ยามค่ำคืน ดวงจันทร์ลอยล่องอยู่บนฟากฟ้า แสงจันทร์เย็นกระจ่างสาดส่องไปทั่วทุกมุมของสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ บรรยากาศเงียบสงัดแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ
ทันใดนั้น เงาร่างคลุมเครือของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นท่ามกลางราตรีกาล คนผู้นั้นพลิ้วกายอย่างเงียบเชียบก่อนจะหายตัวไปท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
“ซานเสียน เป็อย่างที่เ้าคาดเดาเอาไว้จริงๆ เ้าเยี่ยเฉินเฟิงผู้นั้นแอบหลบหนีออกจากสำนักฝึกยุทธ์อัคคี์ไปอย่างเงียบๆ แล้ว”
โยวิเต้าที่อยู่ในชุดคลุมยาวสีแดงเพลิงเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ แววตาล้ำลึกสะท้อนความเย็นะเืออกมาให้เห็น หลังจากที่เขาเรียกวิหคสีดำทมิฬคล้ายกับอีกาตัวหนึ่งกลับมา
“ท่านอาจารย์ลุงิเต้า ห้ามปล่อยให้มันหลบหนีไปได้เชียวนะ ข้า้าเอาชีวิตมัน” โยวซานเสียนกัดฟันกรอดๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น ดวงตาของเขาเผยรังสีสังหารเด่นชัด
“วางใจเถอะ มันล่วงเกินเ้าเช่นนั้น ข้าย่อมไม่ปล่อยให้มันมีลมหายใจอยู่ต่อจนถึงแสงยามรุ่งของวันพรุ่งนี้ เพียงแต่เ้ากานเต้าไป๋ผู้นั้นไม่ธรรมดาเลย พวกเราต้องไม่ทิ้งร่องรอยหลักฐานให้เขาจับได้”
“เฮยเอ๋อร์ จงสะกดรอยตามเยี่ยเฉินเฟิงต่อไป ข้า้ารู้ตำแหน่งที่แน่นอนของเขา” โยวิเต้าลูบขนสีดำสนิทของวิหคนิลอย่างเบามือ ก่อนจะเอ่ยกำชับและปล่อยให้อีกฝ่ายบินกลับออกไปอีกครั้ง
“ไปกันเถอะซานเสียน พวกเราไปดักรอเขาที่นอกเทือกเขาจื่ออวิ๋นกัน เมื่อใดที่เขาออกมาจากเทือกเขาจื่ออวิ๋น เมื่อนั้นก็จะกลายเป็เวลาตายของเขา” โยวิเต้าหยัดยืนขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะพาโยวซานเสียนที่แผ่จิตสังหารออกมาทั่วร่าง ไปดักรอสังหารเยี่ยเฉินเฟิงที่ด้านนอกเทือกเขาจื่ออวิ๋น
“หืม นกตัวนี้อีกแล้ว หรือว่า...”
เยี่ยเฉินเฟิงที่สวมใส่ชุดคลุมยาวสีดำและกำลังข้ามผ่านป่ารกในเทือกเขาราวกับภูตพรายจับััได้อย่างฉับพลัน ว่าวิหคนิลที่บินวนรอบๆ ตนเองเมื่อครู่นี้ได้ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
ที่เยี่ยเฉินเฟิงตรวจจับตัวตนของวิหคนิลได้นั้น เป็เพราะประสาทััอันเฉียบคมของเขา ั้แ่หลอมรวมกับสมองกลืนเทวะเป็ต้นมา ประสาทััของเขาก็เฉียบไวขึ้นหลายสิบเท่าเลยทีเดียว
“ดูเหมือนพวกเขาคงจะไม่ยอมถอดใจง่ายๆ สินะ ถึงยังอยากสังหารข้าอยู่แบบนี้” ความโหดร้ายทอประกายอยู่ภายในแววตาของเยี่ยเฉินเฟิง เขาลอบพึมพำในใจ “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้าก็จะเล่นสนุกกับพวกเ้าสักหน่อย”
“ฟิ้ว!”
