บทที่ 6 พี่สาวผู้แสนดี? เก็บการแสดงงิ้วระดับออสการ์ของท่านไปใช้ที่อื่นเถิด!
แสงสุริยันยามรุ่งอรุณในจวนอ๋องเก้าช่างดูสดใสและเงียบสงบยิ่งนัก... หากมิได้นับรวมเสียงนกกระจอกเทศ... เอ๊ย นกกระจอกตัวน้อยที่ส่งเสียงจิกตีกันเจี๊ยวจ๊าวอยู่บนกิ่งเหมยที่บานสะพรั่ง และความจริงที่ว่าข้ากำลังพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะเอาหมอนขนเป็ดอุดรูหู เพื่อยื้อเวลายืดอายุนิทราต่ออีกเพียงหนึ่งตื่น ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแห่งเผ่าพันธุ์ปลาเค็มเยี่ยงข้านั้น หนึ่งตื่นมีค่าความหมายเท่ากับ สองชั่วยาม เป็อย่างน้อย!
แต่ทว่า... สัจธรรมแห่งโลกหล้า ความสงบสุขในจวนอ๋องเก้านั้นเป็เพียงภาพลวงตามายาที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อรอวันพังทลายลงดุจปราสาททราย
[ติ๊ง! ระบบตรวจพบคลื่นพลังงาน 'ตอแหล' ระดับสูงกำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้เรือนเมฆาเงียบในรัศมี 100 จั้ง!] [เป้าหมายระบุตัวตน: พระชายารองเสิ่นอีรุ่ย] [ฉายา: ดอกบัวขาวพันปีขยี้หัวใจ] [ภารกิจเร่งด่วน: อย่าให้การแสดงงิ้วโรงใหญ่กลบรัศมีปลาเค็มของท่าน! จงทำลายบทบาทนางเอกผู้แสนดีของนางให้ย่อยยับเป็ผุยผง!] [รางวัล: 2,000 แต้มปลาเค็ม และ ไอเทมลับ น้ำหอมกลิ่นสัจธรรม (สรรพคุณ: ผู้ใดสูดดมกลิ่นนี้เข้าไป จะเกิดอาการคันปากยิบๆ จนต้องพรั่งพรูความจริงในใจออกมาอย่างมิอาจต้านทาน!)]
"โอ๊ย... เ้าปักเป้าปัญญาอ่อน เ้าจะให้ข้าพักผ่อนอย่างสงบสุขสักวันมิได้เลยหรือ?" ข้าพึมพำอู้อี้ลอดผ่านหมอนใบโต
"ดอกบัวขาวรึ? เหอะ... ในชาติภพก่อน ข้าเผชิญหน้ามาเยอะเสียจนแทบจะเปิดฟาร์มบัวส่งออกได้แล้วกระมัง"
ข้าถอนหายใจยาวเหยียดทิ้งลงธรณี ก่อนจะลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางซังกะตายไร้ิญญา ผมเผ้ายุ่งเหยิงพันกันยุ่งเหยิงราวกับรังนกที่ผ่านพายุมรสุมเจ็ดคาบสมุทรก็มิปาน อาหลินวิ่งหน้าตาตื่นกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องทันควัน
"คุณหนูเ้าคะ! แย่แล้วเ้าค่ะ! พระชายารองเสิ่นเสด็จมาเยือนถึงเรือนเ้าค่ะ! ท่านนำขนมมงคลและยาบำรุงชั้นเลิศมาประทานให้คุณหนูด้วย ดูท่าทางท่านจะมีเมตตาจิตและใจดีมากเลยนะเ้าคะ"
ข้ามองอาหลินด้วยสายตาเอ็นดูระคนเวทนาในความใสซื่อ
"อาหลินเอ๋ย... จงจดจำไว้ ในยุทธภพนี้ ผู้ที่เดินเข้ามาหาเราพร้อมรอยยิ้มหวานหยดย้อยและยาบำรุง โดยที่เรามิเคยรู้จักมักจี่กันมาก่อน... หากมิใช่นักบุญผู้บรรลุธรรมจริงๆ ก็คือคนขายประกันชีวิต หรือไม่ก็... ฆาตกรเืเย็น ที่ซุกซ่อนยาพิษมาด้วยทั้งนั้นแหละ!"
