“ท่านหมอเฉิน ท่านมีวิธีรักษาให้หายขาดจริงๆ หรือ” จีเหยียนเจิ้งที่ได้สติกลับคืนมาเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
ถ้าหากเขาสามารถรักษาอาการป่วยให้หายดีได้ อย่างน้อยตระกูลเจียงก็จะต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี ไม่อาจลงมือกับพวกเขาได้โดยง่าย
“แม้ว่าแผลเก่าของท่านจะหนักหนาสาหัสมาก แต่ข้ามีวิธีช่วยให้ท่านถอดรูปแปลงร่างได้ พอกายเนื้อของท่านเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อาการาเ็ย่อมค่อยๆ ฟื้นฟูจนหายดี”
“ถอดรูปแปลงร่าง!” คลื่นลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นในใจของจีเหยียนเจิ้ง เขาตื่นเต้นจนแสดงออกทางสีหน้าอย่างชัดเจน เอ่ยถาม “ท่านหมอเฉินมีวิธีทำให้ข้าถอดรูปแปลงร่างได้จริงหรือ”
“ใช่ ทว่าก่อนหน้านั้น เ้าต้องยกโสมโลหิตจักรพรรดิพันปีให้ข้าเสียก่อน” เยี่ยเฉินเฟิงพยักหน้ายืนยันก่อนจะบอกข้อแลกเปลี่ยนของตัวเอง
“ไม่มีปัญหา ข้าจะให้อวิ๋นโหยวไปนำมาเดี๋ยวนี้เลย”
เมื่อเห็นทักษะการแพทย์ที่ราวกับปาฏิหาริย์ของเยี่ยเฉินเฟิงแล้ว จีเหยียนเจิ้งก็เชื่อมั่นในตัวเขาอย่างมาก รีบเรียกจีอวิ๋นโหยวที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกให้เข้ามาแล้วสั่งให้เขาไปนำโสมโลหิตจักรพรรดิพันปีมามอบให้เยี่ยเฉินเฟิง
“พลังเืลมแข็งแกร่งมาก ไม่เสียแรงที่เป็โสมโลหิตจักรพรรดิพันปี”
เยี่ยเฉินเฟิงรับกล่องหยกสีขาวมาจากมือของจีอวิ๋นโหยว เมื่อเปิดฝากล่องออกดู โสมโลหิตจักรพรรดที่รูปร่างคล้ายมนุษย์เป็สีแดงสดตลอดต้น มีรากแผ่ขยายเป็แพหนาก็ปรากฏสู่สายตาของเขา
หลังจากเห็นว่าโสมโลหิตจักรพรรดิพันปีถูกเก็บรักษาอย่างดีจึงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ สีหน้าของเยี่ยเฉินเฟิงก็ฉายชัดถึงความพึงพอใจ
“ประมุขจี ข้าพอใจโสมโลหิตจักรพรรดิพันปีต้นนี้มาก เพื่อเป็การแลกเปลี่ยนข้าจะมอบบันทึกหยกชิ้นนี้ให้แก่ท่าน”
บันทึกหยกชิ้นดังกล่าวเยี่ยเฉินเฟิงใช้พลังฝืนสร้างขึ้นมาตามความทรงจำในสมองกลืนเทวะ ภายในบันทึกเคล็ดวิชาลับหลอมกายเทพดาราหกชีพจรสองขั้นแรกเอาไว้
“สิ่งนี้คือ?” จีเหยียนเจิ้งรู้สึกสงสัยเป็อย่างมาก เขาปลดปล่อยพลังิญญาแทรกซึมเข้าไปด้านใน
เมื่อเขาพลิกดูเนื้อหาที่สลักอยู่ภายในแผ่นหยกแบบคร่าวๆ ความรู้สึกตกตะลึงระคนตื่นเต้นก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของเขา จนท้ายที่สุดความหวาดผวาก็ฉายชัดเต็มใบหน้าของเขา
