ยามนี้มู่จื่อหลิงคงเฝ้าระวังพวกเขา เขาต้องอดทนจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม...ความเ็าในดวงตาของหมอหลวงหลินทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
ในคืนที่มืดมิด ดวงตาหมอหลวงหลินมืดมัวจนยากจะคาดเดา เขามองเด็กปรุงยาทั้งสองที่ไม่เคยมีเสียงหลุดออกจากปาก ดุอย่างเ็า “สิ่งที่ต้องทำมีเพียงสองเื่ ทำไม่สำเร็จไม่พอยังจะทำให้แย่ลงอีก!”
ภายใต้เสียงเ็าของหมอหลวงหลิน เด็กปรุงยาทั้งสองก้มหน้าลงยอมรับความผิดพลาด แต่กลับยังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม
เหตุที่พวกเขานิ่งเงียบ เป็เพราะเด็กปรุงยาทั้งสองเป็ใบ้จริงดั่งที่มู่จื่อหลิงลอบคาดเดาไว้
สองพี่น้องอยู่กับหมอหลวงหลินั้แ่ยังเล็ก อาจกล่าวได้ว่าหมอหลวงหลินเป็ผู้เลี้ยงดูพวกเขามาโดยลำพัง ดังนั้นพวกเขาย่อมภักดีต่อหมอหลวงหลินเป็อย่างยิ่ง ทั้งยังยอมทำทุกสิ่งที่เขา้าแม้จะเป็สิ่งไร้ประโยชน์ก็ตาม
เนื่องจากพวกเขามีนิสัยที่เหมือนกันนั่นคือ เก็บตัวและยึดมั่นเพียงเส้นเอ็นเส้นเดียว [1] นั่นเป็เหตุผลที่ทำตามคำสั่งหมอหลวงหลินอย่างคนเห็นความตายดั่งคืนสู่มาตุภูมิ [2]
นิสัยหมกมุ่นอยู่กับคำสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อหมอหลวงหลินของพวกเขานั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
เมื่อครู่ยามพวกเขาเห็นหมอหลวงหลินใกลัวจึงลุกขึ้นในทันที ทำตนดั่งโถที่แตกแล้วแตกอีก ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่การกระทำที่ฉลาด ตรงกันข้ามมันเป็การกระทำที่รีบร้อนเกินไป จนเผยความจริง
ดังนั้น ยามเผชิญหน้ากับสิ่งที่มู่จื่อหลิงส่งมาให้ นอกจากความอดกลั้นแล้วหมอหลวงหลินก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ ทำได้เพียงยอมเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข
เมื่อครู่จือฟางกับจือเซิงไม่เพียงแหวกหญ้าให้งูตื่น [3] ด้วยความหุนหันพลันแล่นเท่านั้น แต่ประกอบกับปริศนาที่มู่จื่อหลิงกับเล่อเทียนก่อขึ้นช่างน่าสงสัยจนเขาอยากรู้อยากเห็น
โรคระบาดครั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วยังมีสิ่งใดที่น่าใซ่อนอยู่กันแน่?
เพราะการดื่มสิ่งที่เรียกว่า ‘เครื่องดื่มรสเลิศ’ ของมู่จื่อหลิง หมอหลวงหลินจึงรับคบเพลิงจากมือของจือเซิง พกความกล้าเข้าไปสำรวจร่างชายชราที่ตายแล้วอย่างละเอียดโดยไม่กลัวตาย
หากไม่เข้าไปดูก็ไม่มีอะไร แต่เมื่อดูแล้ว...
