ตอนที่ซูโม่ลงรถม้าที่หน้าประตูจวน เสี่ยวอวี่ก็รีบวิ่งไปคุกเข่าตรงหน้าเขา “ใต้เท้าสกุลซู คุณหนูถูกคนใส่ร้ายเ้าค่ะ นางไม่ได้ทำเื่พวกนั้น ท่านจะต้องช่วยนางนะเ้าคะ”
ซูโม่ก้มหน้ามองคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นทีหนึ่ง สีหน้าแทบจะเรียกว่าเ็าไร้อารมณ์ “เ้าเป็แค่บ่าวคนหนึ่ง ไม่ควรจะยุ่งเื่ที่ไม่ควรยุ่ง”
“แต่ว่าใต้เท้า คุณหนูเป็บุตรสาวของท่านนะเ้าคะ นางถูกใส่ร้ายจริง ได้โปรดช่วยนางเถิดนะเ้าคะ”
เสี่ยวอวี่จ้องซูโม่อย่างขอร้องพลางร้องไห้น้ำตานองหน้า ซูโม่คือเ้าสกุลซู ขอแค่ซูโม่ออกหน้า เื่จะต้องผ่านไปได้อย่างง่ายดาย
ซูโม่ขมวดคิ้วรำคาญพร้อมกับสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง “มีพยานมายืนยัน หลักฐานก็มี ถึงแม้นางจะเป็บุตรสาวของข้า ข้าก็ไม่อาจปกป้องได้”
“แต่ว่าคุณหนูถูกใส่ร้ายจริงๆ นะเ้าคะ เป็องค์ชายห้า จะต้องเป็องค์ชายห้าที่ใส่ร้ายคุณหนูเ้าค่ะ”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าการกล่าวหาใส่ร้ายราชวงศ์นั้นมีความผิดอะไรบ้าง ปะาเก้าชั่วโคตร” สีหน้าของซูโม่ทะมึนขึ้นมา “เื่ของเ้านาย คนใช้ไม่ต้องยื่นมือเข้ามายุ่ง หากเ้าเชื่อฟัง ข้าจะให้เ้าอยู่ในจวนสกุลซูต่อไป หากเ้าไม่เชื่อฟังก็ออกจากจวนไป”
ซูโม่พูดจบก็ร้องเหอะออกมา จากนั้นก็เดินเข้าไปโดยไม่หันกลับมา
เสี่ยวอวี่คุกเข่าอยู่ที่พื้น นางมองแผ่นหลังเด็ดขาดของซูโม่ด้วยใจที่รู้สึกสิ้นหวัง
แม้แต่ใต้เท้าสกุลซูก็ไม่เชื่อคุณหนู นางจะทำอย่างไรดี นางจะทำอย่างไรดี
เสี่ยวอวี่ลุกขึ้นแล้ววิ่งไปที่เรือนหลัง หนิงหยวนกำลังฝึกวิชาการต่อสู้อยู่ในเรือน พอเห็นเสี่ยวอวี่ร้องไห้น้ำตานองหน้าวิ่งเข้ามาหา หัวใจก็กระตุกวูบ
“เสี่ยวอวี่ คุณหนูล่ะ?”
หนิงหยวนมองไปด้านหลังของเสี่ยวอวี่ แต่ไม่เห็นร่างของซูิเยว่ ในใจก็รู้สึกร้อนรนอย่างประหลาด
เสี่ยวอวี่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ตาบวมเป่ง “เกิด...เกิดเื่กับคุณหนู”
สีหน้าของหนิงหยวนขาวซีดทันที เขาแทบจะะโออกมา “เกิดเื่อะไรขึ้นกับคุณหนู คุณหนูล่ะ?”
เสี่ยวอวี่เล่าเื่คร่าวๆ ให้หนิงหยวนฟัง “ตอนนี้จะทำอย่างไรดี? คุณหนูถูกขังอยู่ในคุกจะต้องลำบากแน่”
หนิงหยวนฝืนตัวเองให้ใจเย็นลง ยิ่งในเวลาแบบนี้เขาจะยิ่งหวั่นไหวไม่ได้ “เช่นนั้นใต้เท้าสกุลซูล่ะ เขาเองก็ไม่เชื่อคุณหนูหรือ?”