“นี่...อย่าบอกนะว่านี่คือทักษะิญญาระดับสูง ไม่สิอาจจะเป็ทักษะิญญาระดับสูงสุดเลย”
จีเหยียนเจิ้งเป็คนตาถึงและรู้จักคุณค่าสิ่งของ เขาพบว่าทักษะิญญาที่สลักอยู่ในบันทึกหยกเหนือล้ำกว่าทักษะิญญาวารีเหมันต์ระดับกลางที่เขาฝึกฝนอยู่
ยามนี้เขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจ ตนเองเพียงแค่ฝึกฝนตามเนื้อหาที่สลักไว้ในบันทึกหยกก็จะสามารถถอดรูปแปลงร่างได้อย่างง่ายดาย การทะลวงสู่เขตแดนจอมพลอสูรโลกาจะไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป
“ประมุขจี วิธีการฝึกฝนที่สลักอยู่ในบันทึกหยกชิ้นนี้คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ข้า หวังว่าท่านจะไม่นำไปบอกใครอื่นอีก มิฉะนั้นหากท่านอาจารย์กล่าวโทษขึ้นมาจะเป็เื่ยุ่งยากเอาได้” เยี่ยเฉินเฟิงมองจีเหยียนเจิ้งที่อยู่ในอาการตื่นเต้นแล้วกล่าวกำชับอีกฝ่ายอย่างเข้มงวด
“ท่านหมอเฉิน บุญคุณของท่านข้าจะไม่มีวันลืมเลือนโดยเด็ดขาด ข้าสาบานว่าก่อนจะได้รับการอนุญาตจากท่าน ข้าจะไม่นำทักษะิญญาหลอมกายอันล้ำค่านี้ไปบอกใครเด็ดขาด” จีเหยียนเจิ้งพยักหน้ารัวๆ กล่าวสาบานอย่างซื่อสัตย์จริงใจ
“จริงสิท่านหมอเฉิน อาจารย์ของท่านใช่คนของนิกายหรือไม่”
ดูจากบันทึกหยกแสนล้ำค่าชิ้นนี้ จีเหยียนเจิ้งคาดเดาว่าอาจารย์ของท่านหมอเฉินมีโอกาสสูงที่จะเป็คนของนิกาย จึงคิดอยากจะสร้างสัมพันธ์อันดีด้วย
ถ้าสามารถคบค้าสมาคมกับอาจารย์ของเขาผ่านทางตัวท่านหมอเฉินได้ เช่นนั้นฐานะของตระกูลจีก็จะทะยานขึ้นสูงกว่าเดิม ในภายภาคหน้าอาจจะมีโอกาสแทนที่ตระกูลเจียงขึ้นเป็ตระกูลอันดับหนึ่งของแคว้นจื่อจินก็เป็ได้
“เื่ที่เกี่ยวข้องกับอาจารย์ของข้าเป็ความลับที่ไม่อาจบอกใครได้ต้องขออภัยด้วย” เยี่ยเฉินเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ กล่าวตอบอย่างคลุมเครือ
“เอาล่ะท่านประมุขจี ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว พวกเราเริ่มต้นการรักษากันเถอะ เดี๋ยวข้าจะใช้เข็มเงินช่วยเปิดเส้นลมปราณของท่านให้ปรุโปร่ง ขั้นตอนการฝังเข็มอาจต้องทนเ็ปสักหน่อย แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะเห็นไวทันตา”
เยี่ยเฉินเฟิงไม่รีรอต่อให้เสียเวลา รีบให้จีเหยียนเจิ้งนอนลง เริ่มต้นใช้ทักษะเข็มนภาทมิฬรักษาาแของอีกฝ่าย ฝืนบังคับเปิดเส้นลมปราณในร่างกายของอีกฝ่าย
โชคยังดีที่สมัยจีเหยียนเจิ้งยังหนุ่มแน่นได้สร้างรากฐานการฝึกฝนมาอย่างดี ทำให้เยี่ยเฉินเฟิงประหยัดเวลาและพลังงานไปได้มากทีเดียว
“ประมุขจี ท่านยังทนไหวไหม?”