"เอ๋? หมายความว่าเยี่ยงไรเ้าคะ?"
"หมายความว่า... ละครโรงใหญ่ระดับจักรพรรดิ์ทรงโปรด กำลังจะเปิดม่านการแสดงที่หน้าเรือนเราเยี่ยงไรเล่า" ข้าแสยะยิ้มมุมปาก พลางหยิบขวดแก้วเจียระไนบรรจุ น้ำหอมกลิ่นสัจธรรม ที่เพิ่งได้รับจากระบบ มาฉีดพ่นฟุ้งกระจายไปในอากาศรอบๆ ห้องนอนเบาๆ
"ไปเชิญนางเข้ามาเถิด... แจ้งนางไปว่า ข้ากำลังล้มป่วยหนัก อาการร่อแร่ใกล้ตาย จนมิอาจลุกไปต้อนรับได้ไหว"
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกมะลิก็ลอยนำมาก่อนตัวเ้าของ สตรีโฉมงามในอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆาที่ดูพริ้วไหวราวกับเทพธิดาจำแลงกายลงมาจากสรวง์ เสิ่นอีรุ่ย ก้าวเท้าเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวลและสง่างามดั่งนางหงส์ ใบหน้าของนางหมดจดงดงามสะคราญตา และเปี่ยมไปด้วยแววตาแห่งความเห็นอกเห็นใจที่ดูจริงใจ เสียจนน่าขนลุกขนพอง
"น้องหญิงหลิน... พี่ได้ยินข่าวว่าเ้ามิสบาย พี่จึงรีบรุดมาเยี่ยมเยียนด้วยความเป็ห่วง" เสิ่นอีรุ่ยรีบสาวเท้าเข้ามาที่ข้างเตียง มือเรียวงามดุจลำเทียนเอื้อมหมายจะกุมมือข้าเพื่อแสดงความสนิทสนม
"ข้าคือเสิ่นอีรุ่ย เป็พระชายารองของท่านอ๋องเก้า เ้าคงลำบากตรากตรำมากสินะที่ต้องมาพำนักอยู่ในสถานที่แปลกตาเช่นนี้"
ข้าขยับมือหลบอย่างแเีด้วยการแสร้งทำเป็ยกมือขึ้นปิดปากไอค่อกแค่กจนตัวงอ
"แค่กๆ... ขอบพระทัยพระชายารองเพคะ... หม่อมฉันเป็เพียง ขยะ จากตระกูลหลินอันต่ำต้อย มิกล้ารับความเมตตาอันสูงส่งจากพระนางจริงๆ เพคะ"
เสิ่นอีรุ่ยชะงักค้างไปเล็กน้อย แต่รอยยิ้มพิมพ์ใจยังคงฉาบทาอยู่บนใบหน้า
"อย่าได้ตรัสวาจาตัดพ้อเช่นนั้นเลย เราล้วนเป็คนกันเองทั้งสิ้น ท่านอ๋องรับเ้าเข้ามาพำนักในจวน ย่อมหมายความว่าเ้าคือคนสำคัญ พี่ในฐานะพี่สาว แห่งจวนอ๋อง... ย่อมมีหน้าที่ต้องดูแลน้องสาวให้สุขสบาย"
นางกวาดสายตาคมกริบลอบมองไปรอบห้องที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย (และรกเล็กน้อยตามสไตล์อาร์ตตัวแม่ของข้า) ก่อนจะถอนหายใจยาวอย่างเสแสร้งสงสาร
"โถ... ห้องหับช่างคับแคบอุดอู้ยิ่งนัก หากน้องหญิงขาดเหลือสิ่งใด จงบอกพี่สาวได้มิต้องเกรงใจ"
ข้าลอบเบ้ปากในใจ พี่สาวรึ? ข้ามีพี่สาวเป็แพทย์ศัลยกรรมมือหนึ่ง ที่พร้อมจะเลาะฟันของนางออกทีละซี่ หากนางกล้าทำนิสัยต่ำทรามใส่ข้าน่ะสิ!
