หลิวอี้ยืนเหม่อมองหมู่บ้านตระกูลหลิวเบื้องหน้าอยู่นาน เนิ่นนานจนแทบจะเรียกสติกลับคืนมาไม่ได้ ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดเขาก็ก้าวเท้าออกเดิน มุ่งหน้าเข้าสู่หมู่บ้านอย่างเชื่องช้า
ตลอดทาง ภาพที่คุ้นเคยค่อยๆ ปรากฏสู่สายตา... หนึ่งร้อยสามสิบปีผ่านไป ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน หมู่บ้านตระกูลหลิวแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ยังคงเต็มไปด้วยกระท่อมมุงจากเหมือนเดิม ทว่าผู้คนในหมู่บ้านกลับไม่ใช่ใบหน้าเดิมที่เขาเคยคุ้นเคยอีกต่อไป
หลิวอี้เดินตรงไปยังสุสานบรรพชนตามความทรงจำ เมื่อมาถึงสุสาน เขาก็จำหลุมศพของบิดามารดาและ หลิวฉิน พี่ชายคนโตของเขาได้ในทันที ส่วนหลุมศพอื่นๆ ล้วนแปลกตา คาดว่าน่าจะเป็ของลูกหลานเหลนโหลนของหลิวฉิน
เมื่อมองดูหลุมศพตรงหน้า ขอบตาของหลิวอี้ก็แดงก่ำขึ้นทันที น้ำตาเอ่อล้นและไหลริน ความโศกเศร้าถาโถมเข้าใส่หัวใจดุจคลื่นั์ หัวใจเขาสั่นไหว เขารู้ตัวทันทีว่านี่คืออิทธิพลจากความทรงจำและความยึดติดของร่างเดิม
เขาสูดหายใจลึก หยิบธูป เทียน และกระดาษเงินกระดาษทองออกมา แล้วกราบไหว้บิดามารดาและพี่ชายคนโตด้วยความเคารพ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธี หลิวอี้รู้สึกว่าร่างกายเบาสบายขึ้นทันตา จิตใจปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ราวกับิญญาได้ปลดเปลื้องภาระหนักอึ้งออกไป นี่คือการสลายไปของความยึดติดสุดท้ายของร่างเดิม นับจากนี้ไป เขาจะถูกนำทางด้วยเจตจำนงของตัวเองจากชาติก่อนอย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกอิทธิพลของร่างเดิมครอบงำอีกต่อไป
เขาถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก แล้วเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางของบ้านเดิม แม้เขาจะไม่คิดเปิดเผยตัวตนและกลับไปรวมญาติกับลูกหลานของพี่ชาย แต่เขาก็อยากเห็นความเป็อยู่ของพวกเขาสักหน่อย และตั้งใจจะมอบทรัพย์สินที่เตรียมมาให้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว คนเหล่านี้คือผู้ที่มีสายเืเดียวกันกับเขาเพียงกลุ่มเดียวในโลกใบนี้
ไม่นานนัก หลิวอี้ก็มายืนอยู่หน้าบ้านในความทรงจำ บ้านตรงหน้าเปลี่ยนสภาพไปมากแล้ว เหลือเพียงต้นพุทราคอเอียงหน้าประตูที่ยังคงยืนต้นตระหง่าน เปลือกไม้แตกเป็ร่องลึก ยังคงมีร่องรอยการปีนป่ายในวัยเด็กหลงเหลืออยู่ ในภวังค์ เขาเหมือนเห็นตัวเองในวัยเด็กและพี่ชาย ยืนเขย่งปลายเท้าถือไม้ไผ่ช่วยกันสอยลูกพุทรา
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะสดใสก็ดังขึ้นจากใต้ต้นพุทรา เด็กสองคนอายุราวหกเจ็ดขวบกำลังวิ่งไล่จับกันรอบต้นไม้ เด็กชายผมเปียคนหนึ่งแหงนหน้ามองขึ้นไปบนกิ่งไม้ ภาพนี้ซ้อนทับกับภาพในความทรงจำของเขาอย่างช้าๆ ทำให้เขาเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
"ท่านลุง ท่านยืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว มีอะไรรึเปล่าขอรับ?" เสียงเด็กเจื้อยแจ้วดังขึ้นข้างหู หลิวอี้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ ก้มลงมองเห็น หลิวจวิน และ หลิวเว่ย เงยหน้าเล็กๆ มองดูเขา ดวงตาใสซื่อเต็มไปด้วยความสงสัย
เขายกยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว "เ้าหนู นี่บ้านของพวกเ้ารึ?"
