นี่เป็ครั้งแรกที่กู้อวี้ได้มานั่งกินข้าวร่วมกับคนในครอบครัวหลังจากที่ได้รับาเ็ ทุกคนบนโต๊ะต่างแย้มยิ้มอย่างปีติยินดี บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา นับั้แ่เ้าหกเข้ามาอยู่ในบ้าน บรรยากาศอึมครึมก็พลันมลายหายไปสิ้น
“ท่านพ่อ สำนักศึกษาของบ้านเรายังเปิดอยู่หรือไม่ขอรับ วันนี้มารดาของต้าวั่งมาถามข้า” กู้เอ้อร์หลางเอ่ยถามระหว่างกินข้าว
กู้อวี้วางตะเกียบก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้านิ่งขรึม “ระหว่างกินข้าวห้ามพูดจาหรือส่งเสียง”
ที่ผ่านมากู้เอ้อร์หลางฉลาดเฉลียวมีไหวพริบอยู่ตลอด แต่ไฉนวันนี้ถึงลืมเื่นี้ไปได้นะ หลายวันที่ผ่านมาระหว่างกินข้าวเ้าหกมักจะพูดไม่หยุดจนทำให้เขาลืมข้อนี้ไปเสียสนิท เขาก้มหน้าก้มตากินข้าวต่ออย่างน้อยอกน้อยใจ กู้ซานหลางและซื่อหลางทำได้แค่ส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปให้พี่ชายคนรอง
ครั้นกินข้าวอิ่มเ้าหกซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างกู้อวี้ดื่มน้ำแกงไก่ที่กู่ซื่อตักใส่ถ้วยไว้ให้ ดวงตาเป็ประกายพลางเอ่ย “อร่อยเหลือเกิน พี่ชาย ท่านลองดื่มดู เย็นแล้วจะอร่อยนะ” กล่าวจบเ้าหกดื่มน้ำแกงไก่เข้าไปจนหมดถ้วย
เ้าหกทำผิดมารยาทบนโต๊ะอาหารต้องถูกท่านพี่ดุเป็แน่! กู้เอ้อร์หลางแอบเหลือบมองเด็กหญิง รอคอยที่จะเห็นอีกฝ่ายถูกท่านพี่ดุ ขอบอกเลยว่าเมื่อใดที่ท่านพี่ของพวกเขาบทจะดุคนขึ้นมานับว่าร้ายกาจอย่างมากเชียว!
ทว่ากู้อวี้กลับรับคำออกมาคำเดียวว่า ‘อืม’ ก่อนจะยกถ้วยน้ำแกงไก่ขึ้นดื่ม
เ้าหกมองกู้อวี้ที่กำลังยกถ้วยดื่มน้ำแกงไก่อย่างเหม่อลอย ท่าทางตอนดื่มน้ำแกงของพี่ชายช่างดูดีเหลือเกิน เหมือนกับคำว่าเจริญตาเจริญใจอย่างที่พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกไว้ไม่มีผิดเพี้ยน
พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยกล่าวกับนางว่า บุรุษหน้าตาดีไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนเจริญตาเจริญใจ
“ไหนบอกว่าตอนกินข้าวห้ามพูดจาหรือส่งเสียงมิใช่หรือ เลือกที่รักมักที่ชังโดยแท้” กู้เอ้อร์หลางพึมพำเสียงค่อย
ครั้นกู้อวี้ดื่มน้ำแกงไก่จนหมดถ้วย ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับมุมปากเบาๆ จากนั้นถึงค่อยเบนสายตาไปยังน้องชายคนรอง “ประการแรก เ้าหกกินข้าวเสร็จแล้ว ประการที่สอง เ้าใช้คำว่าเลือกที่รักมักที่ชังไม่ถูกต้อง นับั้แ่เย็นนี้เป็ต้นไป ทุกเย็นเ้าต้องคัดคำว่าเลือกที่รักมักที่ชัง และปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเสมอภาค พร้อมทั้งคัดความหมายและวิธีการใช้สิบเที่ยว หากมีตรงไหนไม่เข้าใจก็ให้ถามท่านพ่อ”
กู้เอ้อร์หลาง “…” คำสอนที่ท่านพี่สั่งให้คัดเมื่อคราวก่อนก็ยังทำไม่เสร็จเลย วันนี้ต้องคัดคำเพิ่มอีกแล้วหรือ เขาคัดจนมือจะหักอยู่แล้ว!