แม้ว่าเขาจะเป็หมอ แต่ยามเห็นภาพน่าสยดสยองเช่นนี้ หมอหลวงหลินก็ยังหวาดกลัว เขาขาอ่อนจนทรุดลงกับพื้นอย่างน่าอับอาย
เขาอายุมากแล้วสายตาย่อมไม่ดีนัก เมื่อครู่เขาจึงไม่รู้ว่าภายในภาชนะใสของมู่จื่อหลิงบรรจุอะไร
แต่ยามนี้ หมอหลวงหลินเห็นหลุมดำตรงหน้าอกด้านซ้ายของชายชราด้วยตาตนเอง...คาดไม่ถึงว่ามู่จื่อหลิงจะผ่าเอาหัวใจจากศพชายชราออกไป
หมอหลวงหลินกลืนน้ำลายด้วยความใ แม้แต่คนตาย ไม่ว่าเขาจะโหดร้ายเพียงใด เขาก็ไม่สามารถแย่งชิงหัวใจของผู้อื่นไปได้ ช่างโหดร้ายอะไรเช่นนี้ มู่จื่อหลิงไม่เพียงทำสิ่งที่โหดร้ายเท่านั้น แต่นางยังทำได้อย่างราบรื่น
นางทำราวกับตนไม่ได้ควักหัวใจโชกเืออกมา...ที่สำคัญคือ ใบหน้าของนางยังคงมีรอยยิ้มอ่อนโยนไร้พิษภัย แถมยังชูหัวใจคนขึ้นมาเรียกความสนใจราวกับกำลังหยอกล้อ นำมาขู่เพื่อให้เขาหวาดกลัว?
จากเงื่อนงำดังกล่าว สามารถเห็นได้ว่าจิตใจของนางหนูโง่งมผู้นั้นแข็งแกร่งเพียงใด?
โหดร้ายต่อคนตายได้ถึงเพียงนี้ เช่นนั้นกับคนเป็เล่า? นางสามารถทำเช่นเดียวกันได้หรือไม่?
นอกจากนี้...นางผ่าหัวใจออกไปเพื่ออะไร?
ขณะที่เขากำลังคาดเดาด้วยความประหลาดใจอยู่นั้น...
ทันใดนั้น จากหางตาของหมอหลวงหลิน เขามองเห็นแสงสีเงินบนใบหญ้า แสงเย็นส่องประกาย ช่างสะดุดตา
หมอหลวงหลินหันไปมอง ก่อนชะโงกหน้ามองอย่างสงสัย...เป็มีดผ่าตัดที่มู่จื่อหลิงโยนทิ้งหลังจากผ่าหัวใจออกมา
หมอหลวงหลินใช้ผ้าหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมา เช็ดทำความสะอาด ถือไว้ตรงหน้า มองดูอย่างระมัดระวังโดยใช้แสงไฟเข้าช่วย
มีดเล่มนี้มีความประณีต ทั้งยังคมกริบ
หมอหลวงหลินมองคนตายอีกครั้ง...
าแลึกมืดมิด ทักษะการใช้มีดมีความสม่ำเสมอ รอยคมมีดแต่ละจุดทั้งคมชัดและประณีต ล้วนเกิดจากคมมีดเล่มนี้หรือ?
หมอหลวงหลินรู้สึกงุนงง เขามองมีดผ่าตัดในมือ แล้วค่อยๆ ใช้ใบมีดที่คมกริบ ตัดผ่านศพของผู้ตายอย่างแ่เบา
คาดไม่ถึง เพียงแค่ใบมีดััเท่านั้น บริเวณที่ตัดผ่านกลับมีรอยกรีดจนเกิดเป็าแที่มีน้ำเืน้ำหนองไหลออกมา
คมมาก!
ช่างเป็มีดผ่าตัดคมกริบยิ่ง!
หมอหลวงหลินรู้สึกใเล็กน้อย เขาฝึกวิชาแพทย์มาหลายสิบปี ไม่เคยเห็นมีดผ่าตัดที่ทั้งบางและคมได้ถึงเพียงนี้ คาดไม่ถึงว่ายายเด็กหน้าเหม็นผู้นั้นจะ...