เยี่ยเฉินเฟิงเอ่ยปากถามจีเหยียนเจิ้งที่ร่างกายกระตุกสั่นจากความเ็ป เส้นเืบนหน้าผากเต้นตุบๆ
“ไม่เป็ไร ข้ายังรับมือได้อยู่”
จีเหยียนเจิ้งเอ่ยเสียงรอดไรฟันออกมาเพียงไม่กี่คำ สองหมัดกำเข้าหากันแน่น อาศัยพลังอันแกร่งกล้าทนรับความเ็ปทรมานที่คนทั่วไปไม่อาจทนไหว
ประมาณสองชั่วโมงผ่านไป ใน่เวลาที่พลังิญญาของเยี่ยเฉินเฟิงถูกเผาผลาญจนแทบหมดสิ้น เหนื่อยล้าจนแทบจะขาดใจ ในที่สุดเขาก็สามารถเปิดเส้นลมปราณจำนวนมากในร่างของจีเหยียนเจิ้งได้สำเร็จด้วยความยากลำบาก
“ฟู่ ในที่สุดก็สำเร็จ” เยี่ยเฉินเฟิงพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดึงเข็มเงินออกจากจุดลมปราณบนร่างกายของจีเหยียนเจิ้งจนหมด ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างอ่อนแรง “ข้าคงทำได้เพียงเท่านี้ ที่เหลือล้วนขึ้นอยู่กับตัวของท่านแล้ว”
“ท่านหมอเฉิน ขอบคุณท่านมาก ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว” จีเหยียนเจิ้งกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งหลังจากพบว่าเส้นลมปราณในร่างกายปลอดโปร่งขึ้นมาก “หลังจากนี้หากพบปัญหาหรือ้าความช่วยเหลืออะไร ท่านหมอเฉินสามารถมาที่คฤหาสน์ตระกูลจีของข้าได้เสมอ ไม่ว่าวันข้างหน้าใครจะเป็ประมุขของตระกูลต่างก็พร้อมจะช่วยเหลือท่านอย่างสุดกำลัง”
“แค่แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันเท่านั้น ประมุขจีอย่าได้ใส่ใจให้มากความ” เยี่ยเฉินเฟิงพูดขึ้นอย่างเฉยเมย หยิบผลึกิญญาระดับต่ำออกมากำไว้ในมือ ทำการฟื้นฟูพลังิญญาที่สูญเสียไป
“อวิ๋นโหยว รีบไปนำของรางวัลตามใบประกาศของตระกูลจีมาเร็วๆ เข้า อาจจะมีชิ้นไหนถูกใจท่านหมอเฉินอยู่บ้าง?”
ในระหว่างที่เยี่ยเฉินเฟิงกำลังฟื้นฟูพลังิญญา จีเหยียนเจิ้งก็เรียกจีอวิ๋นโหยวเข้ามาด้านใน สั่งให้เขาไปนำของรางวัลทั้งหมดออกมา
“ท่านปู่ อาการาเ็ของท่านเป็อย่างไรบ้าง” จีชิงเสวี่ยใช้หางตาลอบมองเยี่ยเฉินเฟิงที่กำลังปรับจังหวะลมหายใจ พลางเอ่ยถามอย่างเป็ห่วงเป็ใย
“ท่านหมอเฉินฝีมือล้ำเลิศ อาการาเ็ของข้าไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว คาดว่าใช้เวลาอีกไม่นานก็คงฟื้นฟูจนหายดี” จีเหยียนเจิ้งลูบหัวของจีชิงเสวี่ยด้วยความเอ็นดู บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ
ใช้เวลาประมาณห้านาที พลังิญญาส่วนหนึ่งของเยี่ยเฉินเฟิงก็ได้รับการฟื้นฟู ในบรรดาของรางวัลทั้งหมดที่มีอยู่ เขาเลือกเม็ดยาที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังิญญา เม็ดยาคืนิญญาจำนวนสองเม็ด อาวุธลับลูกบอลหนามที่ทรงพลังอีกหนึ่งชิ้น รวมไปถึงม้วนคัมภีร์ที่แม้แต่ตระกูลจีเองก็ยังไม่ทราบที่มาอันแน่ชัด ตัวกระดาษเริ่มเป็สีเหลืองและไม่มีตัวอักษรเขียนไว้แม้แต่ตัวเดียว