กู้ซานหลางและกู้ซื่อหลางกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่จนส่งเสียงดังออกมา กู้อวี้เลื่อนสายตาไปยังน้องชายอีกสองคน เอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งว่า “พี่รองของพวกเ้าบอกว่าข้าเลือกที่รักมักที่ชัง เช่นนั้นพวกเ้าก็คัดด้วยเถิด”
กู้ซานหลางและกู้ซื่อหลางที่พลอยเดือดร้อนไปด้วย “…”
ทั้งคู่ต่างคอตกเศร้าใจในชะตากรรมของตนเอง น้ำแกงไก่ที่เดิมทีทั้งหอมและอร่อย ทว่าเวลานี้ไม่อร่อยอีกต่อไปแล้ว
กู่ซื่ออมยิ้ม ขณะที่กู้ซิ่วไฉมีสีหน้าเรียบเฉยประหนึ่งต้องรักษาภาพลักษณ์ของหัวหน้าครอบครัวเอาไว้ เพียงแต่ยามที่สายตาเลื่อนไปยังเ้าหก เขาเผลอยกมุมปากขึ้นเป็รอยยิ้มน้อยๆ แววตาก็อ่อนโยนขึ้น มิน่าถึงมีคำกล่าวว่าบุตรสาวคือแก้วตาดวงใจของบ้าน หลังจากเด็กหญิงเข้ามาอยู่บ้านสกุลกู้ เขาััได้ว่าบรรยากาศภายในบ้านอบอุ่นขึ้น
“เ้าหก อาบน้ำเสร็จแล้ว แม่จะเอาเสื้อผ้าตัวใหม่ที่เพิ่งปักมาสวมให้เ้าดีหรือไม่” กู่ซื่ออุ้มเ้าหกขึ้นมา ไม่สนใจบรรยากาศอึมครึมระหว่างสี่พี่น้องเลยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณท่านแม่เ้าค่ะ” เ้าหกยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็รูปพระจันทร์เสี้ยว
กู้ซิ่วไฉลุกขึ้นยืนเตรียมจะเข็นรถเข็นพาบุตรชายคนโตออกจากห้อง ก่อนออกไปไม่วายหันไปสั่งบุตรชายอีกสามคนที่เหลือ “รีบกินเสีย หากเสร็จแล้วก็ช่วยเก็บโต๊ะ นำถ้วยชามตะเกียบไปล้างให้สะอาด จะได้รีบกลับห้องไปคัดคำสอนตามที่พี่เ้าสั่ง”
สกุลกู้ไม่มีข้อห้ามให้บุรุษเข้าใกล้ห้องครัว นั่นเพราะกู้ซิ่วไฉถือหลักการที่ว่า บุรุษที่ดีควรเก่งกาจทั้งงานนอกบ้านและหลังบ้าน ไม่ใช่เอาแต่อ้าปากรอรับจากผู้อื่นอยู่เพียงฝ่ายเดียว
กู้ซิ่วไฉเข็นรถเข็นพาบุตรชายคนโตไปยังห้องทิศตะวันตก ครั้นเข้ามาในห้องกู้อวี้เอ่ยว่า “ท่านพ่อ รอประเดี๋ยวก่อนขอรับ”
กู้อวี้เลือนล้อรถเข็นไปยังชั้นหนังสือ เปิดลิ้นชักชั้นล่างสุด หยิบกล่องยาวออกมาใบหนึ่ง “ท่านพ่อ วานท่านนำรูปนี้ไปขายทีขอรับ” รูปภาพเหล่านี้เขาเป็ผู้วาดเองทั้งสิ้น แต่ลงนามในชื่ออื่นซึ่งเป็ชื่อที่ไม่มีใครรู้ว่าคือเขา
กู้ซิ่วไฉพยักหน้าเป็การรับคำ ก่อนจะรับมาโดยไม่คิดมาก จะว่าไปแล้วก็น่าเสียดาย แต่เสียดายแล้วได้อะไร จะให้พวกเขาเอาเปรียบเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปตลอดได้อย่างไร
“อวี้เอ้อร์ เ้าต้องทำดีกับเ้าหกให้มากๆ นะรู้ไหม นางดีต่อเ้าจากใจจริง และทุ่มเทเพื่อเ้ามาก ถึงกับยอมจ่ายเงินหนึ่งร้อยตำลึงซื้อรถเข็นคันนี้มาให้เ้าโดยที่ตาไม่กะพริบ”
หนึ่งร้อยตำลึง! ไม่ใช่หนึ่งตำลึงหรือ?