แต่ความใในใจของหมอหลวงหลินยังไม่ทันสงบลง
ทันใดนั้น เขารู้สึกว่าศพที่นอนอยู่บนพื้นดูเหมือนจะเคลื่อนไหว จู่ๆ ก็มีลมพัดกระโชกแรงพัดเข้าใส่ก้นบึ้งของหัวใจ ให้ความรู้สึกหนาวสั่น
ยามหันมองอีกครั้ง เห็นซากศพที่เดิมทีก็เน่าเปื่อยอยู่แล้วกำลังเดือดพล่านเน่าเปื่อยรวดเร็วยิ่งขึ้น จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ก่อนที่ทั้งร่างจะค่อยๆ ไหม้เกรียม ทั้งยังส่งเสียงดัง ‘จือ จือ จือ’
ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นหืนรอบตัวก็รุนแรงขึ้น
รอบข้างอึมครึม เงียบสงัดจนน่าขนลุก
ยามมองซากศพที่เน่าเปื่อยอย่างน่าสยดสยอง ประกอบกับลมยามค่ำคืนที่เย็นะเื ทันใดนั้นร่างอ้วนท้วนของหมอหลวงหลินก็สั่นสะท้าน
เขารีบห่อมีดผ่าตัดในมืออย่างรวดเร็ว กอดไว้ในอ้อมแขนโดยไม่รู้ตัว ก่อนหันไปโบกมือเรียกจือฟางกับจือเซิงอย่างเร่งรีบ เอ่ยเร่งเร้าว่า “ไป! ไปเร็ว!! ติดตามพวกเขาไป...”
ยัยเด็กหน้าเหม็นผู้นั้นจะให้พวกเขานอนในที่บ้าๆ เช่นนี้หรือ? อย่าแม้แต่จะคิด!
หากหลังจากมู่จื่อหลิงกลับไป นางรายงานต่อหน้าพระพักตร์ว่าเขาออกจากการปฏิบัติหน้าที่โดยพลการอะไรประมาณนี้เล่า? หมอหลวงหลินคิดหาเหตุผลในการติดตามมู่จื่อหลิงในใจ
ด้วยเหตุนี้หมอหลวงหลิน จึงถูกจือฟางกับจือเซิงประคองขึ้นจากพื้น ก่อนที่จือเซิงจะแบกหมอหลวงหลินขึ้นหลัง แล้วพาหลบหนีจากสถานที่อันเย็นเยือกนี้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่าก่อนที่พวกเขาจะจากไป พวกเขาไม่ลืมคำพูดของมู่จื่อหลิง จึงพาเด็กน้อยผู้หมดสติไปด้วย
-
ค่ำคืนเย็นดุจน้ำ [4] สายลมกระโชกแรง ลมหนาวกัดกินก่อให้เกิดความขมขื่น
หงซีนำคนสี่คนวิ่งด้วยความเร็วสูงมาตลอดทาง ค้นหาร่องรอยมู่จื่อหลิงที่อยู่ภายในูเาโฮ่วซานที่กว้างใหญ่ลูกนี้
แต่กลับไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย
ท้ายที่สุดในยามนี้ พวกนางก็ได้พบกับแสงไฟดวงน้อย พวกนางจึงไล่ตามแสงไฟไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะหยุดพัก
แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อพวกนางมาถึง ไม่เพียงแต่แสงเพลิงจางหายไปอย่างไร้ร่องรอยเท่านั้น แต่สถานที่นี้กลับว่างเปล่า เหลือเพียงก้อนเนื้อเน่าเปื่อยจากซากศพที่ส่งกลิ่นเหม็น
ค้นหาและไล่ล่ามาตลอดทาง แต่สุดท้ายกลับไม่พบอะไร หงซีพูดอย่างโกรธเคือง “สมควรตาย! เห็นได้ชัดว่าแสงไฟปรากฏขึ้นจากที่นี่ เหตุใดถึงหายไปในทันที? หรือจะเป็แสงจากเจตจำนงของดวงิญญา?”
