บทที่ ๑๑ : การไต่สวนกลางดึก
ณ ศาลไต่สวน (กรมอาญา)
(่เวลา: ยามไฮ่ - ดึกสงัด)
บรรยากาศในห้องพิจารณาคดีเต็มไปด้วยความเงียบงันและตึงเครียด แสงเทียนวูบไหวส่องกระทบใบหน้าเคร่งขรึมของ "ใต้เท้าจาง" เสนาบดีกรมอาญา ผู้ขึ้นชื่อเื่ความตงฉินและหัวโบราณที่สุดในราชสำนัก
ตรงกลางห้อง บนโต๊ะพิจารณาคดี มีวัตถุต้องสงสัยสองชิ้นวางสงบนิ่งอยู่
๑. ครกหิน: ทรงกลม หนักอึ้ง สกัดจากหินแกรนิตเนื้อดี (จากอ่างศิลาบ้านเกิดบัว)
๒. สากกะเบือ: ไม้เนื้อแข็ง เหลาจนกลมกลึง ปลายมน
แม่หญิงบัวนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า แต่คราวนี้มีเบาะรองนั่งนุ่มๆ ที่ฮ่องเต้สั่งให้นำมาวางให้เป็พิเศษ ข้างกายมีฮ่องเต้หลี่เฉินประทับนั่งบนเก้าอี้ั คอยสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด
"สนมบัว..." ใต้เท้าจางเอ่ยเสียงแหบพร่า "เ้ายังยืนยันรึว่า... วัตถุอัปมงคลสองสิ่งนี้ มิใช่อาวุธสังหาร หรือเครื่องมือทำพิธีกรรมสาปแช่ง?"
บัวถอนหายใจเฮือกใหญ่ นางมองครกคู่ใจด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
"ใต้เท้าเ้าขา... อิฉันพูดจนปากจะฉีกถึงหูแล้วนะเ้าคะ ว่านั่นมันคือ 'ครก' กับ 'สาก' เอาไว้ทำกับข้าว!"
"เหลวไหล!" ใต้เท้าจางตบโต๊ะปัง "ข้าเกิดมาเจ็ดสิบปี กินข้าวมามากกว่าเกลือที่เ้ากิน ไม่เคยเห็นเครื่องครัวที่หนักอึ้งเยี่ยงนี้! ดูสิ! หินก้อนนี้หนักชั่งกว่าๆ หากทุ่มใส่หัวคน สมองไหลตายคาที่แน่นอน!"
เขาชี้ไปที่สากไม้ "แล้วแท่งไม้นี่เล่า! รูปทรงกำยำ เหมาะมือ เอาไว้ตีรันฟันแทงชัดๆ! สายสืบรายงานว่าเ้าเคยใช้มันขู่ทหารในวันแรกที่มาถึง!"
บัวกลอกตามองบน "ก็ตอนนั้นทหารจะเข้ามาจับ อิฉันก็ต้องป้องกันตัวสิเ้าคะ! ไม้เรียวครูไหวใจร้ายยังน่ากลัวกว่าสากนี่อีก!"
"ยังจะเถียง!" ใต้เท้าจางหันไปทางฮ่องเต้ "ฝ่าาพะยะค่ะ สตรีผู้นี้นำอาวุธร้ายแรงเข้ามาในเขตพระราชฐาน มีโทษปะาชีวิต! วัตถุนี้ดูอย่างไรก็เป็เครื่องบดกระดูกมนุษย์เพื่อทำยาพิษ!"
ฮ่องเต้หลี่เฉินนั่งกอดอก พระพักตร์เรียบเฉยแต่แววตาฉายแววขบขันเล็กน้อย พระองค์หันมามองบัว
"บัว... เ้ามีวิธีพิสูจน์หรือไม่ว่ามันคือเครื่องครัวจริงๆ? ขืนเ้าเอาแต่พูดปากเปล่า ตาแก่พวกนี้คงไม่ยอมจบง่ายๆ แน่"
บัวพยักหน้า "ได้เ้าค่ะ ในเมื่อพูดไม่เชื่อ... ก็ต้องทำให้ดู!"
นางลุกขึ้นยืน เดินตรงไปที่โต๊ะของกลาง แล้วหันไปสั่งทหารหน้าห้อง
"ไปเอาพริกแห้ง กระเทียม กุ้งแห้ง ถั่วลิสง และมะละกอดิบมา! อ้อ... ขอน้ำตาลปี๊บกับน้ำปลาด้วย!"
ใต้เท้าจางขมวดคิ้ว "เ้าจะทำพิธีอันใดอีก? จะปรุงยาสั่งรึ?"
"เดี๋ยวก็รู้เ้าค่ะ!"
.
.
.
ไม่นานนัก วัตถุดิบทั้งหมดก็ถูกวางกองตรงหน้า
บัวถลกแขนเสื้อขึ้น ท่าประจำ นางหยิบสากขึ้นมาเดาะในมือสองสามทีเพื่อชินน้ำหนัก
"ดูไว้นะตาแก่... เอ้ย ใต้เท้า! นี่คือวิชา 'ตำแหลก'!"
นางหยิบกระเทียมและพริกแห้งโยนลงในครก
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก!
เสียงสากกระทบหินดังสนั่นก้องห้องไต่สวน จังหวะนั้นหนักแน่น รุนแรง แต่ก็เป็จังหวะจะโคนราวกับเสียงดนตรี
ใต้เท้าจางสะดุ้งโหยงทุกครั้งที่เสียงดัง โป๊ก! เขาเผลอถอยหลังกรูด "ระ... รุนแรงยิ่งนัก! นางใช้แรงมหาศาลบดขยี้มันจนแหลกเหลว!"