"พระชายารองเพคะ..." ข้าเริ่มเปิดฉากรุกกลับด้วยน้ำเสียงเชือดเฉือนทว่ายังคงไว้ซึ่งความนอบน้อมจอมปลอม
"หม่อมฉันมีสุภาษิตจีนโบราณอยู่บทหนึ่ง ใคร่จักขอแบ่งปัน... ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ พระนางทรงเข้าพระทัยหรือไม่เพคะ ว่าสุภาษิตนี้หมายถึงคนประเภทใด?"
สีหน้าของเสิ่นอีรุ่ยกระตุกเปลี่ยนไปชั่ววูบ แววตาที่เคยอ่อนโยนเริ่มสั่นไหวระริก "น้องหญิง... เหตุใดเ้าจึงกล่าววาจาเสียดแทงเช่นนั้น? พี่สาวเพียงแค่ปรารถนาจะมาผูกมิตรไมตรี"
"อ๋อ... หม่อมฉันก็เพียงแค่เพ้อเจ้อลอยๆ ตามประสาคนป่วยไข้ขึ้นสมองน่ะเพคะ" ข้าเอนหลังพิงพนักเตียง ปรายตามองดูถาดขนมมงคลอันวิจิตรที่นางกำนัลของนางวางไว้บนโต๊ะไม้
"ขนมเ่าั้... ดูน่ารับประทานยิ่งนักเพคะ แต่หม่อมฉันใคร่สงสัยว่า... หากหม่อมฉันเสวยเข้าไปแล้ว จะหลับสบายไปตลอดกาล... หรือจะตื่นขึ้นมาพร้อมกับชื่อเสียงที่ฉาวโฉ่ ในรุ่งสางดีเล่าเพคะ?"
"เ้า!!! นังเด็กบ้า! เ้ากล้าใส่ร้ายป้ายสีข้าเยี่ยงนั้นรึ!" เสิ่นอีรุ่ยเริ่มควบคุมระดับเสียงมิได้ และในวินาทีนั้นเอง... น้ำหอมกลิ่นสัจธรรม ก็เริ่มแผลงฤทธิ์!
เสิ่นอีรุ่ยเริ่มมีอาการคันยิบๆ ที่ริมฝีปากอวบอิ่ม นางพยายามจะเม้มปากแน่น แต่ดูเหมือนจิตใต้สำนึกจะขัดขืนอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของระบบมิได้
"ที่จริงแล้ว... ข้าก็มิได้อยากลดตัวลงมาเหยียบเรือนรูหนูนี้หรอกนะ!" จู่ๆ เสิ่นอีรุ่ยก็โพล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดที่ต่างจากเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว
"นังขยะชั้นต่ำอย่างเ้ามีสิทธิ์อันใดถึงได้นั่งเกี้ยวส่วนพระองค์ของท่านอ๋อง! ข้าต้องใช้ความพยายามมารยากว่าสองปี กว่าจะได้รับอนุญาตให้แตะเพียงขอบเกี้ยวนั้น แต่เ้า... เ้าที่เป็เพียงสตรีี้เีสันหลังยาว วันๆ เอาแต่นอนกินบ้านกินเมือง กลับคว้าทุกอย่างไปครองอย่างง่ายดาย!"
นางกำนัลคนสนิทของเสิ่นอีรุ่ยหน้าซีดเผือดจนแทบเป็ลม
"พระชายา! ทรงตรัสอันใดออกมาเพคะ! ทรงระงับพระทัยด้วย!"