ร่างกายของเยี่ยเฉินเฟิงสว่างวาบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอีกครั้งท่ามกลางป่าเขาที่รกทึบ จากนั้นก็โคจรทักษะกลืนิญญาเก็บงำกลิ่นอายของตนเองเอาไว้
“พั่บ พั่บ พั่บ...”
วิหคนิลที่เห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงกระโจนหายเข้าไปในป่ารกทึบอย่างรวดเร็ว ก็รีบกระพือปีกสองข้างบินติดตามไปแบบติดๆ จนกระทั่งมาถึงสระน้ำที่เกิดจากธารน้ำบนูเาแห่งหนึ่งภายในป่า และพบว่าเยี่ยเฉินเฟิงได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว
เมื่อตรวจหากลิ่นอายของเยี่ยเฉิยเฟิงไม่พบ วิหคนิลก็ลังเลอยู่สักพักก่อนจะค่อยๆ บินต่ำลงมาใกล้กับสระน้ำ
ทันใดนั้น สุดยอดคลื่นกระบี่สายหนึ่งก็ตัดผ่านสระมรกตออกมา จนมวลน้ำแหวกออกเป็สองฝั่งก่อนจะฟันเข้ากลางตัววิหคนิลด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองไม่เห็น
“ฉัวะ!”
ร่างของวิหคนิลถูกอำนาจกระบี่ของเยี่ยเฉินเฟิงตัดเฉือนจนขาดเป็สองท่อน ก่อนจะสลายกลายเป็กลุ่มหมอกโลหิต สิ้นชีพในทันที
“แย่แล้ว เสี่ยวเฮยตายแล้ว”
เสี้ยวพริบตาที่วิหคนิลสิ้นลมหายใจ โยวิเต้าที่เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงอยู่ภายในเทือกเขาจื่ออวิ๋นก็ััได้ในทันที
“เ้าเยี่ยเฉินเฟิงมันอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ พวกเราไปกัน”
โยวิเต้าคว้าแขนของโยวซานเสียนเอาไว้ แปรสภาพร่างกายเป็เงาลวงตาแล้วเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงไปยังตำแหน่งที่วิหคนิลสิ้นชีพ ภายในป่าเขารกทึบในยามราตรีอันมืดมิด
ประมาณหนึ่งนาทีเท่านั้น พวกโยวิเต้าก็ปรากฏกายขึ้นที่ข้างสระน้ำ ในยามนั้นนอกจากกลิ่นเืคละคลุ้งที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศและอำนาจกระบี่ที่ทิ้งร่องรอยเอาไว้แล้ว ก็ไม่พบเบาะแสใดใดเกี่ยวกับเยี่ยเฉินเฟิงเลย
“บ้าจริง มันหนีไปได้แล้ว” โยวิเต้าปลดปล่อยประสาทััอันแข็งแกร่งคลอบคลุมไปทั่วทุกพื้นที่ แต่กลับไม่พบร่องรอยของเยี่ยเฉินเฟิงเลย จึงสบถออกมาด้วยความเดือดดาล แววตาสาดประกายความโหดร้ายชวนให้คนหวาดกลัว
โยวิเต้ายอมทุ่มเทหมดกายใจเพื่อฝึกฝนวิหคนิลให้เชื่อฟังคำสั่ง แต่ตอนนี้วิหคนิลกลับสิ้นชีพไปเสียแล้ว โยวิเต้าจึงโกรธจัดจนปอดแทบจะะเิออกมา
“ไอ้เด็กเวรนั่นรู้ตัวได้อย่างไรว่ามีวิหคนิลสะกดรอยตามมันอยู่” โยวซานเสียนพูดขึ้นอย่างโกรธจัด
เพราะต่อให้เป็ตัวของโยวซานเสียนเอง ยังไม่สามารถรับรู้ถึงการคงอยู่ของวิหคนิลได้โดยง่ายเลยหากไม่มีใครบอกกล่าวเอาไว้ก่อน
