“เร็วกว่านี้ หนักแน่นกว่านี้ ฟันลงไปอย่าลังเล!” เสียงจูชิงดังออกมาจากสนามหญ้าหน้าบ้านั้แ่เช้าตรู่
เพลานี้จินหลิงเอ๋อร์ถือกระบี่เล่มหนึ่ง นางเหวี่ยงกระบี่ใส่จูชิงอย่างต่อเนื่อง ทว่าจูชิงไม่หลบทั้งยังใช้นิ้วคีบกระบี่ของจินหลิงเอ๋อร์ได้ทุกครั้ง
จินหลิงเอ๋อร์ไม่เคยฝึกฝนวิชายุทธ์มาก่อน เหวี่ยงกระบี่ติดต่อกันสามสิบครั้งก็หายใจไม่ทันแล้ว เสื้อผ้าเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
ถ้าแค่เหวี่ยงกระบี่ยังพอทน แต่ทุกครั้งที่จูชิงคีบกระบี่สะบัดกลับ พลังมหาศาลกระแทกเข้าใส่พัดร่างของจินหลิงเอ๋อร์ปลิวกระเด็น นางจึงต้องขับเคลื่อนลมปราณเพื่อต่อต้าน ทำต่อไปได้ไม่กี่สิบครั้ง ลมปราณที่อยู่ในกายาก็ถูกผลาญไปมากกว่าแปดในสิบส่วนแล้ว
“ไม่ไหว ข้าไม่ไหวแล้ว ขืนยังฝึกต่อข้าตายแน่” จินหลิงเอ๋อร์นั่งหอบอยู่กับพื้นแล้วโยนกระบี่ทิ้ง ไม่ว่าจูชิงจะพูดอะไร นางก็ไม่มีทางลุกขึ้นมาอีกเด็ดขาด
“เป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้าแต่ลมปราณเบาบางมาก!” จูชิงส่ายหัว
เพราะจินหลิงเอ๋อร์กินโอสถล้างไขกระดูกเข้าไป ขั้นบำเพ็ญเพียรจึงพุ่งทะยานก้าวะโ แทบไม่พบปัญหาอะไรเลย
นั่นถือว่าเป็ข้อดีข้อหนึ่ง ด้วยสภาพแวดล้อมที่จินหลิงเอ๋อร์อยู่ โดยธรรมชาติแล้วนางไม่จำเป็ต้องทรมานร่างกายของตัวเองเพื่อควบแน่นลมปราณ
แม้ว่าจินหลิงเอ๋อร์จะเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณหนึ่งชั้นฟ้า ทว่าลมปราณกับความแข็งแกร่งของร่างกายกลับเทียบไม่ได้กับขั้นหลอมกายาเจ็ดแปดชั้นฟ้า แตกต่างกับตอนที่จูชิงเป็ขั้นหลอมกายาสี่ชั้นฟ้าราวฟ้ากับเหว
“เพราะไม่มีคนคอยสอนถึงได้หลงทางเฉกเช่นนี้” จูชิงส่ายหัว
“เ้าหนู รู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเ้าโชคดีแค่ไหนที่มีข้า” เฒ่าปีศาจพูดอย่างภาคภูมิใจ
“มีหรือไม่มีเ้าก็เหมือนกัน เป็เพราะข้ามีพร์ต่างหาก” จูชิงตอบกลับอย่างหน้าไม่อาย
“ฮ่าๆๆ ข้าชอบข้อนี้ของเ้า!” เฒ่าปีศาจหัวเราะลั่น
“ข้อนี้อะไร?” จูชิงตะลึง
เฒ่าปีศาจเหยียดยิ้ม “หน้าด้านหน้าทน!”
