“ ต่อไปนี้คงจะไม่มีหมูมารบกวนชาวบ้านอีกนาน ข้าจะได้พาพวกเ้าเข้าไปหาสมุนไพรในป่า และใช้วิชาต่อสู้ที่มีวันนี้ที่ต่อสู้กับหมูยังไม่ดีพอ”
“ซิงเยียน เ้าต้องฝึกพลังแขนให้เยอะกว่านี้ถึงจะมีแรงส่งลูกธนูออกไป และต้องฝึกซ้อมเป้าให้มากขึ้น ดูจากลูกธนูที่เ้ายิงหมูแต่ละตัว ขนาดมันตัวใหญ่มาก ลูกธนูของเ้าไม่ตรงเป้าสักลูก ไม่ถูกจุดที่ทำให้มันล้มและไปต่อไม่ได้”
“ ิเจือ เ้าก็เหมือนกันมีความตื่นตระหนกใ ไม่มีสติถึงหมูจะมาสี่ตัวถ้าเ้ามีสติปีนขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ ก็จะปลอดภัย เพราะว่าถ้าเราสู้ไม่ไหวก็ต้องหนี เราจะเสียเปรียบเมื่อเราตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูเข้าใจหรือไม่”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ตอนนั้นข้าใจริงๆมันวิ่งมาได้ยังไงตั้งสี่ตัว ทำไมถึงไม่วิ่งไปหาคนอื่นบ้างก็ไม่รู้”ิเจือพูดและทำหน้าไม่ชอบใจที่หมูป่าพวกนั้นไล่ตนอยู่ผู้เดียว
“ เ้าอย่าคิดมากเลยิเจือ คิดเสียว่ามันเป็ประสบการณ์ หมูมันอาจจะชอบเ้าก็ได้ใครจะไปรู้มันถึงมารุมเ้าทีเดียวสี่ตัว” มู่เฉินพูดพร้อมกับตบหลังิเจือเบาๆเขาตัวเล็กและกว่าเพื่อนในกลุ่ม
หลังจากที่จัดการกับหมูป่าผ่านมาได้สองวัน ทั้งห้าคนก็ต้องตามลุงซางเข้าป่าหาสมุนไพร และการสังเกตป่า ฟังเสียงจากป่า เป็การสอนแค่พื้นฐานให้พอมีความรู้เท่านั้น
นายพรานสอนทั้งห้าคน อยู่ป่าจนถึง่บ่าย กำลังจะพาทุกคนออกจากป่ากลับบ้าน
“ พวกเ้าหยุดก่อน ตอนนี้สังเกตหรือไม่ว่าป่าทั้งหมดเงียบมากไม่มีแม้กระทั่งเสียงนกร้อง แสดงว่ามีสัตว์ที่ดุร้ายซ่อนตัวอยู่ไม่ไกล ให้ระวังตัวกันด้วยห้ามเดินแตกออกจากกัน และเตรียมอาวุธให้พร้อม”
“ ระวัง!เสือยืนอยู่ข้างหน้าพวกเ้า อย่าพึ่งต่อสู้กับมันและห้ามวิ่งหนี เพราะการหนีจะไปกระตุ้นการล่าของมันให้เพิ่มขึ้น ต่อสู้ระยะประชิดเอาชนะมันยากแรงเราไม่สามารถสู้กับมันได้”ลุงซางพูดเสียงเบาให้ทั้งห้าคนฟัง
ส่วนทั้งห้าคนแอบมองเสือตาไม่กะพริบ ขาก็สั่นไปด้วยเพราะเสือที่เห็นมันคือเสือโคร่งตัวใหญ่ โดนกัดหรือขย้ำทีหนึ่งก็คงเจ็บหนักปานตายเป็แน่
“ เสือมันจะไม่ทำอะไรเรา ถ้าเราไม่ได้มีท่าทางที่คุกคามมันก่อน มีอย่างเดียวพวกเ้าห้ามหันหลังให้กับมันเด็ดขาด ถ้าจะถอยก็แค่ขยับเท้าถอยช้าๆ แต่…ถ้ามันหันหลังเดินจากไปเราก็ค่อยๆเดินเลี่ยงไปให้ไกล”
เสือมองมาทั้งหกคนที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ก็ไม่สนได้สนใจมันเดินเื่ไปทางอื่น
“ เห็นไหม ถ้าพวกเ้าเจอเสือก็แค่อย่าแต่ตื่นตระหนกใจนวิ่งหนี และให้ยืนสูงได้เท่าไหร่ยิ่งดีมันจะได้รู้ว่าเราเป็มนุษย์ไม่ได้เป็เหยื่อของมัน ถ้านั่งอยู่ก็ให้ค่อยๆยืนพวกเ้าเข้าใจหรือไม่”
