บทที่ 162 ฝนโอสถนับแสนเม็ด
นี่คือสาเหตุที่ทำให้หวันต่านเยวี่ยใไม่น้อยหลังเห็นลู่อวี่ใช้ ‘ไฟหนานิหลี’ ในการจุดเตาหลอมโอสถ นักพรตที่สามารถใช้เคล็ดวิชาหลอมรวมไฟสองชนิดที่คุณสมบัติต้านกันได้ ต้องมีโอกาสวาสนายิ่งใหญ่เพียงใด ต้องมีพร์ที่น่าอัศจรรย์เพียงใดถึงจะทำได้กัน?
‘ไฟหนานิหลี’ ใช่ว่าจะไม่เป็ที่รู้จักในโลกการบำเพ็ญเพียรแห่งเทียนตู ทว่านักพรตส่วนมากเพียงเคยได้ยินชื่อของมันเท่านั้น น้อยคนนักที่จะเคยได้ประจักษ์แก่สายตา พอได้ยินว่าไฟวิเศษที่นายน้อยตระกูลลู่ใช้คือ ‘ไฟหนานิหลี’ พวกเขาก็พากันหูตาลุกวาวจับจ้องไปยังเปลวไฟสีแดงชาดทั้งหกเพื่อตรวจสอบ
ความจริงแล้ว ‘ไฟหนานิหลี’ ที่ลู่อวี่กำลังใช้อยู่ก็เหมือนกับ ‘ไฟแท้หนิงคง’ ของเขาก่อนหน้านี้ เขาอาศัยความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตชาติ โคจรพลังเวทและพลังปราณให้สร้างมันออกมา พลานุภาพของมันจึงแตกต่างจาก ‘ไฟหนานิหลี’ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่ไม่น้อย แต่ถึงจะมีความแตกต่างอยู่บ้าง ทว่ามันกลับเหมาะจะนำมาใช้ปรุงโอสถยิ่งนัก
เพราะว่า ‘ไฟหนานิหลี’ ที่แท้จริงเหมาะสำหรับการหลอมอาวุธมากกว่า และหากนำมาปรุงโอสถความร้อนของมันจะรุนแรงมากเกินไป ตอนนี้ ‘ไฟหนานิหลี’ ที่สร้างจากพลังเวทและพลังปราณของลู่อวี่ ไม่มีกลิ่นอายของความดุดันป่าเถื่อนเ่าั้ จึงทำให้ควบคุมได้ง่ายดายดั่งใจ้า
อีกอย่างเปลวไฟชนิดนี้ก็เกิดขึ้นจากพลังของตัวลู่อวี่เอง ย่อมไม่ขัดแย้งกับ ‘ไฟแท้หนิงคง’ อยู่แล้ว เพราะหากไม่จำเป็ ลู่อวี่ก็จะสร้าง ‘ไฟแท้หนิงคง’ จากพลังปราณและพลังเวทของตนเองออกมาโดยตรง ไม่ใช่การโคจรแล้วกักเก็บไว้ในร่างกาย
แต่ใน่แรกๆ ลู่อวี่ก็ต้องใช้เวลาเกือบครึ่งเดือนเลยทีเดียวกว่าจะสามารถหลอมสร้างเปลวไฟชนิดนี้ขึ้นมาได้ ก็เหมือนกับการฝึกฝนเคล็ดวิชาทั่วไป ต้องค่อยๆ เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นทีละนิดทีละหน่อย ลู่อวี่สร้างเปลวไฟชนิดนี้ขึ้นมา เพียงเพราะรู้สึกว่าการที่นักปรุงโอสถต้องไปเสาะหาเพลิงปฐีบ่อยๆ ไม่ใช่เื่สะดวกนัก ในขณะเดียวกันก็คิดว่าตนเองมีวิธีรับมือกับศัตรูน้อยเกินไป เมื่อครั้งที่พำนักอยู่ในสำนักเป่ยเฉินถึงได้หลอมสร้างเปลวไฟชนิดนี้ขึ้นมา