"หุบปากบัดเดี๋ยวนี้!" เสิ่นอีรุ่ยตวาดลั่นจนนางกำนัลสะดุ้งโหยง
"ข้าเกลียดมัน! เกลียดที่ท่านอ๋องเสด็จไปเสวยอาหารโสโครกที่มันทำในครัว! เกลียดที่พระองค์แย้มพระสรวลให้มัน! ข้าอุตส่าห์ลงทุนผสมยาถ่ายระดับช้างสารล้ม ลงไปในขนมพวกนี้ เพื่อให้มันท้องร่วงจนไส้บิด ไปร่วมงานเลี้ยงราตรีนี้มิได้ เ้าจะไปรู้อันใด!"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบกริบจนได้ยินเสียงมดเดิน อาหลินอ้าปากค้างจนแมลงวันหัวเขียวแทบจะบินเข้าไปวางไข่ได้ทั้งรัง
ข้านั่งมองนางด้วยสายตาเฉื่อยชา พลางหยิบเมล็ดทานตะวันขึ้นมาแทะเล่น กรุ๊บๆ "ว้าว... การแสดงงิ้วระดับรางวัลทองคำเมื่อครู่ จบไวไปหน่อยนะเพคะพระชายา หม่อมฉันนึกว่าจะทรงอดทนสวมหน้ากากนางเอกผู้แสนดีได้นานกว่านี้เสียอีก"
ข้าลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า สง่างามดุจพญามาร เดินย่างสามขุมเข้าไปหาเสิ่นอีรุ่ยที่กำลังพยายามใช้มือปิดปากตนเองด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
"พระนางเ้าคะ... ทราบหรือไม่ว่าเหตุใดท่านถึงพ่ายแพ้แก่สตรีเยี่ยงหม่อมฉัน?"
"แก... แกใช้วิชามารอันใด! ออกไปนะ!" เสิ่นอีรุ่ยถอยหลังกรูดจนชนเสา
"เปล่าเพคะ... หม่อมฉันเพียงแค่ใช้ความสัตย์จริง ที่ท่านมิมี" ข้าจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สั่นระริกของนาง
"ท่านพยายามขยัน วางแผนชั่วทำลายผู้อื่น... ขยันเสแสร้งแกล้งทำเป็คนดี แต่ท่านหลงลืมสัจธรรมไปข้อหนึ่ง... กระดาษย่อมห่อไฟมิได้ ความริษยาอาฆาตในใจท่านมันร้อนแรงจนแผดเผาหน้ากากนางเอกของท่านจนไหม้เกรียมเป็ตอตะโกหมดสิ้นแล้วเพคะ"
ข้าหยิบขนมมงคลในจานขึ้นมาหนึ่งชิ้น ยื่นไปจ่อที่ริมฝีปากนาง
"ในเมื่อท่านอ้างว่าเป็ พี่สาวที่แสนดี... เช่นนั้นท่านก็ลองเสวยขนมเลิศรสเหล่านี้ให้น้องสาวผู้นี้ดูเป็ขวัญตาหน่อยสิเพคะ หากมันเป็เพียงยาถ่าย... ท่านก็นอนเฝ้าห้องสุขาสักคืนสองคืน จะเป็ไรไปเล่าเพคะ?"
"ไม่! ข้าไม่กิน! เอามันออกไป!" เสิ่นอีรุ่ยปัดมือข้าอย่างแรงจนขนมกระเด็นตกกระจายเกลื่อนพื้น
"เหตุใดจึงปฏิเสธเล่าเพคะ? กลัวท้องร่วง... หรือกลัวว่า สันดานตอแหล มันจะพุ่งทะลักออกมามากกว่านี้?" ข้าหัวเราะในลำคอเบาๆ
"โบราณว่าไว้ปลูกถั่วได้ถั่ว ปลูกงาได้งา หากท่านขยันหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้าย... ผลลัพธ์อันขมขื่นนี้ ท่านก็ควรจะเป็ผู้ลิ้มลองมันด้วยตนเองนะเพคะ"
ในจังหวะนรกแตกนั้นเอง...
"เกิดเื่อันใดขึ้น?"
สุรเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังกังวานขึ้นที่หน้าประตูเรือน เซียวโม่ เดินอาดๆ เข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึมดุจท่านเปาบุ้นจิ้น สายตาคมกริบกวาดมองเศษขนมที่กระจายเกลื่อนพื้น และสภาพเสิ่นอีรุ่ยที่กำลังสติแตกกระเจิง
"ท่านอ๋อง! ท่านอ๋องช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ! ฮือๆๆ... นังนี่... นังหลินชิงเซวียนมันใช้วิชามารทำร้ายหม่อมฉัน!" เสิ่นอีรุ่ยรีบถลาวิ่งไปเกาะท่อนแขนเซียวโม่แน่น น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้มราวกับสั่งเปิดก๊อกน้ำได้
เซียวโม่ก้มลงมองท่อนแขนตนเองที่ถูกเกาะกุม แล้วเงยหน้าขึ้นมองมาที่ข้า... ซึ่งกำลังยืนปิดปากหาวหวอดอยู่อย่างมิทุกข์ร้อน
"หลินชิงเซวียน... เ้าทำสิ่งใดนาง?"