กู้อวี้กำมือที่วางบนที่เท้าแขนแน่น นอกจากรถเข็นแล้วเ้าหกยังซื้อผ้าไหม หนังสือ พู่กัน…
นางดีกับเขาเหลือเกิน
กู้อวี้ตั้งปณิธานในใจ นับแต่วันนี้เป็ต้นไปเขาจะปฏิบัติต่อนางเสมือนน้องสาวแท้ๆ ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เขาจะดีกับนางให้มากๆ ยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้เ้าหกมีอนาคตที่ดี จะใช้ทั้งชีวิตปกป้องนางให้มีชีวิตที่ปลอดภัยสงบสุข
“ท่านพ่อ ข้าว่าเ้าหกสมควรมีชื่อได้แล้ว ในหมู่บ้านมีเด็กที่ถูกเรียกว่าเ้าหกเยอะเกินไป” กู้อวี้คิดในใจว่า ก้าวแรกของการทำดีกับเ้าหกคือการตั้งชื่อให้
กู้ซิ่วไฉเห็นท่าทีที่บุตรชายคนโตมีต่อเ้าหกเปลี่ยนแปลงไปในใจก็รู้สึกยินดียิ่ง เขาเห็นด้วยกับบุตรชาย “เช่นนั้นเ้าลองตั้งชื่อที่มีความหมายดีๆ แล้วพรุ่งนี้พ่อจะนำไปปรึกษากับท่านพ่อตาดู ให้ท่านพ่อตากับท่านแม่ยายเลือกชื่อที่ชื่นชอบมาตั้งเป็ชื่อให้เ้าหก”
“ขอรับ” กู้อวี้ไม่ปฏิเสธ ด้วยทราบดีว่าท่านอารองหยวนกับภรรยาไม่รู้หนังสือ
กู้ซิ่วไฉนำกระดาษ รวมทั้งช่วยฝนหมึกให้ ก่อนจะพูดเร่งให้บุตรชายคนโตรีบตั้งชื่อแล้วเขียนลงไป โดยมีตัวเองร่วมผสมโรงด้วย “สาวงามแสนดีเอย เ้าเป็ที่หมายปองของชายหนุ่ม เหยาเหยา ที่มาจากคำว่าสาวงามก็ไม่เลว หรือ จิงจิง ชื่อนี้ก็ใช้ได้เช่นกัน…”
ไม่เลวหรือ หากกู้อวี้กลับรู้สึกว่ายังไม่ดีพอ ยังไม่เหมาะกับั์ตาสุกใสระยิบระยับดุจดวงดาราของเ้าหก ระหว่างนี้เองที่มือของเขาเขียนคำว่า ‘เจินเจิน’ ลงไปบนกระดาษโดยไม่รู้ตัว
"เจินเจิน ชื่อนี้มาจากที่ใด พ่อไม่เคยเห็นสองคำนี้ปรากฏในบทกลอนใดมาก่อนเลย” กู้ซิ่วไฉกล่าวถาม
“กำลังคุยเื่ใดกันอยู่หรือ” กู่ซื่ออุ้มเ้าหกที่เพิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เสร็จเดินเข้ามาในห้อง เ้าหกยิ้มกว้างจนเห็นลักยิ้มที่พวงแก้มทั้งสองข้าง รอยยิ้มหวานนี้ได้เข้าไปยึดกุมพื้นที่ในหัวใจของคนในห้องไว้จนหมดสิ้น
“ข้ากับอวี้เอ้อร์กำลังตั้งชื่อให้เ้าหกอยู่ สองชื่อนี้เป็ชื่อที่ข้าตั้ง ส่วนเจินเจินเป็ชื่อที่อวี้เอ้อร์ตั้ง เ้าหก ลองฟังดูว่าชอบชื่อไหน...”
