วันนี้หลี่อันหรานนำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดจำนวนเยอะมากไปส่งให้เถ้าแก่หวางกับเถ้าแก่หลี่ในเมืองอีกครั้ง แต่เนื่องจากแบกไปคนเดียวไม่ไหว บวกกับเจียงเฉิงก็ออกไปข้างนอกั้แ่เช้า นางจึงเรียกท่านลุงจางให้มาช่วย
นอกจากนี้ การมีเขาเดินทางเข้าเมืองเป็เพื่อนทั้งขาไปและขากลับก็ค่อนข้างปลอดภัยด้วยเช่นกัน มันทำให้นางรู้สึกอุ่นใจมาก เสิ่นอิ๋นหวนรู้ว่าท่านลุงจางไปเป็เพื่อนก็จะได้เบาใจลง
หลังจากที่พวกนางเดินทางมาถึงตัวเมือง หลี่อันหรานเริ่มจากนำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดไปส่งให้เถ้าแก่หลี่ก่อน ซึ่งเถ้าแก่หลี่ก็ชมเปาะว่าน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของนางล้วนแต่มีรสชาติไม่เลว
หลี่อันหรานกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “หากมีลูกค้าท่านใดมีปัญหาด้านรสชาติ ท่านสามารถแจ้งกับข้าได้เลยนะเ้าคะ ข้าจะได้ปรับรสชาติให้เหมาะสม ข้าทำของทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง สามารถปรับปรุงทุกขั้นตอนได้โดยละเอียด”
“ถ้าหากมีต้องแจ้งข้านะเ้าคะ”
เถ้าแก่หลี่ต้องตอบตกลงอยู่แล้ว เขาเดินออกไปส่งหลี่อันหรานด้วยตัวเอง ทว่าเมื่อนางนำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดไปส่งให้เถ้าแก่หวาง นางกลับพบว่าเขามีสีหน้าไม่พอใจและมองนางอย่างเ็า
หลี่อันหรานไม่ถือสา นางถูกผู้อื่นมองอย่างเ็าจนชินแล้ว อีกทั้งนางก็ไม่สนใจว่าผู้อื่นจะมองนางอย่างไร
ทัศนคติที่พวกเขามีต่อนางเกิดขึ้นเพราะพวกเขามีชีวิตอยู่ในยุคนี้ นางเปลี่ยนแปลงพวกเขาไม่ได้ แต่เปลี่ยนตัวเองได้
“เถ้าแก่หวาง นี่คือน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดที่ท่านสั่งเมื่อคราวก่อน ข้านำมาส่งให้ทั้งหมดแล้ว”
นางกล่าวแล้วบอกให้ท่านลุงจางวางน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดพวกนั้นลงบนชั้นวางของ แต่เถ้าแก่หวางยังคงไม่พูดอะไรสักคำ
ครั้นหลี่อันหรานวางของทั้งหมดครบแล้ว จึงหันไปถามเขา “เถ้าแก่หวาง ท่านลองดูว่าครบตามจำนวนหรือไม่”
เถ้าแก่หวางเดินมากวาดตามองโถพวกนั้นแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวกับนางอย่างเ็า “ตอนนี้ข้า้าน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของเ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนราคาที่ให้ก็จะยังเหมือนเดิม”
นางกะพริบตามองเถ้าแก่หวาง ไม่รู้ว่าถัดจากนี้เขาจะพูดอะไรต่อจึงตั้งใจรอฟัง
“แต่เ้านำของพวกนี้ไปขายให้เถ้าแก่หลี่ นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?”
ครั้นได้ยินเช่นนั้น หลี่อันหรานค่อยเผยยิ้ม “ข้าเป็คนค้าขาย เมื่อมีคนอยากซื้อน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของข้า ข้าก็ย่อมต้องขายให้อยู่แล้ว จะมีความหมายอื่นใดได้อีกกัน ขอแค่หาเงินได้ก็พอแล้ว เถ้าแก่หวางสงสัยอะไรในเื่นี้หรือ?”