ข้ามองเซียวโม่แล้วยักไหล่เบาๆ
"หม่อมฉันก็เพียงแค่สอบถามความจริงนิดหน่อยเพคะท่านอ๋อง แต่ดูเหมือนพระชายารองของท่านจะมีความลับคับอกเยอะจนเก็บกดไว้ไม่อยู่... อ้อ... หากท่านอ๋องใคร่อยากทราบว่านางพล่ามสิ่งใดออกมาบ้าง ลองตรัสถาม ท่านองครักษ์ ที่ยืนแอบฟังอยู่หน้าประตูเรือนก็ได้นะเพคะ หม่อมฉันเชื่อว่าพวกเขาคงจดบันทึกไว้ทุกถ้อยกระทงความแล้ว"
หานเซียว (องครักษ์หน้านิ่งเ้าเก่า) ก้าวเข้ามาประสานมือคารวะ และรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดยิบชนิดคำต่อคำ รวมถึงคำรับสารภาพเื่ ยาถ่ายช้างสารล้ม และคำผรุสวาทที่เสิ่นอีรุ่ยหลุดปากออกมา
ยิ่งหานเซียวรายงาน... ใบหน้าของเซียวโม่ยิ่งดำมืดลงราวกับท้องฟ้าวิปริตก่อนพายุใหญ่จะโหมกระหน่ำ
"เสิ่นอีรุ่ย... ข้าอนุญาตให้เ้าพำนักอยู่ในจวนนี้ก็เพราะเห็นแก่หน้าท่านเสนาบดีเสิ่น และเพราะข้าหลงคิดว่าเ้าจะเป็สตรีที่มีเหตุมีผล"
เซียวโม่สะบัดท่อนแขนออกอย่างแรง จนร่างของเสิ่นอีรุ่ยกระเด็นไปล้มกลิ้งกับพื้น "แต่การที่เ้าบังอาจวางยาคนในปกครองของข้า และแสดงกิริยาต่ำช้าที่น่ารังเกียจเช่นนี้... เ้าทำให้ข้าผิดหวังอย่างยิ่งยวด!"
"ท่านอ๋อง... หม่อมฉัน... หม่อมฉันมิได้ตั้งใจเพคะ! หม่อมฉันเพียงแค่ชั่ววูบ..."
"มิได้ตั้งใจงั้นรึเพคะ?" ข้าแทรกขึ้นพร้อมรอยยิ้มแสบสันถึงทรวง
"การต้มเคี่ยวยาถ่ายแล้วผสมลงในขนมอย่างแเีเนี่ย... มันต้องใช้ความตั้งใจ และความพยายาม ขั้นสูงมากเลยนะเพคะ พระชายารองช่างขยันขันแข็งเหลือเกิน... ขยันในเื่ชั่วช้าที่มิใช่กิจของสงฆ์ จนหม่อมฉันรู้สึกประทับใจจริงๆ เพคะ!"
เซียวโม่หันขวับมามองข้า สายตาของเขาดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาแข็งกร้าวอำมหิตเมื่อเบนสายตากลับไปที่เสิ่นอีรุ่ย
"นับั้แ่วันนี้เป็ต้นไป... สั่งห้ามมิให้เสิ่นอีรุ่ยย่างกรายออกจากเรือนพักของตนเองเป็เวลาสามเดือน! ตัดเบี้ยหวัดรายเดือนทั้งหมด! และให้นางคัดลอก พระธรรมสูตรล้างบาป วันละสิบจบ เพื่อขัดเกลาจิตใจที่เน่าเฟะฟอนเฟะของเ้าให้สะอาดขึ้นบ้าง!"