“ ใครที่ยืนขาสั่นถ้าเป็เสือที่หิวมันรู้ว่าเรากลัว มันจะขย้ำเราเป็คนแรกฉะนั้นต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็งเข้าไว้ถึงจะยืนอยู่กับที่ก็ตาม ต้องยืนแบบยืดตัวให้สูงเท่าไหร่ได้ยิ่งดีให้ยืดสุดตัว”
“ หากมีการต่อสู้ให้พุ่งเป้าไปที่ หัวจมูกตาและลำคอของมัน การโจมตีตรงจุดนี้เป็จุดอ่อนไหวในร่างกาย จะทำให้มันได้รับาเ็ได้มากที่สุด พวกเ้าจงจำไว้”
“ซิงเยียน ถึงเ้าจะมีธนูเป็อาวุธไม่ต้องปะทะโดยตรง แต่ถ้าแรงของธนูไม่พอลูกธนูอาจจะไม่ระคายเคืองผิวของมันเลยก็ได้ หากต่อสู้แล้วเราคิดว่าไม่ชนะก็ให้ประเมินสู้ไม่ไหวก็แค่ถอยหรือหนี อย่าได้ปะทะโดยตรงเด็ดขาด”
“ อย่างไรเสียที่ข้าสอนพวกเ้า เป็แค่พื้นฐานเท่านั้น ป่าที่พวกเ้าเดินทางไปอันตรายยิ่งกว่าป่าที่นี่เพราะเคยได้ยินข่าวมาว่า ยิ่งลึกเข้าไปในป่าใหญ่สัตว์แต่ละตัวใหญ่กว่าสัตว์ที่พวกเ้าเห็นหลายเท่านัก”
“ จริงหรือขอรับลุงซาง ขนาดเจอเสือตัวใหญ่พวกเรายังกลัวขนาดนี้ แล้วสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่านี้อีกหลายเท่า พวกเราไม่ต้องกลายไปเป็เหยื่อมันรึ”ิเจือถามและทำสีหน้ายุ่งยาก สุดจะคาดเดา
“ เื่นี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์เพราะว่าคนที่เคยเจอ และหนีรอดกลับมาแค่คนเดียวไม่มีพยาน ซึ่งเขาได้บอกว่าเสียชีวิตไปหมดแล้ว ระหว่างทางที่จะไปยังหุบเขาหมื่นเมฆา”
“ ที่หุบเขาหมื่นเมฆา มีอะไรที่ทำให้คนทั่วไปเชื่อถือและศรัทธา ส่งคนไปที่นั่นทั้งที่ไม่มีใครไปถึง แม้กระทั่งแผนที่ก็ยังไม่มี แล้วพอไปถึงที่นั่นพวกเราสามารถที่จะได้ความรู้ ความสามารถพิเศษกลับมาช่วยบ้านเมืองได้จริงหรือ” มู่เฉินพูดขึ้นพร้อมใบหน้าที่สับสน
“ พวกท่านอย่าคิดมากเลย สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นเราต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตาเท่านั้นถึงจะรู้ ไม่อย่างนั้นทุกปีจะมีคนถูกส่งออกมาแปดคน ถ้าเราไขข้อสงสัยนี้ให้กับทุกคนได้รู้ จะได้เลิกส่งคนออกมาเสียที”ซิงเยียนพูดออกความคิดเห็น
“ ไม่มีแค่เมืองของพวกเ้าเท่านั้นที่ส่งคนออกมายังมีอีกหลายเมือง แต่พวกเขาไม่ได้ส่งเด็กจากพวกเ้ามา ต่างส่งคนที่มีวรยุทธสูงส่งในบ้านเมืองของตัวเองเดินทาง ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีคนกลับออกมาสักคน ไม่รู้ว่าพวกเขาได้ประสบความสำเร็จหรือว่าเดินทางไม่ถึงกันแน่”
“ ถ้าพวกเขาประสบความสำเร็จแล้วทำไมถึงไม่กลับบ้านเมือง หรือว่าเดินมาไกลแล้วไม่อยากเดินย้อนกลับด้วยหนทางที่ลำบาก”
“ หุบเขาหมื่นเมฆา อยู่กึ่งกลางระหว่างแดนมนุษย์และแดนเซียน ใครได้ร่ำเรียนวิชาที่นั่น แต่ต้องดูก่อนว่ามีคนสอนหรือไม่ ถ้าโชคดีอาจได้เป็เซียนที่มีวิชาสามารถช่วยเหลืุ์อย่างพวกเราได้”