“เ้าก็นำของมาขายให้ข้าอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังขายดีมาก เหตุใดยังต้องขายให้เขาอีก”
“เถ้าแก่หวางคงจะเข้าใจอะไรผิดแล้ว จริงอยู่ที่ตอนนั้นข้านำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดมาขายกับท่าน แต่ข้าไม่เคยบอกว่าจะขายให้ท่านเพียงผู้เดียว สัญญาที่พวกเราเคยลงนามเมื่อตอนนั้นก็ไม่ได้มีเงื่อนไขข้อนี้ระบุ”
คำพูดนี้ทำให้เถ้าแก่หวางไปต่อไม่ถูกไปชั่วขณะ สีหน้าเปลี่ยนจากที่เ็ามาเป็ประจบเอาใจ “เ้าดูสิ ข้าขายน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของเ้าได้ดีขนาดนี้ เหตุใดเ้าจึงต้องนำไปขายให้เถ้าแก่หลี่อีก? เ้านำทั้งหมดมาขายให้ข้าเพียงผู้เดียวก็พอ ให้เมืองนี้มีเพียงข้าที่ขายน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของเ้า เ้าคิดเห็นอย่างไร?”
หลี่อันหรานรู้มานานแล้วว่าเขาคิดอะไร นางเม้มริมฝีปากยกยิ้ม “เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมังเ้าคะ”
“ไม่เหมาะสมอย่างไรกัน เ้าแค่นำน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดที่ส่งให้เถ้าแก่หลี่พวกนั้นมาส่งให้ข้าแทน ข้ารับประกันว่าสามารถช่วยเ้าขายได้จนหมด เ้ามีเท่าไรข้าก็จะเอาเท่านั้น”
หลี่อันหรานได้ยินเขาคุยโวขนาดนี้ก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม “หากเป็เช่นนั้นจริงก็ย่อมดีที่สุดเ้าค่ะ แต่มีอยู่หนึ่งเื่ที่ข้าต้องขอคุยกับเถ้าแก่หวางก่อน”
“ข้าขายน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดให้เถ้าแก่หลี่โถละสามร้อยห้าสิบอีแปะ ข้าไม่มีปัญหาที่จะนำสินค้าจากเถ้าแก่หลี่มาไว้ที่ท่าน แต่ราคาจะต้องเท่าเดิม หากท่านตอบตกลง นับจากนี้ข้าจะไม่ขายสินค้าให้เถ้าแก่หลี่อีก”
เถ้าแก่หวางได้ยินก็เบิกตาโพลงทันที “เ้ากำลังล้อเล่นกระมัง”
หลี่อันหรานยิ้มอีกครั้ง “เถ้าแก่หวางคุ้นชินกับที่นี่มากกว่าข้า เส้นสายกว้างขวาง หากท่านไม่เชื่อก็ลองส่งคนไปสอบถามดูได้ว่าขายให้เขาในราคานี้จริงหรือไม่? ข้าไม่กล้าล้อเล่นแบบนี้กับท่านหรอกเ้าค่ะ นี่เป็ความจริง”
เถ้าแก่หวางฟังจบแล้วลังเลเล็กน้อย
หลี่อันหรานเห็นชัดเจนว่าปลายนิ้วเขาขยับไปมาเหมือนกำลังคิดคำนวณถึงกำไร แม้ว่าจะมีกำไรอยู่บ้าง แต่หากคำนวณโดยรวมแล้ว ต่อให้เขาซื้อน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดของเถ้าแก่หลี่มาไว้กับตัวเองทั้งหมด ทว่าเงินที่จะได้ก็ไม่ได้มากกว่าราคาที่ขายในปัจจุบัน
เถ้าแก่หวางเกิดความลังเล