"ใช่แล้วขอรับ! นี่บ้านของพวกเรา" หลิวจวินและหลิวเว่ยตอบฉะฉาน
จังหวะนั้นเอง เสียงชราภาพก็ดังมาจากด้านหลัง "พ่อหนุ่ม มีอะไรให้ช่วยไหม?" ชายชราผมขาวโพลน 'หลิวไห่' เดินถือไม้เท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า สายตาเจือแววระแวดระวัง
หลิวอี้ค่อยๆ หันกลับไป จ้องมองใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชรา แล้วเอ่ยถาม "ขออภัยท่านผู้เฒ่า ไม่ทราบว่าท่านมีความสัมพันธ์อย่างไรกับหลิวฉินหรือ?"
เมื่อได้ยินชื่อนี้ รูม่านตาของหลิวไห่หดเกร็งเล็กน้อย ดวงตาฝ้าฟางพลันเปลี่ยนเป็คมกริบ กวาดตามองชายหนุ่มตรงหน้า "หลิวฉินคือปู่ทวดของข้า... ไม่ทราบว่าพ่อหนุ่มเป็ใคร?"
สายตาของหลิวอี้ดุจคบเพลิงที่ส่องทะลุ เขามองหลิวไห่อย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วกล่าวช้าๆ "ข้ารู้จักเขามาหลายปี และเคยติดหนี้บุญคุณเขา วันนี้ข้าตั้งใจมาเพื่อตอบแทนบุญคุณนั้น"
พูดจบ เขาหยิบถุงเงินหนักอึ้งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นส่งให้หลิวไห่ จากนั้นก็เบนสายตาไปมองหลิวจวินและหลิวเว่ยที่เล่นอยู่ไม่ไกล เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "เด็กสองคนนี้ฉลาดเฉลียว แววตามีประกายแห่งปัญญา หากส่งเสริมให้ดี ในภายภาคหน้าจะต้องได้ดิบได้ดีแน่นอน"
เมื่อพูดจบ โดยไม่รอให้หลิวไห่ซักไซ้ไล่เลียง หลิวอี้ก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หลิวไห่ยืนตะลึงงันอยู่กับที่ ถือถุงเงินค้างไว้ในมือ
หลิวอี้เหลียวกลับมามองหมู่บ้านตระกูลหลิวอีกครั้ง ก่อนจะหันหลังและก้าวเดินจากไป
เขาได้ยินข่าวในหมู่บ้านเมื่อครู่ว่าโจรูเาแห่งค่ายสายลมทมิฬมักจะออกปล้นหมู่บ้านรอบๆ และมีหลายหมู่บ้านที่ตกเป็เหยื่อไปแล้ว ทางการเคยส่งคนมาปราบปรามแต่ก็พ่ายแพ้ยับเยิน ตอนนี้พวกโจรูเายิ่งกำเริบเสิบสาน ฆ่าฟันเผาปล้นไปทั่ว ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่หมู่บ้านตระกูลหลิวจะตกเป็เป้าหมายรายต่อไป
หลิวอี้ไม่แปลกใจกับเื่นี้ ในยุคมืดมนเช่นนี้ ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีทางเลือกนอกจากต้องหนีเข้าป่าเป็โจร ระหว่างทางจากเมืองหยุนผิงมายังหมู่บ้านตระกูลหลิว เขาได้สังหารโจรูเาไปไม่น้อย และจับพวกตัวดุร้ายมาเป็หนูทดลองวิชาไปหลายราย ให้พวกมันได้ทำประโยชน์ครั้งสุดท้าย ถือเป็การอุทิศตนเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่โลก และก็เพราะเหตุนี้ วิชากลืนตะวัน ของเขาถึงได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อค่ายสายลมทมิฬเป็ภัยคุกคามต่อหมู่บ้านตระกูลหลิว เขาจะไปกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก สำหรับเขาแล้ว นี่มันงานหมูๆ แถมยังจะได้ใช้โจรพวกนี้ทดสอบ "วิชากลืนจันทรา" และ "วิชากลืนดารา" ที่เพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ เพื่อดูผลลัพธ์ของการดูดซับพลังแสงจันทร์และแสงดาวอีกด้วย
ขณะที่กำลังครุ่นคิด หลิวอี้สังเกตเห็น 'เ้าด่างน้อย' (สุนัขพันทางตัวเล็กสีเหลือง) ผอมโซนอนหมอบอยู่ข้างทาง แววตาของมันเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เมื่อเห็นคนเดินเข้ามา มันก็ส่งเสียงร้อง เอ๋ง เบาๆ เขาชะงักไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าจะได้เห็นสายตาแบบนี้จากสุนัข แถมเ้าตัวนี้หน้าตาเหมือนหมาพันทางตามชนบทในชาติที่แล้วของเขาเปี๊ยบ ดูน่าเอ็นดูพิลึก
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาเดินเข้าไปดูและพบว่าเ้าหมาน้อยกำลังหิวโซ จึงรีบหยิบอาหารออกมาป้อนให้มัน
"ตอนนี้เ้าก็ตัวคนเดียว ข้าเองก็ตัวคนเดียว งั้นข้าจะเป็เ้านายให้เ้าเอง ดีไหม?"
