“ข้ารู้แค่ว่านี่เป็ป้ายประจำตัวองค์รัชทายาท” เขากอดอกยืนฟังนาง พยายามสนใจเพียงดวงตากลมโตสีนิล ไม่มองผิวกายเนียนละเอียดที่เต็มไปด้วยรอยบอบช้ำ
ตลอดการเดินทาง นางครุ่นคิดอยู่หลายตลบว่าจะเริ่มเื่อย่างไรให้เขาเชื่อใจนาง จะแสดงตัวเช่นไรไม่ให้ถูกจับได้ว่าเป็หญิง แต่เมื่อฐานะถูกเปิดเผยแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะต้องปิดบังอันใดอีก นางสูดลมหายใจแล้วเอ่ยออกมา
“ข้าคือจางฟางหรง”
“หือ?” หลัวหลิวหยางเลิกคิ้วประหลาดใจ “จางฟางหรง?”
“จางฟางหรงที่เขียนจดหมายโต้ตอบกับท่าน” นางยังคงสงบใจกล่าวต่อ
“ข้าเคยพบจางฟางหรง เขาเป็บุตรบุญธรรมของอาจารย์ข้า เขาเป็บุรุษมิใช่สตรี”
“ถูกต้อง จางฟางหรงที่ท่านแม่ทัพพบคือน้องชายต่างมารดาของข้า ข้าชื่อจางฟางซิน ข้าและจางฟางหรงเป็บุตรบุญธรรมของอาจารย์ หยางอี้เสียง” นางแนะนำตัวเอง และเมื่อเห็นว่าเขาไม่คิดจะพูดขัด นางจึงพูดต่อ “คนที่เขียนจดหมายถึงท่านคือข้า ข้าใช้ชื่อของน้องชายเพื่อคุยกับท่าน”
แววตาของหลัวหลิวหยางประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีเขาสงสัยมาตลอด บุรุษอย่างจางฟางหรงดูเหมือนคนที่ไม่สนใจตำราพิชัยยุทธ์ ไม่ชอบการทหาร แต่กลับแลกเปลี่ยนความคิดกับเขาและเสนอแนวทางให้เขาหลายต่อหลายครั้ง
“ที่ข้าต้องมาด้วยตนเองเช่นนี้เพราะ คนที่องค์รัชทายาทส่งจดหมายให้ท่านถูกกำจัดไปหมด องค์รัชทายาท้าให้จางฟางหรงมาอยู่ข้างกายท่าน เผื่อว่าจะได้ช่วยติดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกิด พร้อมทั้งมอบหมายอำนาจตัดสินใจทางการทหารให้ท่านจัดการได้หากมีความจำเป็”
หลัวหลิวหยางทำเพียงพยักหน้ารับรู้ เขาคิดสงสัยอยู่นาน สองเดือนมานี้ไม่มีข่าวสารจากเมืองหลวง ที่แท้เกิดเื่ขึ้นจริง
“เดิมทีข้าควรแสดงตัวต่อท่านในฐานะบุรุษ แต่เกิดเื่เสียก่อน หวังว่าท่านจะไม่ขับไล่ข้ากลับไปเพราะเห็นว่าข้าเป็สตรี”
“ต่อให้ข้าอยากให้เ้าไป เ้าก็คงไปไหนไม่ได้” เขาหลุบตามองข้อเท้าของนางที่ถูกพันผ้าไว้อย่างแ่า “อย่างน้อยก็หนึ่งเดือน”
จางฟางซินนึกอนาถใจ นางไม่มีสิ่งใดดึงดูดใจเขาได้เลย นี่นางควรขอบคุณโจรเ่าั้ที่ทำให้นางาเ็จนไปไหนไม่ได้สินะ
“ตอนนี้ผู้อื่นรู้แล้วเ้าเป็สตรี ก็อยู่ในฐานะสตรีเถิด ข้าเรียกเ้าจางฟางซินได้ใช่ไหม”
“อืม” นางพยักหน้ารับ แล้วนึกได้ว่าตนเองพูดจาไม่สุภาพนักจึงเอ่ยขึ้นใหม่ “เ้าค่ะ”
“เพื่อไม่ให้ผู้อื่นสงสัยฐานะของเ้า ข้าคิดว่า...”