"ท่านอ๋อง! ไม่นะเพคะ! หม่อมฉันผิดไปแล้ว! โปรดเมตตาด้วยเพคะ!" เสิ่นอีรุ่ยกรีดร้องโหยหวน ก่อนจะถูกองครักษ์หิ้วปีกเยี่ยงนักโทษลากตัวออกไปจากห้อง
เมื่อความวุ่นวายดุจพายุสงบลง เหลือเพียงข้า เซียวโม่ และอาหลิน ในห้องที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
"ขอบพระทัยที่ช่วยขจัดขยะเปียกให้นะเพคะท่านอ๋อง" ข้าเดินกลับไปทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงตามเดิม
"แต่คราวหน้า... รบกวนท่านช่วยคัดกรอง บุคคลที่จะมาเยี่ยมเยียนหม่อมฉันหน่อยได้หรือไม่เพคะ? การต้องจำใจลุกขึ้นมาตบหน้าดอกบัวขาวแต่เช้าตรู่เยี่ยงนี้ มันทำให้หม่อมฉันเสียสุขภาพจิต และที่สำคัญที่สุด... หม่อมฉันยังนอนมิครบแปดชั่วยามเลยเพคะ!"
เซียวโม่เดินเข้ามาประชิดขอบเตียง ก้มมองดูข้าที่หลับตาพริ้มอย่างมิแยแสโลกหล้า "เ้านี่มัน... ช่างเป็สตรีที่แปลกประหลาดพิสดารจริงๆ หากเป็ผู้อื่นคงต้องรีบร้อนอธิบายความจริงน้ำตาไหลพรากเพื่อให้ข้าเชื่อใจ แต่เ้ากลับนอนรอให้ข้าค้นหาคำตอบด้วยตนเอง"
"ก็มันเหนื่อยนี่เพคะท่านอ๋อง" ข้าพึมพำงึมงำ
"สุภาษิตจีนกล่าวไว้ ความจริงย่อมเป็ความจริง ทองแท้ย่อมมิกลัวไฟ แล้วหม่อมฉันจะไปเสียเวลาพ่นไฟแข่งกับนางทำไมเล่าเพคะ? สู้เอาเวลาอันมีค่าไปนอนหลับฝันถึง น่องไก่ทอดกรอบ มิดีกว่าหรือ?"
เซียวโม่หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็เสียงหัวเราะที่ฟังดูผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
"น่องไก่ทอดรึ? ย่อมได้... คืนนี้ข้าจะสั่งให้ห้องครัวหลวงจัดเตรียมมาส่งให้เ้าถึงเรือน... แลกเปลี่ยนกับการที่เ้าต้องตื่นขึ้นมา เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงราตรีนี้กับข้า"
ข้าลืมตาข้างซ้ายขึ้นมองเขาตาแป๋ว
"มีเนื้อเยอะไหมเพคะ?"
"เยอะเท่าที่เ้าปรารถนาจะกินจนพุงกาง"
"ตกลงเพคะ... ดีล! แต่หากในงานเลี้ยงไม่มีเบาะรองนั่งนุ่มๆ ถวาย หม่อมฉันจะแอบหลับซบไหล่ท่านจริงๆ ด้วยนะเพคะ"
เซียวโม่ยกยิ้มมุมปากเ้าเล่ห์
"ตามใจเ้า"
เขาสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้ข้าจมดิ่งลงในความนุ่มนิ่มของหมอนขนเป็ดอีกครั้ง
[ติ๊ง! ภารกิจ ทำลายหน้ากากดอกบัวขาว สำเร็จอย่างงดงาม!] [ได้รับแต้มปลาเค็ม: 3,000 แต้ม] [ท่านได้รับรางวัลสุดยอดสกิล: ทักษะหลับนกขั้นเทพ (สรรพคุณ: สามารถยืนหลับ เดินหลับ หรือแม้กระทั่งเต้นรำหลับในงานเลี้ยงได้ โดยที่ไม่มีมนุษย์หน้าไหนจับพิรุธได้!)]
"เพอร์เฟกต์... รางวัลนี้แหละที่ข้า้าที่สุดสำหรับงานราตรีคืนนี้" ข้ายิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจก่อนจะดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนสุขสม โดยหารู้ไม่เลยว่า... งานเลี้ยงคืนนี้มิได้มีเพียงเนื้อไก่ทอดและสุราเลิศรส แต่ยังมี แผนการลับอันยิ่งใหญ่ ที่กำลังรอเปิดโปงตัวตนของ ปลาเค็มเยี่ยงข้า ให้สั่นะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งราชสำนัก!