“พวกเราประมาทไอ้หนูนั่นเกินไปหน่อย เขาไม่ธรรมดาเลยสักนิด ตอนนี้ไม่มีเสี่ยวเฮยอยู่แล้ว การจะปลิดชีพเขาคงทำได้ยากลำบากขึ้นแล้ว” โยวิเต้าเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“อาจารย์ลุงิเต้า พวกเราต้องคิดหาวิธีฆ่ามันให้ได้นะ ห้ามปล่อยให้มันได้เติบโตพัฒนาไปมากกว่านี้เชียว ไม่เช่นนั้นคนผู้นี้คงได้นำพาปัญหามาให้พวกเราอย่างไม่จบไม่สิ้นแน่”
เหตุผลที่โยวซานเสียนอยากจะฆ่าเยี่ยเฉินเฟิงทิ้ง นอกจากเื่ที่อีกฝ่ายทำให้ตนเองต้องอับอายแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือเขาััได้ถึงกลิ่นอายอันตรายจากตัวตนของอีกฝ่ายด้วย
“ไป พวกเราออกไปรอที่เชิงเขาจื่ออวิ๋นกัน บางทีพวกเราอาจจะยังดักจับตัวเขาได้จากแถวๆ นั้น” กล่าวจบ ร่างของพวกโยวิเต้าก็เลือนหายไปพร้อมกับความมืดมิดยามค่ำคืน
หลังจากพวกโยวิเต้าจากไปได้ประมาณครึ่งชั่วโมง บนพื้นผิวของสระน้ำใสก็ปรากฏระลอกคลื่นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ศีรษะของเยี่ยเฉินเฟิงที่หลบซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำตลอดเวลาจะโผล่พ้นออกมา
เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งปรากฏแสงตะวันอันอ่อนโยนขึ้นที่บริเวณเส้นขอบฟ้า ซึ่งเป็สัญญาณของเช้าวันใหม่
พวกโยวิเต้าที่ดักซุ่มอยู่บริเวณเชิงเขาจื่ออวิ๋นเฝ้ารออยู่ตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยของเยี่ยเฉินเฟิงเลยสักนิด พวกเขาจึงรู้ได้ในทันทีว่าแผนลอบโจมตีเยี่ยเฉินเฟิงนั้นล้มเหลวลงแล้ว
“อาจารย์ลุงิเต้า พวกเราแจ้งเื่ให้คนอื่นๆ ทราบแล้วให้พวกเขาช่วยกันกระจายกำลังออกดักล้อมสังหารเยี่ยเฉินเฟิงดีหรือไม่” โยวซานเสียนเอ่ยขึ้นด้วยความเจ็บใจ
“ซานเสียน ก่อนที่พวกเราจะสรุปได้ว่าข้อมูลเื่กุ่ยเซียนคร่า์เป็จริงหรือเท็จ พวกเราก็ไม่อาจฆ่าเขาอย่างโจ่งแจ้งได้ ไม่เช่นนั้นหากเ้ากานเต้าไป๋นั่นจับผิดได้ขึ้นมาแล้วนำเื่นี้แจ้งต่อท่านเ้านิกาย พวกเราทุกคนจะกลายเป็นักโทษเอาได้” โยวิเต้าเอ่ยขึ้นด้วยสีน้ามืดครึ้ม
“แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ จะปล่อยให้มันหนีไปต่อหน้าต่อตาพวกเราเช่นนี้หรือ?” โยวซานเสียนพูดขึ้นอย่างไม่ยินยอม
“ซานเสียน ถ้าหากข้าจำไม่ผิดล่ะก็ คูเมืองที่เป็พรมแดนบริเวณรอบๆ แคว้นจื่อจินจำนวนมากต่างก็อยู่ในอำนาจควบคุมของตระกูลเซินถู” โยวิเต้าเอ่ยขึ้น
“อาจารย์ลุงิเต้า ท่านคิดจะให้ตระกูลเซินถูช่วยพวกเราสกัดจับเยี่ยเฉินเฟิงหรือ?” โยวซานเสียนเอ่ยถามด้วยดวงตาวาววับ