“ ได้เป็เซียน!!!” ทั้งห้าคนอุทานออกมาพร้อมกัน“ ถ้ามีเซียนจริงทำไมพวกเราถึงไม่เจอหรือเดินสวนทางบ้างล่ะน่าจะเป็แค่เื่เล่าขานมากกว่า”มู่เฉินพูดขึ้น
“ สาเหตุที่เซียนไม่มาที่พวกมนุษย์อย่างเราอาศัยอยู่เพราะว่าไม่มีพลัง ที่เซียนต้องใช้ฝึกฝนต่างหากล่ะ”
“ หากเป็พวกเ้า ถ้าได้ขึ้นเป็เซียนแล้ว มีความรู้ความสามารถมีอายุที่ยืนยาว แล้วยังจะเดินทางกลับไปบ้านเมืองของตัวเองแถมที่ตรงนั้นไม่มีพลังที่พวกเ้าสามารถใช้ได้ ยังกลับไปอีกมั้ย”
“ เื่นี้ก็น่าคิดถ้าเกิดขึ้นเป็เซียนแล้วต้องเดินทางกลับบ้านเมืองตัวเอง ระยะทางก็ไกลแถมความรู้ที่มีก็ไม่สามารถใช้ได้ เพราะตรงที่มนุษย์อยู่ไม่มีพลัง แบบนี้ใช่ไหมเ้าค่ะท่านลุงซาง”
“ ใช่แล้วเด็กน้อย จึงเป็ปัญหาที่ใครก็ให้คำตอบไม่ได้มีแต่คนที่หวังลมๆแล้งๆไปเท่านั้น ว่าสถานที่แห่งนั้นมีจริง และสามารถช่วยมนุษย์อย่างพวกเราได้”
“คุยกันไปมากลับมาถึงบ้านแล้วพวกเ้าก็อาบน้ำพักผ่อน ฝึกฝนให้ชำนาญไว้เถอะแล้วค่อยออกเดินทาง ถ้าใครยังไม่พร้อมออกเดินทางหรือว่ากลัวอันตราย ก็ฝึกให้เก่งก่อน ข้าคิดว่าคนส่วนมากที่เดินทางมาไกล ต่างหลบหนีไม่ยอมไปเสี่ยงอันตรายมากกว่าพวกเ้าก็คิดดูเอาก็แล้วกัน”
ทั้งห้าคนยังต้องฝึกฝนอยู่กับลุงซางเป็เวลาสองเดือน ก็สามารถต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดได้ ต่างก็อำลาทั้งสองคนเดินทางต่อ
“ ขอให้พวกเ้าเดินทางโดยปลอดภัย ถ้าไม่สามารถเดินไปถึงปลายทางได้จะย้อนกลับมาพักอยู่อาศัยที่นี่ก็ได้ อยู่ด้วยกันมาสองเดือนกว่าพอพวกเ้าจะไป ข้าก็รู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก” ป้าผิงพูดขึ้นขณะจับมือซิงเยียนที่เข้ามาลา
“ พวกเ้าก็ระวังตัวกันด้วย ม้าอาจจะบรรทุกเสบียงได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น พวกเ้าที่ฝึกจนแข็งแรงแล้วก็ให้เก็บของบางอย่างไว้กับตัวจะดีกว่า เกิดม้าใตื่นวิ่งหนีเสบียงของพวกเ้าอาจจะหล่นหายหรือหาไม่เจอเลยก็ได้”
“ ถ้าไม่ไหวยังไงก็กลับมานะที่นี่ยินดีต้อนรับพวกเ้าเสมอ”ลุงซางพูดต่อไม่กี่คำทุกคนก็คารวะสองสามีภรรยาออกเดินทางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าใหญ่
บนหลังม้าบรรทุกอาหารแห้งส่วนมากแล้วจะเป็เนื้อหมูตากแห้งเป็ส่วนใหญ่ ที่สามารถกินได้เลยไม่ต้องปรุงหรือทำให้สุกก็ได้ เป็ฝีมือของป้าผิงที่จัดการให้
ถุงย่ามของแต่ละคนก็มียาและเสื้อผ้าที่ไม่ได้หาซื้อใหม่เพราะว่า ทางแคว้นตงหยางอี้ให้มานั้น เป็สิ่งของที่ดีทั้งนั้น ซิงเยียน ได้กระบี่เล็กมาหนึ่งเล่ม ที่ลุงซางให้ช่างตีให้เป็พิเศษมอบให้ เพราะเห็นว่าซิงเยียนใช้กระบี่ไม้จนคล่องแล้ว