สาเหตุที่เยี่ยเฉินเฟิงเลือกม้วนคัมภีร์ที่ดูไร้ค่าไร้ราคาม้วนนั้น เป็เพราะเมื่อนิ้วของเขาััโดนม้วนคัมภีร์สมองกลืนเทวะก็มีปฏิกิริยาตอบสนองทันที
“ประมุขจี ข้ายังมีธุระอื่นต้องไปทำต่อ คงจะอยู่นานไปกว่านี้ไม่ได้”
เมื่อเลือกของมีค่าครบแล้ว เยี่ยเฉินเฟิงก็รีบร้อนอยากกลับไปหลอมโสมโลหิตจักรพรรดิพันปีเพื่อเพิ่มพูนเืลมในร่างที่ยังขาดแคลนและยกระดับพลังที่แท้จริงของตัวเองให้สูงขึ้น
“ท่านหมอเฉิน ท่านช่วยบอกข้าได้หรือไม่ ท่านคือคนที่ช่วยชีวิตข้ากับไป๋ซีหย่าเอาไว้เมื่อตอนที่อยู่ในเทือกเขาไป๋อวื๋นใช่หรือไม่”
เมื่อเห็นว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะเดินจากไปแล้ว จีชิงเสวี่ยก็รีบเรียกเขาเอาไว้ทันที นางเอ่ยถามด้วยความคาดหวังและมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอน
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร เื่ที่ผ่านไปแล้วไม่จำเป็ต้องเอ่ยถึงมันหรอก” เยี่ยเฉินเฟิงพูดตอบอย่างกำกวม
“นี่มันเื่อะไรกันชิงเสวี่ย ท่านหมอเฉินเคยช่วยชีวิตเ้าไว้ตอนอยู่ที่เมืองไป๋ตี้หรือ?” จีเหยียนเจิ้งเลิกคิ้วขึ้น ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
“อื้ม ถ้าหากข้าจำคนไม่ผิดล่ะก็ ท่านหมอเฉินคือผู้มีพระคุณของข้ากับไป๋ซีหย่า”
แม้ว่าเยี่ยเฉินเฟิงจะพูดตอบอย่างไม่ชัดเจนนัก แต่จีชิงเสวี่ยก็ค่อนข้างมั่นใจเลยว่าท่านหมอเฉินคือคนที่ช่วยชีวิตนางเอาไว้
“คิดไม่ถึงเลยว่าตระกูลจีของพวกเราจะติดหนี้บุญคุณท่านหมอเฉินมาั้แ่ก่อนหน้านี้แล้ว”
“ท่านหมอเฉิน ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไรต่อจีชิงเสวี่ยหรือ หากท่านมีใจชอบพอ ข้าจะยกนางให้แต่งงานกับท่านก็ได้นะ ถือว่าทดแทนบุญคุณที่ท่านมีต่อตระกูลจีของเราอย่างไรล่ะ” จีเหยียนเจิ้งกล่าวขึ้นอย่างทีเล่นทีจริง
ทว่าเมื่อจีเหยียนเจิ้งกล่าวจบประโยค ใบหน้างดงามล่มแคว้นของจีชิงเสวี่ยก็ปรากฏรอยจ้ำสีแดงที่แก้มทั้งสองข้าง ในใจเต้นตึกตักระรัวเหมือนมีลูกกวางะโโลดเต้นอยู่ในนั้น
“หลานสาวของท่านมิเลวเลย แต่เท่าที่ข้าได้ยินมา นางผูกสมัครรักใคร่กับคนในเมืองไป๋ตี้นามว่าเยี่ยเฉินเฟิงไปแล้วมิใช่หรือ” เยี่ยเฉินเฟิงแสยะยิ้มเ็าในใจ แสร้งเอ่ยขึ้นอย่างจงใจ
“ไม่ ไม่ใช่นะ การแต่งงานของข้ากับเยี่ยเฉินเฟิงเป็แค่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน ไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรเกิดขึ้นระหว่างพวกเราทั้งสองจริงๆ นะ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของท่านหมอเฉิน จีชิงเสวี่ยก็รีบร้อนอธิบายด้วยใบหน้าซีดขาวทันที
“ฮึ การแต่งงานก็เกิดจากข้อแลกเปลี่ยนได้ด้วยหรือนี่ ข้าผู้แซ่เฉินน้อมรับการสั่งสอนจากใจจริง” เยี่ยเฉินเฟิงแค่นเสียงเ็า หันหลังเดินกลับออกไปทันที โดยไม่สนใจจีชิงเสวี่ยที่ร้อนรนอยากจะอธิบายเื่ราว แต่ทำได้เพียงยืนหน้าซีดขาวอยู่กับที่