เสี่ยวอวี่ส่ายหน้า “ข้าได้ขอร้องใต้เท้าสกุลซูแล้ว แต่ในเมื่อตอนนี้มีทั้งพยานยืนยันและหลักฐาน ใต้เท้าเองก็เชื่อว่าคุณหนูเป็คนทำเื่นี้”
หนิงหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็หยิบกระบี่ขึ้นมาแล้วเดินออกไปด้านนอกโดยไม่พูดอะไรด้วยสีหน้าทะมึน
“เสี่ยวหยวน เ้าจะทำอะไร?” เสี่ยวอวี่รีบร้อน
หนิงหยวนตอบโดยไม่ได้หันกลับมา “ข้าจะไปหานักพรตคนนั้น แล้วให้เขาคืนความยุติธรรมให้คุณหนู”
เสี่ยวอวี่รีบดึงหนิงหยวนเอาไว้แล้วส่ายหน้าอย่างสุดความสามารถ “เ้าจะไปตอนนี้ไม่ได้ นักพรตคนนั้นจะต้องเป็คนขององค์ชายห้าแน่นอน ถึงจะหาไปก็ไม่มีประโยชน์ พวกเราสู้องค์ชายห้าไม่ได้”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไร?” หนิงหยวนตะคอกออกมา ขอบตาแดงเหมือนสัตว์ร้ายที่จมอยู่ในการต่อสู้ “ให้พวกเรามองคุณหนูถูกใส่ร้ายแล้วถูกฮ่องเต้ปะาไปอย่างนั้นหรือ?”
เสี่ยวอวี่ถูกตะคอกจนชะงักและลืมร้องไห้ไป นางไม่เคยเห็นหนิงหยวนแสดงสีหน้าน่ากลัวเช่นนี้มาก่อน
หนิงหยวนหายใจแรง “ข้าจะไปหานักพรตคนนั้น ถึงแม้จะต้องตาย ข้าก็จะให้เขาพูดความจริงออกมาให้ได้”
“เ้าจะไปไม่ได้” เสี่ยวอวี่ส่ายหน้าทั้งที่ขอบตาแดง จู่ๆ นางก็คิดอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาพลันสว่างขึ้น
“พวกเราไปหาองค์ชายสามกันก่อนเถิด ท่านอ๋องจะต้องคิดหาวิธีช่วยคุณหนูได้แน่ วันนี้ที่งานเลี้ยงก็มีแค่ท่านอ๋องคนเดียวที่ออกมาช่วยพูดให้คุณหนู อีกทั้งเขายังคบกับคุณหนูด้วยไม่ใช่หรือ เขาจะต้องช่วยคุณหนูแน่นอน”
หนิงหยวนหลับตาลงแล้วหอบหายใจแรงอยู่หลายที ถึงได้ใจเย็นลง “ก็ได้ เช่นนั้นพวกเราไปหาเขาตอนนี้เลย”
ทั้งสองคนออกจากทางประตูหลังจวนสกุลซูแล้วมุ่งหน้าไปที่จิ่นชางเก๋อ เพราะครั้งที่แล้วจี๋โม่หานเคยพูดไว้ว่า หากเกิดเื่อะไรขึ้นกับซูิเยว่ก็ให้ไปหาเขาที่จิ่นชางเก๋อ ตอนนั้นพวกเขาก็อยู่ที่นั่นจึงจำได้ดี
ทั้งสองคนยังไม่ถึงจิ่นชางเก๋อก็เจอกับหลิงชวนเสียก่อน หลิงชวนเองก็กำลังทำตามคำสั่งของจี๋โม่หานให้มาหาพวกเขา
เสี่ยวอวี่เห็นหลิงชวนก็ตื้นตัน “มีข่าวของคุณหนูแล้วหรือยัง?”
หลิงชวนส่ายหน้าพร้อมพูดปลอบใจ “พวกเ้าอย่าเพิ่งร้อนใจไปแล้วตามข้ามา”
หลิงชวนพาพวกเขามาถึงที่จิ่นชางเก๋อก่อนจะพาเข้าไปในห้อง พวกจิ่งฉือเองก็มาถึงแล้ว ทุกคนต่างยืนหน้าเคร่งขรึมไม่พูดอะไร
จี๋โม่หานนั่งอยู่ที่เก้าอี้ บนตัวแผ่ไอเย็นออกมาราวกับรูปปั้นน้ำแข็งแกะสลักที่ปราศจากความโกรธ
“ท่านอ๋อง” เสี่ยวอวี่เดินเข้าไปคุกเข่าแล้วพูดเสียงสั่น “คุณหนูของหม่อมฉันเชื่อใจท่านที่สุด ตอนนี้มีแค่ท่านที่ช่วยนางได้ ท่านอ๋องได้โปรดช่วยคุณหนูด้วยเพคะ”
หนิงหยวนเองก็เดินเข้าไปคุกเข่าข้างเดียวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “ขอแค่ท่านช่วยคุณหนูได้ ชีวิตของกระหม่อม หากท่าน้า กระหม่อมก็จะมอบให้พ่ะย่ะค่ะ”
ในที่สุดจี๋โม่หานก็เคลื่อนไหว มือที่วางอยู่บนที่วางแขนกำเข้าหากันน้อยๆ ก่อนจะพูดเสียงเย็น “เปิ่นหวังอยากจะช่วยนางยิ่งกว่าผู้ใด ลุกขึ้นมาก่อนเถิด”
ทั้งสองยืนขึ้นแล้วขยับไปด้านข้าง
จี๋โม่หานถามอีกครั้ง “คุณหนูของเ้าได้บอกอะไรกับพวกเ้าหรือไม่?”