“ข้าชอบชื่อเจินเจิน” ยังไม่ทันที่กู้ซิ่วไฉจะได้เอ่ยชื่อที่ตัวเองตั้งออกมา เ้าหกกลับเอ่ยออกมาเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็ในชาติก่อนหรือชาตินี้นางอยากใช้ชื่อที่พี่ชายเป็คนตั้งให้
สำหรับตัวนางแล้ว คำว่าเ้าหกไม่นับเป็ชื่อด้วยซ้ำ ด้วยเพราะทุกบ้านต่างก็มีเ้าหนึ่งเ้าสองเ้าสามเ้าสี่เ้าห้าและเ้าหกหมดทุกบ้าน ทว่าทุกคนล้วนมีชื่อเป็ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่นเ้าใหญ่ก็มีชื่อเช่นกัน ชื่อว่าหยวนหรูเสวี่ย ได้ยินท่านพ่อท่านแม่เล่าให้ฟังว่า ชื่อนี้เป็ท่านปู่ท่านย่าจ่ายเงินให้บิดาของหลิ่วเหวินไฉตั้งให้ เป็ชื่อที่มาจากบทกลอนบทหนึ่ง แต่พอมาถึงนาง ท่านปู่ท่านย่ากลับไม่ตั้งชื่อให้
กู่ซื่อหอมแก้มเ้าหกอย่างรักใคร่ “เจินเจินของพวกเราช่างเลือกเสียจริง เ้าคือสมบัติอันล้ำค่าของครอบครัว และเป็สมบัติที่มีค่าที่สุดในใต้หล้า”
เจินเจินหรือเ้าหกฟังแล้วดวงตาวาววับเป็ประกาย “จริงหรือ พี่ชาย ข้าคือสมบัติล้ำค่าของท่านจริงหรือ ข้าคือสมบัติล้ำค่าของพี่ชาย ข้าคือสมบัติล้ำค่าของท่านพ่อท่านแม่ สุดยอดไปเลย!”
ไม่ทันรอให้กู้อวี้ได้เอ่ยตอบ เจินเจินกล่าวอย่างดีอกดีใจ
“ข้าคือสมบัติล้ำค่า มิใช่ตัวเสียเงินเปล่า[1]!” นางต้องเป็สมบัติล้ำค่าอยู่แล้ว นางคือปีศาจโสมที่มีอายุนับพันปีเชียวนะ!
คำว่า ‘ตัวเสียเงินเปล่า’ ทำให้ใบหน้าของคนสกุลกู้แปรเปลี่ยนเป็สงสาร สกุลหยวนช่างไร้ตาเหลือเกิน เ้าหกดีถึงเพียงนี้ แต่คนสกุลหยวนกลับไม่เห็นค่า ต่างไปให้ค่าต่อเ้าใหญ่ที่นิสัยไม่ดีผู้นั้น ถึงสกุลหยวนไม่เห็นก็ไม่เป็ไร หากแต่พวกเขาเห็นและรู้สึกหวงแหนเ้าหกอย่างมาก!
[1] ตัวเสียเงินเปล่า คือคำเปรียบเทียบที่ใช้เรียกบุตรสาวในเชิงดูถูก เนื่องจากโตไปบุตรสาวก็ต้องแต่งงานออกไป ทั้งยังต้องเตรียมสินเดิมให้ด้วย จึงเปรียบบุตรสาวเหมือนตัวเสียเงินเปล่า