ชาติที่แล้วลู่อวี่สามารถสร้างไฟวิเศษได้ทั้งหมดหกชนิด แต่นอกเหนือจาก ‘ไฟแท้หนิงคง’ และ ‘ไฟหนานิหลี’ แล้ว เปลวไฟอีกสี่ชนิดที่เหลือต้องเป็ผู้ที่มีพลังยุทธ์ในขั้นเกิดเทพเ้าเป็อย่างต่ำถึงจะสามารถโคจรมันออกมาได้ คุณภาพและปริมาณพลังปราณของเขาในตอนนี้ ต่อให้รีดเค้นจนหมดตัวก็ยังไม่สามารถโคจรเปลวไฟเ่าั้ได้
บัดนี้มีนักปรุงโอสถบางคนสังเกตเห็นแล้วว่าลู่อวี่ไม่ได้อุ่นเตาหลอมโอสถก่อน และใส่สมุนไพรวิเศษทั้งหลายลงไปในเตาหลอมโอสถโดยตรง จากนั้นก็จุดไฟหนานิหลีเผาเตา ขั้นตอนการปรุงโอสถสลับกันยุ่งเหยิงไปหมดเช่นนี้แล้ว ยังจะสามารถปรุงโอสถออกมาได้อีกหรือ?
แต่ฉายานักปรุงโอสถอัจฉริยะของนายน้อยตระกูลลู่ไม่ใช่เื่ปรุงแต่ง ก่อนหน้านี้ไม่นานยังปรุงยายืดอายุขัยโอสถขั้นสี่และเรียกนิมิต์มาได้ด้วย ซ้ำยังมีทัณฑ์์ตามมาติดๆ ต่อให้ใช้เตาหลอมโอสถระดับอาวุธวิเศษขั้นสูงสุดช่วย ผู้อื่นก็คงไม่สามารถทำได้ถึงเพียงนี้
แต่ว่า เวลาเพิ่งจะผ่านไปไม่ถึงสองชั่วยามดี กลิ่นหอมเข้มข้นสายหนึ่งก็แผ่ปกคลุมไปทั่วสถานที่จัดงานแล้ว นักพรตทั้งหมดที่เห็นเป็เช่นนั้นต่างก็แสดงสีหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ ดูจากสภาพการณ์แล้ว คล้ายว่านายน้อยตระกูลลู่กำลังจะปรุงโอสถสำเร็จในอีกไม่ช้า
สำหรับนักปรุงโอสถทั้งหลาย ฝีมือของนายน้อยตระกูลลู่ที่แสดงให้พวกเขาเห็นในวันนี้ เป็การพลิกความรู้ความเข้าใจด้านการหลอมโอสถของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง ยังไม่ทันจุดไฟก็ใส่วัตถุดิบลงไปแล้ว เตาหลอมโอสถยังไม่ทันร้อนก็เริ่มต้นปรุงโอสถทันที นี่มันเป็วิธีการปรุงโอสถแขนงใดกัน? แต่กลับเห็นอยู่ชัดๆ ว่าการปรุงโอสถกำลังจะสำเร็จ แล้วจะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงพรึงเพริดได้อย่างไร?