ขณะกินอาหาร เ้าด่างน้อยเห่ารับ โฮ่ง โฮ่ง สองครั้งและกระดิกหางอย่างร่าเริง ราวกับเข้าใจคำพูดของเขา เห็นความแสนรู้ของมัน หลิวอี้ยิ้มและกล่าวว่า "จากนี้ไปข้าคือเ้านายของเ้า และเ้าชื่อว่า 'เสี่ยวหวง' (เ้าเหลือง)"
เสี่ยวหวงกระดิกหางอย่างตื่นเต้น แลบลิ้นเลียฝ่ามือของหลิวอี้ หลิวอี้อุ้มเสี่ยวหวงขึ้นมาแนบอก และก้าวยาวๆ มุ่งหน้าสู่ค่ายสายลมทมิฬ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏที่มุมปาก
"ไปกันเถอะ วันนี้เ้านายจะพาเ้าไปลงทัณฑ์คนชั่ว ส่งเสริมคนดี และสวมบทฮีโร่กันสักหน่อย"
เสี่ยวหวงดูเหมือนจะเข้าใจคำพูดของเ้านาย มันเงยหน้าเห่ารับเสียงใส และตะกุยเสื้อของเขาเบาๆ
...
ในขณะเดียวกัน ลึกลงไปในค่ายสายลมทมิฬ หมอกโลหิตลอยคลุ้งอยู่ในห้องลับอันมืดมิด
ประตูหินหนาทึบปิดกั้นแสงสว่างจากภายนอก ใจกลางห้องโถงกว้างใหญ่ สระโลหิตกว้างสิบเมตรกระเพื่อมไหวอย่างน่าขนลุก ศพหกสิบศพถูกแขวนห้อยหัวอยู่เหนือสระโลหิต เืสีแดงคล้ำไหลรินจากาแที่ลำคอ หยดติ๋งๆ ลงสู่สระอย่างต่อเนื่อง แตกกระจายเป็ดอกไม้โลหิตบนผิวน้ำ
กลางสระโลหิต ชายวัยกลางคนเปลือยกายนั่งหลับตาทำสมาธิ รายล้อมด้วยวงแหวนแสงสีเืที่หมุนวน ตามจังหวะลมหายใจที่สม่ำเสมอของเขา เืในสระราวกับถูกเรียกขาน แปรเปลี่ยนเป็งูหลามโลหิตอันดุร้าย แย่งกันพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขา กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วพื้นที่ปิดทึบ ทำให้ห้องโถงนี้ดูราวกับขุมนรก
หากผู้บำเพ็ญเพียรมาเห็นภาพนี้เข้า จะต้องร้องอุทานด้วยความใแน่นอนว่า
"วิชาโลหิตมาร!"
สิ่งที่เรียกว่าวิชาโลหิตมาร คือเคล็ดวิชาที่ใช้เืในการบำเพ็ญเพียร ในยุคที่ปราณิญญาขาดแคลนลงเรื่อยๆ เคยมีอัจฉริยะสายมารผู้ะเืโลกคนหนึ่ง เขาคิดค้นวิธีใช้เืมนุษย์แทนปราณิญญา เปรียบเสมือนยาเม็ดโอสถ จนก่อกำเนิดวิชาอันผิดมนุษย์มนานี้ขึ้นมา
ทันทีที่วิชาโลหิตมารถือกำเนิด ชาวบ้านนับไม่ถ้วนต้องตกเป็เหยื่อ เืในกายของผู้ฝึกตนนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังงานมหาศาล ทำให้พวกเขากลายเป็เป้าหมายหลักของผู้ฝึกวิชาโลหิตมาร นำมาซึ่งหายนะแก่ผู้ฝึกตนจำนวนมาก าครั้งใหญ่ระหว่างธรรมะและอธรรมปะทุขึ้นเพราะเหตุนี้ แม้สุดท้ายจอมมารจะถูกสังหาร แต่ฝ่ายผู้ฝึกตนก็สูญเสียอย่างหนักหน่วง และสำนักน้อยใหญ่มากมายต้องล่มสลายลง...