“บัดซบ!” จูชิงชูนิ้วกลางใส่เฒ่าปีศาจ
“ยิ่งร่างกายอ่อนล้ามากเท่าไหร่ยิ่งเป็ผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรเท่านั้น กินโอสถลมปราณแล้วฝึกต่อซะ!” จูชิงสะบัดฝ่ามือ เถาวัลย์พุ่งออกมาจากปลายนิ้ว พันธนาการจินหลิงเอ๋อร์ยกให้ลุกขึ้นยืน
จินหลิงเอ๋อร์วิงวอนขอร้องจูชิง ทว่าก็ไม่สำเร็จ
พอเห็นว่าทำตัวงอแงเหมือนเด็กไม่มีประโยชน์ จินหลิงเอ๋อร์ต้องจำใจกินโอสถลมปราณลงไปแล้วทำกรรมฐานหล่อหลอมโอสถ
“เ้าหนู เ้าจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ไปอีกนานแค่ไหน” เฒ่าปีศาจเอ่ยถาม
“อย่างน้อยก็จนกว่าจินหลิงเอ๋อร์จะปกป้องตัวเองได้!” จูชิงกล่าว
“ข้าไม่เข้าใจ ทำไมเ้าถึงสนใจนางนัก” เฒ่าปีศาจขมวดคิ้ว
จูชิงยิ้ม “ไม่รู้สิ ั้แ่ครั้งแรกที่ข้าพบนาง ข้าััได้ว่านางพิเศษ”
สำหรับความพิเศษของจินหลิงเอ๋อร์ จูชิงไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันพิเศษอย่างไร สิ่งเดียวที่เขาััได้ก็คือกลิ่นอายบางอย่างจากนาง กลิ่นอายที่แสนคุ้นเคย
ผ่านไปหลายปีหลังจากนี้จูชิงเพิ่งตระหนักว่าเหตุผลที่เขามองจินหลิงเอ๋อร์ต่างออกไปนั่นเป็เพราะความเป็ตัวของตัวเองในตัวของนาง ซึ่งนี่เป็สิ่งที่จูชิงปรารถนามากที่สุด
หลังจากที่จูชิงปีนออกมาจากหลุมศพ เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับอดีตของตัวเอง ความรักใคร่ในครอบครัวแบบที่จินหลิงเอ๋อร์มีจึงเป็สิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุด
“ดูให้ดีล่ะ นี่คือการบวนท่าที่ข้าจะสอนเ้า!” จูชิงถือกิ่งไม้กิ่งหนึ่ง ควบแน่นลมปราณเป็หนึ่งเดียว
“โกลาหลผกผัน!” กระบี่สองเล่มประจักษ์กลางอากาศ เล่มหนึ่งเป็ของจริง ส่วนอีกเล่มหนึ่งเป็ของปลอม มันหมุนโคจรไปมาก่อตัวเป็พายุกระบี่โจมตีจินหลิงเอ๋อร์หลายร้อยครั้ง
จูชิงหยุดแล้วมองจินหลิงเอ๋อร์ที่มีแผลทั่วร่าง “มันคือกระบวนท่าที่แข็งแกร่งที่สุดของข้าในตอนนี้ หากเ้าเข้าใจกระบวนท่าแม้เพียงครึ่งหนึ่งก็จะเป็ประโยชน์ยิ่งต่อเ้า!”
ถึงแม้โกลาหลผกผันจะลึกลับแสนหยั่งถึง ทว่าจินหลิงเอ๋อร์เป็คนมีพร์ นางน่าจะตระหนักรู้กระบวนท่านี้ได้
“เ้าจะไปแล้วหรือ?” จินหลิงเอ๋อร์ตะลึง
“เมื่อไหร่ที่เ้าหยั่งรู้โกลาหลผกผัน ข้าถึงจะไป” จูชิงกล่าว
แววตาของจินหลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความซับซ้อน “เ้าอยู่ดูแลเด็กๆ กับข้าที่นี่ไม่ได้รึ”
จูชิงยิ้มพลางส่ายศีรษะ ถึง่เวลาที่ผ่านมาเขาจะมีความสุขมาก แต่เขารู้ดีว่าชีวิตที่แสนธรรมดานี้ไม่เหมาะกับเขา
“อยู่ต่อเพื่อข้าไม่ได้รึ?” จินหลิงเอ๋อร์เม้มริมฝีปากแน่น นางต้องใช้ความกล้าเป็อย่างมากเพื่อพูดประโยคนั้นออกไป
จูชิงตะลึงงัน ใบหน้าโฉมสะคราญของจินหลิงเอ๋อร์หม่นหมองเล็กน้อย หลังจากวันนั้นนางก็เริ่มดูแลตัวเองมากขึ้น ถึงจะสวมชุดขอทานเช่นเดิม แต่ก็ไม่ได้สกปรกมอมแมมเหมือนกับแต่ก่อน
“เ้าคงไม่ได้ชอบข้าใช่หรือไม่?” จูชิงมองจินหลิงเอ๋อร์อย่างไม่อยากเชื่อ
เฒ่าปีศาจกับอสูรกลืนิญญาถอนหายใจพร้อมกัน สมกับที่เป็ตัวทำลายบรรยากาศ บรรยากาศอันแสนอบอุ่นเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตาเพราะคำพูดของจูชิง
“เปล่าสักหน่อย!” จินหลิงเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความโกรธ
“ข้าว่าแล้ว เ้าต้องแกล้งข้าแน่ๆ โชคดีที่ข้าไม่ติดกับ” จูชิงหัวเราะ
“พี่หลิงเอ๋อร์ พี่ไม่ได้ชอบเขาจริงๆ หรือ?” เด็กคิ้วหนาเขยิบเข้าไปใกล้จินหลิงเอ๋อร์
“ถ้าข้าชอบเขาแล้วมันยังไง เขาไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ” จินหลิงเอ๋อร์โมโหยิ่งนัก หักกิ่งไม้ที่ถืออยู่ในมือเป็ชิ้นๆ
เด็กคิ้วหนาหัวเราะ “ถ้าเขาไม่ชอบพี่ พี่ก็ตื้อเขาสิ พี่สวยขนาดนี้ ถ้าอยู่ด้วยกันนานๆ เข้า สักวันเขาจะชอบพี่เอง”
“เขาจะไปแล้ว ข้าไม่มีเวลามากขนาดนั้นหรอก” จินหลิงเอ๋อร์ลูบหัวเด็กน้อย
“พี่ก็ไปกับเขาเลยสิ พวกเราโตแล้ว พวกเราดูแลตัวเองได้!” เด็กคนนั้นพูด
จินหลิงเอ๋อร์กลอกตา “เ้าเพิ่งอายุเท่าไหร่ถึงได้บอกว่าตัวเองโตแล้ว หยุดขี้มูกไหลเมื่อไหร่ค่อยมาบอกข้าแล้วกัน”
ครึ่งเดือนต่อมา เมื่อจูชิงเห็นจินหลิงเอ๋อร์กำลังเก็บของ เขาก็เอ่ยถามด้วยความใ “เ้าเก็บของทำไม?”