บัดนี้เป็เวลากลางคืนที่ท้องฟ้ามืดสนิท พระจันทร์ลอยเด่นกลางนภา ทั่วสถานที่จัดงานชุมนุมถูกปกคลุมด้วยม่านแสงของค่ายกล หากมองจากที่ไกลๆ จะดูเหมือนดินแดนในเทพนิยายที่ถูกซ่อนเร้น
ลู่อวี่นั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ ใช้สมาธิทั้งหมดส่งเคล็ดวิชาต่างๆ ออกไปเบื้องหน้า เมื่อใดที่รู้สึกว่าพลังปราณของตนเริ่มถดถอย ก็จะหยิบโอสถฟื้นฟูพลังปราณออกมากินทันที
แม้การปรุงโอสถของเขาในครั้งนี้จะแตกต่างจากการปรุงโอสถในยามปกติไม่น้อย แต่ในความเป็จริงแล้ว เขากลับมองว่าไม่มีอะไรแตกต่างกัน โดยพื้นฐานแล้วนั้น วิธีการปรุงโอสถที่ใช้ย่อมเป็เคล็ดวิชาพื้นฐานทั่วไป การอุ่นเตาหลอมก็เป็เพียงการรักษาอุณหภูมิภายในเตาหลอมให้คงที่เท่านั้น เพื่อที่ตอนหลอมกลั่นสมุนไพรวิเศษจะได้รับความร้อนทั่วกันอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นอุณหภูมิที่แตกต่างกันเกินไปอาจจะสร้างความเสียหายต่อตัวยาได้
ทว่าลู่อวี่ที่เป็ถึงปรมาจารย์โอสถจะไม่ทราบเื่เหล่านี้ได้อย่างไร เพียงแต่เขามีวิธีการทำให้อุณหภูมิของเตาหลอมคงที่และอยู่ภายในขอบเขตที่กำหนดได้โดยตรง ถึงอุณหภูมิภายในเตาหลอมจะแปรเปลี่ยนจากเย็นไปสู่ร้อนอย่างฉับพลัน ทว่าลู่อวี่กลับสามารถใช้เคล็ดวิชาลับปกป้องสมุนไพรวิเศษทั้งหมดที่อยู่ด้านในให้คงสภาพเดิมได้ในระยะเวลาอันสั้น
วิธีการเช่นนี้ใช้ว่านักปรุงโอสถคนอื่นๆ จะไม่สามารถทำได้ เพียงแต่ถึงคนเ่าั้จะล่วงรู้ว่าต้องทำอย่างไร ทว่าคนที่กล้าทำ ทำได้ และเต็มใจจะทำกลับมีน้อยจนเกินไป แม้จะสามารถเข้าใจแก่นแท้ของบางสิ่งบางอย่างได้แล้ว แต่สิ่งเ่าั้ใช่ว่าจะคงสภาพไร้การเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการพิสูจน์ ‘ทฤษฎีสามเหลี่ยมมุมฉาก’ อย่างไรอย่างนั้น นับแต่โบราณจวบจนปัจจุบัน มันถูกคิดค้นออกมาเป็ร้อยวิธี ใครกำหนดกันว่าสามารถใช้ได้เพียงวิธีการเดียว?
ภายในสถานที่จัดงาน บรรดานักพรตทั้งหลายร่วมลุ้นกันอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ว่าก่อนหน้านี้จะมีคนมองตระกูลลู่เป็ศัตรูมากเพียงใดแต่การปรุงโอสถครั้งเดียวพร้อมกันหกเตาหลอมของนายน้อยตระกูลลู่ กลับสร้างความตกอกใให้พวกเขาอยู่ดี หากมีโอสถในเตาหลอมใดเกิดล้มเหลวและะเิขึ้นมา เช่นนั้นพวกเขาก็จะช่วยกันหัวเราะเยาะและไม่คิดเกรงกลัวตระกูลลู่อีกต่อไป ทว่าพวกเขากลับได้กลิ่นหอมหวนโชยออกมาจากเตาหลอมโอสถทั้งหกใบภายใต้การควบคุมของนายน้อยตระกูลลู่ บ่งบอกว่าอีกฝ่ายใกล้จะปรุงโอสถสำเร็จแล้ว ทำให้ผู้คนเ่าั้อดจะวิตกกังวลใจไม่ได้
แม้ว่าผู้คนเ่าั้จะไม่ถึงขั้นสาปแช่งในใจให้การปรุงโอสถของลู่อวี่ล้มเหลว แต่เป็เพราะการปรุงโอสถพร้อมกันหกเตาหลอมเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในเทียนตู ทว่าในยามนี้มันกำลังจะสำเร็จต่อหน้าต่อตาตนเอง จึงเกิดตื่นเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าบรรดานักพรตกลับมีท่าทางที่แตกต่างไปจากพวกนักปรุงโอสถ เหล่าตัวแทนจากขุมกำลังน้อยใหญ่ทั้งหลาย ยามนี้มีสีหน้าที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก เดิมทีตระกูลลู่ก็ผงาดขึ้นมามีอำนาจจนอยู่ในระดับที่พวกเขาไม่อาจหยุดยั้งได้แล้ว ยามนี้ยังสามารถปรุงโอสถพร้อมกันได้ถึงหกเตาหลอมอีก แล้วตระกูลของพวกเขาจะยังกอบโกยผลประโยชน์อันใดทางการด้านการปรุงโอสถได้อีกเล่า?