“ท่านแม่ทัพสามารถบอกผู้อื่นได้ว่า ข้าเป็คนที่มารดาของท่านส่งมาปรนนิบัติรับใช้ท่าน ข้ากับท่านจำเป็ต้องใกล้ชิดกัน เราไม่อาจรู้ได้ว่ามีใครทำตัวเป็หนอนบ่อนไส้ หากผู้อื่นรู้ว่าข้าเป็คนขององค์รัชทายาท เกรงว่าทั้งข้าและท่านจะไม่ปลอดภัย”
มุมปากของเขายกขึ้นเป็รอยยิ้ม แม้จะเล็กน้อยก็เห็นชัดว่าเป็รอยยิ้ม จางฟางซินรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเขาจะยอมฟังแผนการไร้สาระของนางด้วยท่าทางใจเย็นเช่นนี้
“ดี ตกลงตามนั้น”
“อื้ม เอ่อ เ้าค่ะ”
“เ้าคงอยู่ในฐานะบุรุษมานาน เห็นทีต้องฝึกเป็สตรีหน่อยกระมัง” เขากระตุกยิ้มที่มุมปาก เมื่อนางเป็ฝ่ายเสนอความคิดเอง เขาก็ไม่ใส่ใจว่านางจะเสียชื่อเสียงหรือไม่ อย่างไรเขาก็ไม่มีอะไรให้เสีย และที่สำคัญคือการเคลื่อนไหวของต่างแคว้นที่สอดคล้องกับฝ่ายที่หวังโค่นล้มอำนาจขององค์รัชทายาท
“เ้าพักผ่อนเถิด ข้าจะให้คนมาดูแล”
“ขอบคุณ” นางถอนหายใจเบาๆ “เอ่อ...”
“ว่ามา”
“ข้าอยากอาบน้ำ..”
หลัวหลิวหยางเลิกคิ้ว “สระผมด้วยไหม?”
“ถ้าได้เช่นนั้นข้าจะขอบคุณยิ่ง”
“ข้าจะสั่งเด็กๆ ดูแลเ้า”
“ขอบคุณ”
“อืม”
นางไม่คิดว่านั้นเป็คำถามประชด เขาเป็ทหาร ใช้ชีวิตในสนามรบมากกว่าบ้านเกิดอันอบอุ่น การพูดของเขาจึงเด็ดขาดเหมือนเป็คำสั่งเสมอ ร่างสูงใหญ่ที่นางเคยแอบมองอยู่หลายครั้งเดินออกไปแล้ว นางผ่อนลมหายใจยาว หวังใจว่าเื่ราวต่อจากนี้จะไม่มีอุปสรรคใดอีก
นางได้แต่ภาวนาในใจ
เรือนหลังนี้ช่างเงียบสงบ มีแสงอ่อนๆ ลอดผ่าน กระทบเครื่องเรือนงดงามและประณีต มันสวยมากแต่ดูแปลกและน่าอึดอัด
จางฟางซินใช้ความพยายามทั้งหมดยันกายลุกขึ้นนั่งและมองรอบๆ ผ่านมาสามวันความเ็ปรวดร้าวทุเลาลง แต่จุดที่เ็ปที่สุดคือข้อเท้าของนาง ท่านหมอทหารยืนยันหนักแน่นว่านางสามารถกลับมาเดินได้อย่างปกติอย่างแน่นอน แต่บางครั้งนางยังมึนงงราวกับยังไม่ตื่นจากความฝัน จนกระทั้งมือหยาบกร้านวางบนไหล่ของนางเป็การยืนยันว่านางมิได้ฝันไป
“ยังฝันร้ายอยู่อีกหรือ?”
“ฝันร้าย?”