บัวไม่สนเสียงนกเสียงกา นางใส่ถั่วลิสงและกุ้งแห้งตามลงไป ตำบุบๆ พอแตก แล้วใส่มะละกอสับ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล และมะนาว
จังหวะการตำเปลี่ยนไป จากเสียงหนักแน่น กลายเป็เสียง สวบ... สวบ... ของสากที่คลุกเคล้าเส้นมะละกอเข้ากับน้ำปรุง
กลิ่นหอมเปรี้ยวเค็มเผ็ด ลอยฟุ้งออกมาแตะจมูกทุกคนในห้อง แม้แต่ใต้เท้าจางที่ทำหน้าถมึงทึงเมื่อครู่ จมูกยังเผลอกระตุกดมฟุดฟิด
"เสร็จแล้วเ้าค่ะ!"
บัวตัก "ส้มตำไทย" (แบบไม่ใส่ปลาร้าเพื่อความปลอดภัยของมือใหม่) ใส่จาน แล้วยื่นไปตรงหน้าใต้เท้าจาง
"นี่คือ 'ตำส้ม' เ้าค่ะ เครื่องมือที่ท่านหาว่าเป็อาวุธ มันช่วยบดผสมรสชาติให้เข้าเนื้อโดยไม่ต้องใช้ไฟปรุง เป็ศาสตร์ชั้นสูงของการทำสลัด!"
ใต้เท้าจางมองจานอาหารสีสันจัดจ้าน เส้นมะละกอสีขาวคลุกเคล้ากับพริกสีแดงและถั่วลิสงสีทอง น้ำยำชุ่มฉ่ำส่งกลิ่นยั่วยวน
"นี่น่ะรึ... ผลลัพธ์ของอาวุธนั่น?"
"ลองชิมดูสิเ้าคะ" ฮ่องเต้ตรัสเสริม "ข้ารับรองว่าไม่มียาพิษ... มีแต่ความอร่อยที่เ้าอาจจะลืมไม่ลง"
ใต้เท้าจางมือสั่นเทา หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเส้นมะละกอเข้าปากด้วยความระแวง
กร้วม...
ความกรอบของมะละกอสด ปะทะกับรสเปรี้ยวหวานนำ เค็มตาม และเผ็ดนิดๆ ที่ปลายลิ้น ถั่วลิสงคั่วใหม่ๆ เพิ่มความมันเคี้ยวเพลิน
ดวงตาฝ้าฟางของใต้เท้าจางเบิกโพลง
"นี่มัน..." เขาเคี้ยวตุ้ยๆ "สดชื่น! กรอบกรุบ! รสชาติเปรี้ยวหวานสะใจยิ่งนัก! มันช่วยขับลม แก้เลี่ยนได้ชะงัด!"
เขารีบคีบคำที่สอง สาม และสี่ เข้าปากอย่างลืมตัว ลืมมาดเสนาบดีผู้เคร่งขรึมไปจนหมดสิ้น
"เห็นไหมเ้าคะ" บัวกอดอกยิ้มกริ่ม "ครกและสาก คือหัวใจของครัวไทย หากไม่มีมัน อาหารก็จะจืดชืดไร้ิญญา เหมือนชีวิตที่ขาดสีสัน"
ฮ่องเต้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ั เดินมายืนเคียงข้างบัว พระหัตถ์วางบนบ่านางอย่างปกป้อง
"ใต้เท้าจาง... ทีนี้ท่านหายข้องใจหรือยัง?"
"หาย... หายแล้วพะยะค่ะ!" ใต้เท้าจางวางตะเกียบลง ทั้งที่ยังเสียดาย แล้วก้มหัวคำนับ "เป็ความเขลาของกระหม่อมเองที่มองเครื่องครัววิเศษเป็อาวุธร้าย... สนมบัวมีปัญญาเป็เลิศแท้ๆ"
"ถ้าเช่นนั้น..." ฮ่องเต้ประกาศเสียงดังฟังชัด
"ข้าขอแต่งตั้งให้ 'ครกและสาก' คู่นี้ เป็ 'เครื่องราชูปโภคประจำห้องเครื่องส่วนพระองค์' ห้ามผู้ใดแตะต้อง หรือยึดไปตรวจสอบอีกเด็ดขาด! ใครขัดคำสั่ง ถือว่าขัดราชโองการ!"
"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!" ทุกคนในห้องขานรับพร้อมกัน
บัวหันมายิ้มให้ฮ่องเต้ แววตาเต็มไปด้วยความขอบคุณ
"ขอบน้ำใจเ้าค่ะคุณพี่... เอ้ย ฝ่าา ที่ช่วยทวงคืนอาวุธทำกินให้"
ฮ่องเต้ก้มลงกระซิบ "ข้าไม่ได้ทำเพื่อเ้าคนเดียวหรอกนะ..."
"อ้าว? แล้วเพื่อใครเ้าคะ?"
"ก็เพื่อปากท้องของข้าเองน่ะสิ..." พระองค์กลืนน้ำลาย "คืนนี้... ตำไอ้นี่ให้ข้ากินสักจานนะ เอาเผ็ดๆ ใส่ปูเค็มด้วย!"
บัวหลุดขำพรืดออกมากลางศาลไต่สวน
สรุปแล้ว วิกฤตการณ์ครกหินมหาประลัย ก็จบลงด้วยชัยชนะของความแซ่บ! ใต้เท้าจางกลับบ้านไปพร้อมสูตรส้มตำ ส่วนบัวและฮ่องเต้ก็เดินเคียงคู่กันกลับตำหนัก ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายัง "คู่รักนักชิม" แห่งวังหลวง