ทั้งห้าคนเดินทางกลับไปยังทิศทางเดิมเดินผ่านูเา หลีกเลี่ยงพื้นที่มีรอยเท้าสัตว์ใหญ่ ร่างกายที่ถูกฝึกซ้อมออกกำลังกายมาสองเดือนกว่า ทำให้การเดินทางได้ไวขึ้นและมีอาการเหนื่อยน้อยลง
“ยืนมองจากตรงนี้ ข้างหน้าคงจะเป็พื้นที่ราบกว้างใหญ่ พวกเราน่าจะเดินทางได้ไวขึ้นเพราะไม่ต้องปีนเขา”มู่เฉิน พูดขึ้นเมื่อยืนอยู่บนเขาสูงมองไปข้างล่าง พวกเขาเดินทางมาได้สามวันแล้ว
พื้นที่ราบกว้างใหญ่นี้เดินทางไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่คิด เพราะต้นหญ้าหนาแน่นไม่ได้ เหมือนใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ส่วนมากจะมีแต่ใบไม้กิ่งไม้แห้งเท่านั้น
“ ดูเหมือนอีกไม่กี่ชั่วยามจะมืดแล้วพวกเราช่วยกันตัดหญ้ารอบๆ ทำเป็ที่พักกันเถอะ คืนนี้เราจะพักใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนี้แหละ ที่อื่นไม่มีต้นไม้บังน้ำค้างตอนกลางคืน ใครที่มีหน้าที่หาฟืนก็ขนมาให้เยอะหน่อย”เฉิงกวงพูดพร้อมกับใช้มีดตัดต้นหญ้าเพื่อทำที่พัก
“บรู๊ววว!!”
ตกกลางคืนเสียงหมาป่าหอนรับกันเป็ทอดๆพวกเขาได้ยินทุกคืนตอนนอนอยู่ในป่าแต่ไม่ได้ยินใกล้ขนาดนี้
“ พวกเ้าระวังตัวกันด้วย เหมือนหมาป่ามันจะอยู่ไม่ไกลจากพวกเรานัก”มู่เฉินพูดขึ้นเขาเป็คนเฝ้ายาม่แรก รีบสุมไฟให้ลุกขึ้นกว่าเดิม
“ ลูกธนูที่ติดมากับตัวธนูมีแค่หก ลุงซางทำไว้ให้อีกหก หรือเราจะขึ้นไปอยู่บนต้นไม้เพื่อที่จะได้เห็นหมาป่าเวลามันเข้ามาใกล้และโจมตีคนที่อยู่ข้างล่าง”
“ ซิงเยียนเ้ากำลังจะทำอะไรหรือ ข้าเห็นเ้ามองขึ้นไปบนต้นไม้หลายรอบแล้ว”หวังเหว่ยที่ใกล้อยู่ถามขึ้น
“ข้ากำลังคิดว่าจะขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ เพื่อซุ่มยิงหมาป่าถ้าพวกมันบุกเข้ามา ม้าก็ต้องเอามาไว้ตรงกลาง”มู่เฉินรีบจูงม้ามาไว้ตรงกลางข้างกองไฟ
“ เ้าไม่ต้องคิดแล้วซิงเยียน ฟังจากเสียงฝีเท้าพวกมันมากันเป็ฝูงแน่เ้ารีบขึ้นไปเลย วันหลังต้องหาลูกธนูให้เยอะกว่านี้มีแค่สิบสองดอกจะพออะไร ”เฉิงกวงพูดขึ้น ทำให้ซิงเยียนรีบปีนขึ้นไปอยู่บนต้นไม้
“กรรซ์ๆๆ!”
หมาป่าสีน้ำตาลสิบกว่าตัวยืนอยู่ไม่ไกล พวกมันตัวใหญ่ตาแดงยืนแยกเขี้ยวน้ำลายไหลยืดส่งเสียงขู่กรรโชก ไฟที่ลุกโชนทำให้พวกมันยังไม่กล้าเข้ามาใกล้มากกว่านี้
“ กิ่งไม้แห้ง ที่เตรียมไว้ไม่พอแน่ถ้าต้องให้ไฟลุกขนาดนี้ตลอดทั้งคืน พวกท่านเตรียมตัว ข้าจะยิงพวกมันทีละตัวถ้าลูกธนูไม่พอพวกท่านก็ดึงจากสุนัขหมาป่ามาให้ข้าก็แล้วกัน”ซิงเยียนส่งเสียงมาจากบนต้นไม้
ซิงเยียนเล็งลูกธนู ไปที่ก้านคอของหมาป่า“ ตัวนี้น่าจะเป็จ่าฝูง หวังว่าสังหารตัวนี้เสร็จพวกมันจะถอยหลังไปข้าไม่อยากจะยิงพวกเ้าทั้งหมดหรอก ลูกธนูข้ามีน้อย”
