เป็ไรนะ ไม่เป็ไร อย่าเสียใจเลย!” เซวียนหยวนหงเห็นหลิ่วซือผิดหวังเล็กน้อยจึงเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ต้องปลอบข้าหรอก ข้าไม่เป็ไร ดูการแข่งขันต่อเถอะ!”
“อืม!”