ทางฝั่งเขาหนิงชุยเฟิงยิ่งมีสีหน้ามืดครึ้มกันทั้งหมด ดวงตาของพวกเขาต่างเบิกกว้าง คาดหวังให้ลู่อวี่เกิดข้อผิดพลาดในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เพราะหากเป็เช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเช่นที่เป็อยู่อีกต่อไป
แต่ถึงความหวังจะงดงาม ทว่าความเป็จริงกลับโหดร้าย ยามที่ลู่อวี่เปล่งเสียงกังวานออกมา เตาหลอมระดับอาวุธเวททั้งหกใบก็มีเสียงดังออกมาพร้อมเพรียงกัน กลิ่นหอมเข้มข้นยิ่งกว่าเก่าลอยออกมาจากเตาหลอมทั้งหกใบจนผสมผสานกัน
ในขณะเดียวกัน บนท้องฟ้าก็ปรากฏพยับเมฆสีแดงทอดตัวยาวต่อเนื่องหลายร้อยลี้ เทียบกับนิมิต์ที่ถูกเรียกออกมาเมื่อครั้งที่หวันต่านเยวี่ยกับเสิ่นตานเจวี๋ยปรุงโอสถสำเร็จแล้ว นิมิต์ที่การปรุงโอสถของลู่อวี่ดึงดูดมาเป็ดั่งพระจันทร์ที่ส่องแสงสว่างไสว ในขณะที่นิมิต์ของเขาหนิงชุยเฟิงสองคนรวมกันเป็ได้เพียงแสงหิ่งห้อย ผู้ใดแข็งแกร่งผู้ใดอ่อนแอ ผู้ได้สูงผู้ใดต่ำ มองปราดเดียวก็แยกแยะได้แล้ว
คนนับไม่ถ้วนแหงนหน้ามองนิมิต์ที่ปรากฏบนท้องฟ้าขณะเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างอดไม่ไหว!
“นิมิต์ใหญ่โตถึงเพียงนี้ ต้องปรุงโอสถที่ล้ำเลิศพลิก์เพียงใดกันถึงดึงดูดมันออกมาได้?”
“นายน้อยตระกูลลู่สมแล้วที่ถูกเรียกขานว่าอัจฉริยะด้านโอสถอันดับหนึ่งแห่งเทียนตู เขาหนิงชุยเฟิงพ่ายแพ้หมดรูปแล้ว าาโอสถกับศิษย์พี่ของเขาเป็เพียงมดแดงที่คิดเขย่าต้นไม้ใหญ่[1] ไม่รู้จักเจียมตัว!”
“นายน้อยตระกูลลู่ใช้เพียงเตาหลอมระดับอาวุธเวท แล้วยังใช้พร้อมกันทีเดียวถึงหกเตา าาโอสถกับศิษย์พี่ของเขาชื่อเสียงเลื่องลือแล้วอย่างไร ข้าไม่เชื่อว่าตอนที่พวกเขาปรุงโอสถจะไม่ใช้เตาหลอมระดับอาวุธวิเศษ ก่อนหน้านี้นายน้อยลู่อวี่คิดจะยืมเตาหลอมของพวกเขามาใช้ เขาน่าจะกำลังสื่อความหมายว่าาาโอสถกับศิษย์พี่ของเขาก็ใช้วิธีการเดียวกันกับตระกูลลู่ หากต้องปรุงโอสถด้วยวิธีการเช่นเดียวกับนายน้อยลู่อวี่ เกรงว่าคงจะปรุงโอสถไม่สำเร็จแม้แต่เตาเดียวด้วยซ้ำ!”