เหตุที่หงซีสงสัยว่าเป็แสงจากดวงิญญานั้นเป็เพราะ...เมื่อไม่นานมานี้ พวกนางก็พบไฟลุกโชนอยู่ในป่าเช่นกัน
แต่ก่อนที่พวกนางจะไล่ตามได้ทัน เปลวไฟก็จางหายไปต่อหน้าต่อตา แปลกยิ่งนัก สิ่งนี้ส่งผลให้นางคิดว่ามันเกิดขึ้นจากเจตจำนงอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกนางจะคิดอย่างไร พวกเขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าลูกไฟนั้นเป็ของมู่จื่อหลิง
เหตุที่คบเพลิงส่องทางของพวกมู่จื่อหลิงดับลงอย่างกะทันหัน เป็เพราะพวกเขาเกรงว่าหมอหลวงหลินจะให้เด็กปรุงยาทั้งสองติดตามมาอีกครั้ง
ส่วนเหตุผลที่มู่จื่อหลิงพยายามอย่างหนักเพื่อกำจัดพวกเขาก็เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในหัวใจดวงนั้น เป็สิ่งที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ตาม้า
ดังนั้น คราวนี้พวกมู่จื่อหลิงจึงไม่เพียงดับคบเพลิงเท่านั้น แต่ยังใช้ทางอ้อมและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วราวกำลังลื่นไถลออกไป ดังนั้นพวกเขาและคนกลุ่มนี้จึงคลาดกันโดยบังเอิญ
“ไม่ จะเป็แสงจากเจตจำนงของดวงิญญาได้อย่างไร…” หญิงสาวอีกคนผู้มีนามว่าหวงอีเอ่ยหักล้างโดยไม่ต้องคิด น้ำเสียงของนางเ็ามืดมน เพิ่มความรู้สึกสยดสยองให้กับบรรยากาศในยามนี้
สายตาเ็าของนางกวาดตามองสถานการณ์โดยรอบอย่างสงบ ต้นหญ้ารกชันยุ่งเหยิง ในที่สุดนางก็จับจ้องไปยังซากศพเน่าเปื่อย “เคยมีคนมาที่นี่จริงๆ ดูนั่นสิ พวกเขาน่าจะมีกันหลายคน ดูเหมือนว่า...เรามาช้าไปหนึ่งก้าว”
“ศพของคนผู้นี้ถูกควักหัวใจออกไป...” หงซีเดินเข้าไปอย่างอยากรู้อยากเห็น ใช้กระบี่ยาวในมือฟันซากศพเน่าเฟะเสียจนเหลือเพียงอวัยวะภายใน
ทันใดนั้น นางก็ขมวดคิ้ว โยนกระบี่ยาวในมือทิ้ง ยกมือปิดจมูก ถ่มน้ำลายด้วยความขยะแขยง “ถุย! เสียชีวิตด้วยโรคระบาด...โชคร้ายนัก! ไปเร็ว!”
“เดี๋ยวก่อน!” หวงอีหยุดทุกคนที่กำลังจะใช้วิชาตัวเบาลอยตัวออกไป นางมองซากศพด้วยดวงตาเปล่งประกาย ก่อนพูดบางอย่างที่มีความหมาย “นางหญิงสารเลวนั่นต้องเคยััสิ่งสกปรกนี้เป็แน่ บางทีนางอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เขาโฮ่วซานนั้นกว้างใหญ่ พวกเราแยกกันค้นหา”
พวกนางมีความเข้าใจในตัวมู่จื่อหลิงอย่างถ่องแท้
หากกล่าวว่ามู่จื่อหลิงมาเพราะโรคระบาด เช่นนั้นพวกเขาย่อมต้องตรวจสอบศพของคนผู้นี้ อีกทั้งหัวใจของเขาก็ถูกพวกเขาควักออกมาเช่นกัน
ส่วนเื่การตรวจสอบโรคระบาดนั้น สาเหตุที่ต้องควักหัวใจออกมานั้นคือสิ่งใด ล้วนไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพวกนาง
ช่างไม่รู้ความเสียจริง...หวงอีเย้ยหยันในใจ
หงซีพยักหน้าเห็นด้วย มุมปากกระตุกยิ้มเยาะเย้ยอย่างน่ากลัว “ได้! แยกกันค้นหา หากพบมันก็จงบดขยี้ให้ตายอย่างช้าๆ อย่าปล่อยให้นางตายเร็วเกินไป!”
