“ เฮ้อ! อยากออกไปเที่ยวข้างนอกจัง ” ซูเหม่ยหลิงถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกเบื่อหน่าย
การใช้ชีวิตของอันนาในร่างของซูเหม่ยหลิงในแต่ละวันนั้นไม่ง่ายเลย ไม่ว่าจะนั่ง จะกิน จะนอนหรือเดินไปไหนก็ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
สตรีในวังหลัง แม้จะมีใบหน้าที่งดงามจนทำให้บุรุษเกิดความลุ่มหลง แต่พวกนางก็ไม่ได้มีจิตใจที่อ่อนโยนและเป็มิตรเหมือนกับหน้าตาเลยสักนิด ภายใต้รอยยิ้มแสนหวานกลับซ่อนมีดคมกริบเอาไว้เพื่อห่ำหั่นศัตรู
หลังจากที่โดนกลั่นแกล้งไป อันนาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าวังหลังแห่งนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับคนอ่อนแอจริง ๆ
หากอยากมีชีวิตรอด เธอจะต้องเข้มแข็ง รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้อื่นและหาทางตั้งรับให้ทัน มารยาร้อยเล่มเกวียนหรืออะไรก็ตามที่เธอเคยเห็นในละคร เธอจะขุดมันออกมาใช้ให้หมดเลย
เธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสาวยุคโบราณกับสาวรุ่นใหม่ ใครจะมารยาเก่งกว่ากัน
“ สนมซูจะไปไหนหรือเพคะ ”
“ ข้าจะไปเดินเล่นสักหน่อย เ้าไม่ต้องตามมาหรอก ข้าไปเพียงไม่นาน ”
หลังจากเจอเื่ชวนให้ปวดหัวมาทั้งวัน อันนาตัดสินใจออกไปเดินเล่นในสวนคนเดียวเพื่อพักผ่อนสมอง เธอคิดว่าให้ธรรมชาติช่วยบำบัดน่าจะดีขึ้น
แต่แทนที่เธอจะได้สงบใจ เธอดันต้องเผชิญกับพายุฝนที่โหมกระหน่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว
เปาะ แปะ
“ โอ๊ะ! ฝนมาตกอะไรตอนนี้เนี่ย ” ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางของสวนแห่งนี้ ทำให้เธอวิ่งวนไปมาอยู่ในสวนอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเจอว่าข้างหน้าที่ศาลาที่มีหลังคาปลุกคลุมใช้เป็ที่หลบฝนได้ก็เล่นเอาชุดเปียกน้ำเป็วง ๆ
“ เปียกหมดแล้ว ๆ ”
ร่างระหงวิ่งเข้าไปในศาลากลางสวนอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตว่ามีใครบางคนยืนอยู่ก่อน
กระทั่งได้ยินเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น เธอจึงหันขวับไปมองตามเสียงก่อนจะผงะด้วยความใ เมื่อพบว่าเพื่อนร่วมศาลาของเธอคือท่านอ๋องหลี่เหวินเจ๋อ
ใบหน้าของเขาดูสงบนิ่ง ท่ามกลางสายฝนที่ตกหนัก เรือนผมสีดำขวับดุจแพรไหมทอดยาวลงไปถึงกลางหลังพลิ้วไหวไปตามสายลมราวกับภาพวาดที่มีชีวิต
“ ท่านอ๋อง? ” การพบเจอกับเ้าของวังผู้สูงศักดิ์ ทำเอาอันนาแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“ เ้ามาทำอะไรที่นี่ ”
“ เอ่อ…ข้า ” หญิงสาวก้มหน้าลงอย่างลืมตัวพร้อมกับพูดติด ๆ ขัด ๆ “ ข้ามาหาที่หลบฝนเพคะ มิได้ตั้งใจจะรบกวนท่านอ๋อง ”
ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ที่นี่ สู้เธอวิ่งฝ่าฝนกลับตำหนักของตนเองเสียยังดีกว่า
“ … ” หลี่เหวินเจ๋อเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ร่างบางด้วยสายตาจับผิด แรงกดดันที่แผ่ปกคุลมทั่วศาลาทำเอาหญิงสาวก้มหน้าชิดคางยิ่งกว่าเดิม
“ เ้าเป็ใคร ทำไมข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ”
คำถามนี้ทำเอาอันนานิ่งอึ้ง
อ้าว? ตานี่จำเมียของตัวเองไม่ได้เหรอ แต่จำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอก เล่นมีเมียเป็โขยงแบบนี้ ใครจะจำไหว
เธอกะพริบตาปริบ ๆ หยุดใช้ความคิดแวบหนึ่งก่อนจะตอบออกไป “ ข้ามีนามว่าซูเหม่ยหลิง เป็เพียงสนมชั้นต่ำ หามีความสำคัญอันใดไม่เพคะ ”
ั้แ่ที่มาอยู่ในร่างนี้ เธอก็ตั้งมั่นไว้ว่าจะไม่ทำตัวให้โดดเด่นจนเกินไป เมื่ออยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายเลยแสร้งเป็คนถ่อมตัวและพยายามทำตัวให้จืดจางมากที่สุด
ั์ตาสีดำสนิททอดมองหนึ่งในนางสนมของตนด้วยสายตาที่อ่านยาก
“ กลับตำหนักของเ้าไปเสีย ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็า แต่ไม่ได้มีแววตำหนิ
หืม ให้เธอกลับตอนนี้เหรอ? ทั้งที่ฝนยังตกหนักอยู่เนี่ยนะ
นี่อีกฝ่ายรังเกียจนางสนมของตัวเองจนขนาดอยู่ร่วมศาลาเดียวกันไม่ได้เลยเหรอ
ใจดำเกินไปแล้วนะ
เอาเถอะ เปียกก็เปียก กลับตำหนักก็ยังดีกว่าอยู่ตรงนี้เป็ไหน ๆ
อันนาค้อมตัวลงเล็กน้อย สองมือยกขึ้นปิดศีรษะก่อนจะวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว แต่วิ่งได้ไม่กี่ก้าวนางก็ลื่นล้ม ใบหน้าจนถึงไหล่จุ่มลงในแอ่งน้ำจนเปื้อนดินและเศษหญ้า
อั่ก…
!!
ใคร ๆ ก็ต่างบอกว่าหลี่อ๋องเป็คนฉลาดและมีคุณธรรมสูง ช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก บัดนี้เขาเห็นนางสนมของตนเองลื่นล้มไปต่อหน้าต่อตา กลับนิ่งเฉยไม่คิดจะเดินเข้าไปช่วย
หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าไหล่ของเขาขยับขึ้นลงเพราะกลั้นเสียงขำอยู่นั่นเอง
หึหึ
แม้จะเจ็บนางก็ยังลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อไป หยดน้ำฝนเย็นเฉียบกระทบกายบาง ทำเอาหญิงสาวขนลุกซู่พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงจนแทบกระเด็นออกมา
“ บรึ้ยยย หนาว ”
“ สนมซูจิบน้ำขิงอุ่น ๆ ก่อนนะเพคะ เดี๋ยวบ่าวจะไปเอาผ้าห่มมาเพิ่มให้ ” เสี่ยวอิงบอกกับเ้านายที่นั่งกอดตัวเองอยู่ในใต้ผ้าห่ม
“ อื้อ เร็ว ๆ นะ ”
ในค่ำคืนที่หนาวเหน็บจากฝนที่ตกลงมาตลอดทั้งคืน เธอก็ไม่อาจลืมภาพของบุรุษผู้นั้นได้เลย กระทั่งนอนหลับก็ยังเก็บไปฝันอีก