นางเอ่ยทวนคำที่ได้ยิน เหตุการณ์นั้นไม่ใช่ความฝัน มันเป็เื่จริงที่กลายเป็ฝันร้ายของนาง เหเหมือนเมื่อตอนเป็เด็กที่นางเคยตกหลังม้า ทำให้นางไม่กล้าขี่ม้าอีก จางฟางหรงมักหัวเราะเยาะนางเื่นี้เสมอ แต่เขาก็ดึงมือนางให้นั่งม้าตัวเดียวกัน จางฟางหรงไม่ค่อยแสดงท่าทางห่วงใยนาง ไม่มีคำพูดดีๆ ให้กำลังใจ แต่นางรู้ว่าจางฟางหรงเป็ห่วงนาง นางเป็ญาติคนเดียวที่เหลืออยู่เช่นเดียวกับนางที่มีเขาเป็ญาติคนเดียวเช่นกัน คิดถึงตอนนี้นางเผลอหัวเราะเบาๆ ออกมา
เสียงหัวเราะแม้แ่เบานั้นทำให้หลัวหลิวหยางเลิกคิ้ว มือของเขายังวางบนไหล่ของนาง ร่างกายนางบอบบางถึงเพียงนี้ หากเขาเผลอออกแรงมากไปสักหน่อยคงหักกระดูกนางได้เป็แน่ เ้าของร่างอรชรอ้อนแอ้นผู้นี้กลับเดินทางมาเพียงลำพังเพื่อพบเขา และบอกว่าจะอยู่เคียงข้างเขา
เป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาดเหลือเกิน
จางฟางซินได้สติ นึกขึ้นได้ว่าหลัวหลิวหยางเข้ามาดูอาการของนาง นางจึงเอ่ยขึ้น
“ตอนเด็กๆ ข้าเคยตกหลังม้า นับจากนั้นข้าไม่กล้าขี่ม้าเพียงคนเดียวอีกเลย มันเป็ม้าที่สูงกว่าข้าไม่เท่าไหร่ แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดวันนั้นมันเกิดพยศทำให้ข้าตกลงมา แม้จะาเ็ไม่มากนัก แต่ความรู้สึกที่อยู่บนหลังม้าที่พยศนั้นข้าจำได้อย่างดี ความทรงจำนั้นกลายเป็ฝันร้ายของข้า มาบัดนี้เห็นทีว่าการอยู่ในรถม้าที่ตีลังกาหลายตลบจะเป็ฝันร้ายแทนทีการตกม้าครั้งนั้นของข้าแล้ว”
“เ้าจำอะไรได้ไหม” เขาถาม
“ข้าจำท่านได้” นางตอบด้วยรอยยิ้ม แม้นางจะแอบมองเขาจากที่ไกลๆ แต่นางยังจำดวงตาคมเข้มดุดัน โหนกแก้มสูง จมูกดุจเหยี่ยวทรงอำนาจที่ปรากฏชัดเจนในความฝันของนางได้ ถ้าการตกม้าคือฝันร้ายของนาง เขาก็คือฝันดีของนางเช่นกัน
“ท่านแม่ทัพ” หญิงสาวรำพึง “ท่านช่วยชีวิตข้า”
“ข้าแค่บังเอิญอยู่ที่นั้น”
จางฟางซินคิดพลางหลับตาลงช้าๆ เขาพูดถูกต้องทุกอย่าง เขาแค่บังเอิญผ่านมาในยามที่นางเดือดร้อน หากไม่ใช่เพราะนางคือ ‘จางฟางหรง’ เขาคงไม่เสียเวลามาใส่ใจนางถึงเพียงนี้ คิดได้ดังนั้นก็สูดลมหายใจลึก ยืดแผ่นหลังตั้งตรงแล้วสบตากับเขา
“ข้าดีขึ้นแล้ว เรามามาคุยเื่งานกันเถิด”
“งาน?”
“ใช่” นางพยักหน้ารับ “หรือท่านยังไม่เชื่อว่าข้าคือจางฟางหรงจริงๆ”
หลัวหลิวหยางปล่อยมือจากไหล่นาง ถอยหลังมาเล็กน้อยกวาดตามองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง รอยฟอกช้ำยังเห็นอยู่เด่นชัด แต่สีหน้าของนางดีขึ้นมากแล้วจริงๆ
“ข้าเชื่อเ้า”
“ท่านเชื่อข้าง่ายถึงเพียงนี้” นางขมวดคิ้ว ที่ผ่านมานางกังวลมาตลอดว่าเขาจะไม่ยอมรับนาง เช่นนั้นการเดินทางของนางจะสูญเปล่า
“ข้าเคยพบจางฟางหรง” เขาพูด “ท่าทางเขาไม่เหมือนคนที่จะชอบอ่านตำราพิชัยยุทธ แต่ข้าเชื่อความคิดอ่านในจดหมายของเขามาก”
“อย่างนั้นหรือ?” นางเผลอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว “ข้ากังวลใจมาตลอดว่าจะอธิบายท่านอย่างไร”
“ข้าเป็คนมีเหตุผล”