“มิผิด พวกเราไม่อาจสังหารเขาอย่างโจ่งแจ้งได้ แต่ตระกูลเซินถูสามารถทำได้ แม้พวกเราจะไม่รู้ว่าเขา้าหลบหนีไปทางไหน แต่มีโอกาสสูงมากที่เขาจะซื้อยานพาหนะเพื่อใช้ในการเดินทาง ดังนั้นการติดต่อให้ตระกูลเซินถูลงมือฆ่าเขาถือเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด” โยวิเต้าพยักหน้าพร้อมเอ่ยตอบ
“ได้ ข้าจะติดต่อเซินถูหลินเดี๋ยวนี้เลย ให้เขาแจ้งเื่นี้ต่อตระกูลเซินถูและทุ่มเทกำลังทั้งหมดสังหารเยี่ยเฉินเฟิง”
กล่าวจบ โยวซานเสียนก็หยิบไข่มุกสื่อสารขึ้นมาติดต่อหาเซินถูหลินในทันที
เมืองเป่ยหลิงตั้งอยู่บริเวณชายขอบของแคว้นจื่อจิน เป็คูเมืองขนาดใหญ่สุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้น เพียงแต่ด้วยลักษณะพิเศษบางอย่างทางภูมิศาสตร์ ผู้ที่มีอำนาจเหนือเมืองเป่ยหลิงกลับไม่ใช่ผู้ครองแคว้นจื่อจิน แต่เป็ตระกูลเซินถู
ในยามปกติ ประตูเมืองเป่ยหลิงจะเปิดกว้างตอนรับผู้คนที่สัญจรไปมากันอย่างพลุกพล่าน เป็เมืองที่มีคึกคักเปี่ยมชีวิตชีวาและเจริญรุ่งเรืองเป็อย่างมาก
ทว่าในยามนี้ เมืองเป่ยหลิงกลับมีการตรวจตราป้องกันคนเข้าออกอย่างเข้มงวด ทุกคนที่สัญจรผ่านเมืองเป่ยหลิงจะต้องถูกทหารยามเฝ้าประตูตรวจสอบและสืบสวนอย่างเคร่งครัด
“มารดาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกับเมืองเป่ยหลิงกันแน่ ทำไมถึงได้ตรวจสอบเข้มงวดถึงเพียงนี้”
พ่อค้าคนหนึ่งซึ่งสัญจรเข้าออกเมืองเป่ยหลิงเป็ประจำสบถก่นด่าขึ้น เพื่อจะเข้าไปในเมืองเขาต้องยอมต่อแถวรอรับการตรวจสอบอยู่นานจนล่าช้าไปหลายชั่วโมง เหลือบมองท้องฟ้าอีกทีก็มืดค่ำไปเสียแล้ว
“ได้ยินมาว่าตระกูลเซินถูน่าจะประกาศจับใครบางคนอยู่นะ ดังนั้นเมืองเป่ยหลิงจึงถูกควบคุมอย่างเข้มงวดกวดขันอย่างที่เห็น” พ่อค้าร่ำรวยผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“จับคนร้าย? ไม่รู้ว่าใครหน้าไหนไปล่วงเกินตระกูลเซินถูเข้า ถึงได้ก่อเื่ราวจนวุ่นวายใหญ่โตขนาดนี้”
“เอาเถอะ เื่ของตระกูลเซินถู พวกเราไม่อาจยื่นมือไปสอดได้หรอก รีบเดินทางเข้าเมืองไปทำการค้าขายกันดีกว่า
“ประกาศจับ?”
หลังจากได้ยินบทสนทนาของพ่อค้าทั้งสองแล้ว ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งผู้มีใบหน้าค่อนข้างเหลืองซีดก็เผยรอยยิ้มแปลกประหลาดออกมา
ชายหนุ่มผอมแห้งผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็เยี่ยเฉินเฟิงที่ออกมาจากเทือกเขาจื่ออวิ๋นได้อย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย และกำลังปลอมตัวแปลงรูปโฉมอยู่นั่นเอง