เสี่ยวอวี่ส่ายหน้าแล้วพูดตามความจริง “เพราะเื่นี้เกิดขึ้นกะทันหัน คุณหนูจึงไม่ได้บอกอะไรไว้เลยเพคะ”
จิ่งฉือเป็คนนิสัยใจร้อนและอารมณ์ร้อน เขาจึงเป็คนที่ทนไม่ได้มากที่สุด “ท่านอ๋อง ให้กระหม่อมไปเถิด ครั้งที่แล้วองค์ชายห้าลอบฆ่าคุณหนูซูไม่สำเร็จ ตอนนี้ถึงได้ใส่ร้ายนาง กระหม่อมไม่เชื่อว่าเขาจะไม่ทิ้งเบาะแสมัดตัวอะไรไว้เลย”
“ไม่มีประโยชน์” หลิงชวนถอนหายใจพลางส่ายหน้า “ครั้งที่แล้วที่องค์ชายห้าใส่ร้ายท่านอ๋องนั้นหลักฐานมัดตัวชัดเจน แต่ฮ่องเต้ก็ยังปกป้องเขา ดังนั้นเื่นี้ถึงแม้จะหาหลักฐานมัดตัวองค์ชายห้าได้ สำหรับเขาแล้วก็แค่าแที่ไม่เจ็บไม่คันอะไร ขอแค่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของฮ่องเต้ ฝ่าาก็ไม่มีทางกำจัดองค์ชายห้าแน่นอน ตอนนี้พวกเราจะต้องหาหลักฐานที่เขาใส่ร้ายคุณหนูซูให้ได้”
“คนคนนั้นจะต้องเป็คนที่องค์ชายห้าซื้อเอาไว้แน่ นักพรตคนนั้นจะต้องเป็คนขององค์ชายห้า พวกเราจับเขามาสอบปากคำก็พอแล้ว”
“หากมันง่ายเช่นนั้นก็ดีน่ะสิ” จื๋อหลันมองจิ่งฉืออย่างเอือมระอา “องค์ชายห้าทำเช่นนี้ได้ ไม่มีทางให้พวกเราจับผิดเขาได้หรอก”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี?”
จิ่งฉือกำหมัดแน่น “ดูเขาสิ ยโสโอหังขนาดนี้ ใส่ร้ายคุณหนูแล้วก็มาใส่ร้ายองค์ชายสามไปด้วย”
หลิงชวนส่งสายตาไปให้เขาเพื่อบอกให้เงียบ ทางด้านจี๋โม่หานก็ได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากัน
จากนั้นพวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบ บรรยากาศตึงเครียด ทั้งๆ ที่ตอนนี้เป็เดือนหก แต่ทุกคนต่างรู้สึกเหมือนอยู่ในถ้ำน้ำแข็ง
จี๋โม่หานเองก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ผ่านไปเนิ่นนานถึงได้เอ่ยปากออกคำสั่ง “จิ่งฉือ จื๋อหลัน พวกเ้าไปหานักพรตคนนั้นมา ต่อให้ต้องขุดหลุมหาก็ต้องหามาให้เปิ่นหวังให้ได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จื๋อหลันกับจิ่งฉือรับคำสั่งแล้วออกไป
“ิจิ่ว”
ิจิ่วเดินมาด้านหน้า “ท่านอ๋องมีอะไรจะรับสั่งเพคะ?”
“เ้าจับตาดูสถานการณ์ในวังหลวงกับในคุกเอาไว้ตลอดเวลา คุกนั้นมีทหารคุ้มกันเมืองหลวงคอยอารักขาอยู่ หากมีข่าวอะไรให้รีบบอกเปิ่นหวังทันที”