หลี่อันหรานไม่รีบร้อนแต่อย่างใด นางรอเขาคิดคำนวณอย่างอดทน กระทั่งเมื่อเห็นว่าเขาใกล้คิดเสร็จแล้วจึงถามว่า “เถ้าแก่หวางคิดเห็นอย่างไรเ้าคะ? หากตกลงก็มาสัญญาฉบับใหม่ได้เลย ข้าจะส่งสินค้าให้ท่านเพียงผู้เดียว”
“เื่นี้… ข้ารู้สึกว่าราคาไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่ข้าจะลองไตร่ตรองดูอีกครั้ง เอาแบบนี้ วันนี้ข้ารับสินค้าเท่านี้ก่อน ไว้ข้าไตร่ตรองเสร็จแล้วเราค่อยมาคุยกันใหม่ตอนที่เ้ามาครั้งหน้า”
จากนั้นเขาจึงสั่งให้พนักงานขนน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวพวกนี้ไปเก็บแล้วเดินไปลานด้านหลังโดยไม่พูดอะไรอีก
หลี่อันหรานรอจนพนักงานคิดเงินเสร็จ นางค่อยรับเงินจำนวนสองสามตำลึงแล้วเตรียมตัวกลับ ท่านลุงจางที่เอาแต่ยืนเงียบอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดอดกล่าวด้วยความนับถือไม่ได้ว่า “ฝีมือในการค้าขายของเ้าสุดยอดมาก ยิ่งไปกว่านั้นคือ เต้าเจี้ยวเผ็ดที่ทำออกมาภายในเวลาไม่กี่วันสามารถทำเงินได้หลายตำลึง”
นางเม้มปากตอบ “ท่านไม่รู้อะไร กว่าข้าจะนำของพวกนี้มาฝากขายที่นี่ได้ไม่ใช่ง่ายๆ เลย ตอนนี้สินค้าของข้าเป็ที่รู้จักแล้ว เป็ธรรมดาที่จะขายดีขึ้น ต่อไปมีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ ท่านพี่จาง หากท่านมีเรี่ยวแรงและ้าทำงาน ต่อไปท่านสามารถมาทำงานกับข้าได้เ้าค่ะ ข้าจะไม่เอาเปรียบท่านแน่นอน”
ท่านลุงจางได้ยินแบบนี้ก็ดีใจ เขาตบหน้าอกเป็มั่นเหมาะพร้อมว่า “เ้ามีงานอะไรก็บอกมาได้เลย จะว่าไปแล้วข้าก็ถือเป็ผู้าุโของเ้า เรียกข้าว่าท่านพี่จางคงจะไม่เหมาะสมนัก เ้าควรเรียกข้าว่าลุงมากกว่า”
หลี่อันหรานฟังแล้วถึงเพิ่งตระหนักได้ นางยิ้มกว้างก่อนว่า “จริงด้วยเ้าค่ะ ข้าจะเรียกท่านว่าท่านพี่จางได้อย่างไร?”
ทั้งสองคนกุมท้องหัวเราะ “เช่นนั้นต่อจากนี้ข้าเปลี่ยนไปเรียกท่านว่าท่านลุงจางดีหรือไม่?”
ท่านลุงจางพยักหน้า “ต้องดีอยู่แล้ว”
หลี่อันหรานเงยหน้ามองดวงอาทิตย์แล้วกล่าว “นี่ก็เที่ยงแล้ว ต่อให้พวกเราจะรีบกลับบ้าน กว่าจะกลับไปถึงก็คงบ่ายแล้ว ที่สำคัญคือท่านช่วยข้าไว้ขนาดนี้ ให้ข้าเลี้ยงมื้อเที่ยงที่นี่เถิด”
ท่านลุงจางรีบปฏิเสธ “ค่อยกลับไปกินที่บ้านก็ได้ อย่าสิ้นเปลืองเงินเลย”
“วันนี้ท่านช่วยงานข้า ข้าสมควรต้องเลี้ยงอาหารอยู่แล้ว อนาคตเรายังต้องร่วมงานกันอีก ไม่ต้องเกรงใจขนาดนี้ก็ได้เ้าค่ะ ข้าจำได้ว่าข้างหน้ามีร้านบะหมี่ พวกเราไปดูกันเถอะ”