“เ้าเบาเสียงหน่อยเถิด ไม่เห็นหรือว่าสีหน้าของาาโอสถมืดครึ้มเพียงใด? คนของเขาหนิงชุยเฟิงล้วนเป็พวกใจคอคับแคบ นิสัยเย่อหยิ่งจองหอง หากาาโอสถได้ยินสิ่งที่เ้าพูด จะต้องแอบแก้แค้นเ้าอย่างลับๆ แน่! คราแรกนายน้อยตระกูลลู่ เพียงประมูลโอสถวิเศษชนิดหนึ่งตัดหน้าศิษย์พี่ใหญ่คนหนึ่งของเขาหนิงชุยเฟิงเท่านั้น หลังจากนั้นเขาหนิงชุยเฟิงก็ตั้งตัวเป็ศัตรูกับเขาทันที? เท่านี้ก็เห็นแล้วว่าคนของเขาหนิงชุยเฟิงมีนิสัยใจคออย่างไร!”
“อืม อืม ที่เ้าพูดมาก็ถูก นิสัยใจคอเช่นนี้ เสิ่นตานเจวี๋ยยังมีหน้าเรียกตัวเองว่าาาโอสถอีกหรือ ช่างหน้าหนาจนเกินเยียวยา!”
ในบรรดานักพรตเหล่านี้ หากมีผู้ที่เอนเอียงอยู่ข้างเขาหนิงชุยเฟิง ก็ย่อมมีผู้ที่เข้าข้างตระกูลลู่ด้วยเช่นกัน ยามนี้ตระกูลลู่กำลังเป็ฝ่ายได้เปรียบ พวกเขาย่อมไม่คิดจะพูดจาเกรงอกเกรงใจผู้อื่น แล้วก็ไม่คิดจะกระซิบกระซาบกันเพียงลำพังด้วย คนของเขาหนิงชุยเฟิงที่ได้ยินจึงพากันหน้ามืดครึ้มไปหลายส่วน เสิ่นตานเจวี๋ยโกรธจัดจนหน้าแทบจะกลายเป็สีเขียวคล้ำ หากมิใช่เพราะศิษย์พี่คอยห้ามปรามเอาไว้ คงจะสะบัดแขนเสื้อเดินออกไปนานแล้ว
“เื่ราวมาถึงขั้นนี้แล้ว เ้าโกรธไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ยอมอดทนต่อไปอีกสักพักเถิด!” หวันต่านเยวี่ยใช่ว่าจะกดข่มโทสะในใจของตนเองได้ง่ายๆ เขาต้องพยายามรวบรวมสติเพื่อกล่าวคำพูดเหล่านี้ออกมาเช่นเดียวกัน แต่เดิมด้วยสถานะของเขาแล้ว เมื่ออยู่แห่งหนใดย่อมมีอำนาจเรียกลมเรียกฝน ถูกผู้คนยกย่องจนเท้าแทบไม่แตะพื้น ไหนเลยจะเคยถูกดูิ่เหยียดหยามถึงเพียงนี้ แต่ในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้กำลังเสียเปรียบผู้อื่น เขาจึงไม่กล้าแสดงออกอย่างรุนแรงจนเกินไป มิเช่นนั้นคงได้ย่อยยับล่มจมกันของจริง
ยามที่ฝาเตาหลอมโอสถเปิดออก โอสถวิเศษจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งทะยานออกมาจากเตาหลอมทั้งหกใบพร้อมกัน ลู่อวี่ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกระตุ้นค่ายกลขนาดใหญ่อีกแห่งที่อยู่ด้านนอก จากนั้นจึงค่อยๆ ปิดค่ายกลที่นักปรุงโอสถวางเอาไว้สำหรับป้องกันเสียงรบกวนและป้องกันไม่ให้โอสถทั้งหลายเล็ดลอดออกไป