เหตุผลที่นายหญิงรองให้พวกนางใช้กลยุทธ์ดูไฟชายฝั่ง รอเก็บเกี่ยวผลกำไรจากชาวประมง เป็เพราะพวกเขาพบว่าในครั้งนี้พวกนางไม่ใช่กลุ่มเดียวที่้าสังหารนางหญิงสารเลวมู่จื่อหลิง อีกทั้งยังไม่รู้ว่านางจะมีโชคหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่มู่จื่อหลิง ยังมีชีวิตอยู่ พวกนางก็ยังมีโอกาสสร้างผลงานต่อนายหญิงรอง
ดังนั้น พวกหงซีจึงแยกย้ายกันค้นหาทุกทิศทุกทางภายในูเาโฮ่วซานทันที
แต่พวกนางไม่รู้ว่าผู้ที่ตนพยายามอย่างหนักเพื่อเสาะหานั้น ในขณะนี้ นางกำลังเดินทางกลับเมืองหลวงด้วยจิตใจเบิกบาน
กว่าพวกนางจะได้เห็นว่ามู่จื่อหลิงยังมีสุขภาพแข็งแรงดีไม่บุบสลายแต่อย่างใด ก็อีกสองสามวันต่อจากนี้......
-
กล่าวถึงหลงเซี่ยวอวี่
เทือกเขาชูอวิ๋น ยอดเขาสูงตระหง่านเหนือสายหมอกชั้นเมฆาไม่ไกลจากตำหนักอวี่กง
ยอดเขาสูงเด่นเป็สง่าล้อมรอบด้วยเมฆหมอกไร้ขอบเขต คนที่ยืนอยู่บนนั้นราวกับกำลังขี่เมฆหมอกโบยบินเหนือแดน์
เบื้องล่างหน้าผามีหมอกหนาทึบ หมอกขาวโพลนจนมองไม่เห็นก้นผาลึก
ในยามนี้หลงเซี่ยวอวี่กำลังยืนอยู่บนยอดหน้าผาอย่างเงียบๆ
เขาสวมชุดสีดำสนิท ไม่มีการประดับประดาหรือตกแต่งใดๆ แต่กลับไม่อาจเก็บซ่อนความทรงอำนาจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ดวงตาเปล่งประกายผนวกกับฟันขาว เสริมความโดดเด่นสง่างาม เส้นผมกระจายปลิวไสวไปตามสายลมบ้าคลั่ง สง่างามไร้เทียมทาน ทั่วร่างเปล่งประกายความเฉียบคม เผยให้เห็นความสูงศักดิ์ที่ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้ซึ่งเป็สิ่งติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้ผู้คนไม่กล้ามองตรงๆ ด้วยเกิดความรู้สึกต่ำต้อยเหมือนฝุ่นละออง
ตัวเขาในยามนี้ดูไม่ต่างจากผู้ปกครองแผ่นดินทั้งใต้หล้า ซึ่งกำลังมองแม่น้ำูเาที่ทอดยาวออกไปไกลหลายพันลี้ใต้ฝ่าเท้าของตนอย่างเ็า ดวงตาลึกที่เ็าเฉยเมย สว่างไสวราวมองเห็นทุกสรรพสิ่ง
หลงเซี่ยวอวี่ถือกล่องไม้ประณีตที่ทำจากไม้จันทน์ โดยรอบมีกลิ่นหอมของไม้จันทน์กระจายออกมาจางๆ
เขาหลุบตาลงเล็กน้อย มือขาวดั่งหยกยื่นออกมาเปิดกล่องไม้ขึ้นช้าๆ
กล่องไม้ค่อยๆ ถูกเปิดออก มีแสงสีทองเจิดจ้าส่องออกมาจากด้านในผ่านช่องว่างเล็กๆ......
---------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ยึดมั่นเพียงเส้นเอ็นเส้นเดียว (一根筋通到底) เป็วลี มีความหมายว่า คนที่มีนิสัยหวาดระแวงหรือดื้อรั้น ทั้งยังไม่สนใจความตาย ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนต้องปฏิบัติอย่างถึงที่สุด
[2] เห็นความตายดั่งคืนสู่มาตุภูมิ (视死如归) เป็สำนวน มีความหมายว่า ไม่ยี่หระต่อความตาย
[3] แหวกหญ้าให้งูตื่น (打草惊蛇) เป็สำนวน มีความหมายว่า ไม่ระมัดระวัง ทำให้อีกฝ่ายรู้ตัว และเตรียมรับมือได้ทันกาล
[4] ค่ำคืนเย็นดุจน้ำ (夜凉如水) เป็สำนวน มีความหมายว่า ท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เงียบสงบและเย็นะเื ให้ความรู้สึกอ้างว้างโศกเศร้า