แม้เขาจะไม่สามารถยืนยันได้ว่าครั้งนี้สามารถปรุงโอสถออกมาได้จำนวนมากน้อยเพียงใด แต่กลับััได้ว่าม่านพลังที่อยู่ใกล้ๆ นี้คงจะไม่เพียงพอต่อความ้าอย่างแน่นอน
โอสถพรั่งพรูออกมาด้วยความเร็วสูง เนื่องจากค่ายกลที่ปิดกั้นพื้นที่ชั้นในถูกปลดออกไปแล้ว โอสถเ่าั้จึงลอยสูงขึ้นไปในอากาศยิ่งกว่าเดิม
ผู้คนภายในสถานที่จัดงานชุมนุมมองเห็นภาพของเตาหลอมโอสถทั้งหกใบ ถูกโอบล้อมด้วยสายธารแห่งโอสถจำนวนนับไม่ถ้วนถึงหกสาย
“ซ่า ซ่า ซ่า...” เมื่อโอสถจำนวนมหาศาลลอยขึ้นไปจนสูงสุด พวกมันก็กระทบกับค่ายกลและถูกดีดกลับลงไปที่พื้นดิน เสียงจากการกระแทกนับครั้งไม่ถ้วนจึงฟังดูคล้ายกับเสียงฝนห่าใหญ่ที่ตกกระทบพื้น
เมื่อเห็นแสงวิบวับที่เคลื่อนไหวไปมาไม่หยุดนิ่ง ราวกับฝนห่าใหญ่ที่ถาโถมลงมาไม่ขาดสายกลางอากาศ ไม่ใช่เพียงเหล่านักพรตธรรมดาเท่านั้นที่ตกตะลึงจนปากอ้าตาค้าง แม้แต่ตัวแทนจากขุมกำลังใหญ่ที่พบเห็นเหตุการณ์ยิ่งใหญ่มามากมายก็ยังตกตะลึงไม่ต่างกัน ภาพที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขามันอยู่เหนือสามัญสำนึกเกินไป นายน้อยตระกูลลู่ผู้นี้ปรุงโอสถออกมาได้มากเท่าไรกัน พวกเขานับจนตาลายก็ยังสรุปจำนวนไม่ได้เลย
ลู่อวี่ลุกขึ้นยืนกลางอากาศด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะมองโอสถวิเศษที่กระจัดกระจายอยู่บนผืนนภา เพียงพริบตาเดียวก็ก้าวกลับไปนั่งที่อัฒจันทร์ฝั่งของคนตระกูลลู่
ลู่หงิในยามนี้ตื่นเต้นจนใบหน้าแดงก่ำไปหมดแล้ว เมื่อเห็นว่าลู่อวี่กลับมาโดยไม่สนใจไยดีโอสถเ่าั้ เขาที่มีฐานะเป็ถึงผู้เฒ่าห้าแห่งหอโอสถตระกูลลู่จะยอมอยู่เฉยได้อย่างไร จึงหันไปเรียกลู่เหว่ยเฉินที่ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อให้ได้สติ ก่อนจะพากันกระโจนเข้าไปในค่ายกลที่ปกคลุมอยู่บนเวทีสูง
โอสถที่ลู่อวี่ปรุงออกมาคือ ‘ยาชิงหลิง’ เหมือนคนอื่นๆ ทว่าเป้าหมายของเขานั้นมีเพียงหวังทำลายความโอหังวางมาดของเขาหนิงชุยเฟิงให้ย่อยยับ เพียงแต่โอสถเหล่านี้ไม่ค่อยเป็ประโยชน์ต่อเขานัก แล้วเขาก็ไม่คิดจะเก็บไว้กับตัวด้วย จึงปล่อยให้เป็หน้าที่ของคนอื่นๆ ในตระกูลลู่จัดการแทน
[1] หมายถึงการทำอะไรไม่คำนึงถึงกำลังของตัวเอง