“ข้าจะไปกับเ้าด้วย!” จินหลิงเอ๋อร์ยิ้มแย้ม
“แล้วพวกเขาล่ะ?” จูชิงชี้ไปที่เด็กหลายร้อยคนที่อยู่ในบ้าน
“ข้าจัดการทุกอย่างหมดแล้ว เงินที่ข้าให้ไปมากพอที่จะให้พวกเขาใช้จนโต” จินหลิงเอ๋อร์เขย่าถุงเอกภพในมือของตัวเอง
“ถุงเอกภพนั่นทำไมดูคุ้นๆ เหมือนกับของข้า...” จูชิงหน้าเปลี่ยนสีแล้วรีบคลำหาถุงเอกภพที่ห้อยอยู่ที่เอว มีถุงเอกภพใบหนึ่งหายไป
“ให้ตายสิ!” จูชิงส่ายศีรษะ เขาอยู่กับจินหลิงเอ๋อร์มานาน ความระแวดระวังที่มีต่อนางจึงลดลงก็เลยทำให้ไม่ทันสังเกตว่าถุงเอกภพถูกนางขโมยไป
จูชิงมีถุงเอกภพแขวนอยู่เต็มเอว ข้างในนั้นมีทั้งหินปราณกับของล้ำค่าฟ้าดิน พอมันหายไปใบหนึ่งเขาจึงไม่รู้สึกตัว
“ข้าเปลี่ยนหินปราณเป็ก้อนทองหมดแล้ว น่าจะพอให้เด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ได้หลายสิบปี!” จินหลิงเอ๋อร์กล่าว
“จะใช้เงินของข้าก็น่าจะบอกกันหน่อยสิ!” จูชิงไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
“เ้ารวยอยู่แล้วนี่ หินปราณนิดๆ หน่อยๆ ขนหน้าแข้งเ้าไม่ร่วงหรอกน่า” จินหลิงเอ๋อร์หัวเราะชอบใจ
เด็กกำพร้าทุกคนรู้ว่าพี่หลิงเอ๋อร์กำลังทำตามใจของตัวเอง ถึงจะอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง ทว่าพวกเขาก็ยิ้มแย้มบอกลาจินหลิงเอ๋อร์
“ท่านอาจารย์ พวกเราจะไปที่ไหนกันหรือ?” จินหลิงเอ๋อร์หยิบกระเป๋าของตัวเองใส่ลงไปในถุงเอกภพอย่างมีความสุข
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่มีสถานที่เฉพาะเจาะจงเป็พิเศษ” จูชิงส่ายหัว เขาไม่รู้จักมหาทวีปชางอู๋หลิงเท่าไหร่นัก
“หมั่นฝึกฝนด้วยล่ะ หากเกิดภัยอันตรายขึ้นมาข้าไม่มีเวลามาดูแลเ้า เ้าต้องปกป้องตัวเอง” จูชิงพูด
คนสองคน งูหนึ่งตัว สุนัขหนึ่งตัว แมวหนึ่งตัว นี่เป็การรวมตัวที่แปลกประหลาดสุดแสน พวกเขาเดินๆ หยุดๆ หยุดๆ เดินๆ เป็เช่นนี้ไปตลอดการเดินทาง
ครึ่งปีต่อมา จูชิงกับจินหลิงเอ๋อร์เข้าไปในสุสานแห่งหนึ่ง สุสานแห่งนี้ใหญ่มากจนน่าตกตะลึง พวกเขาใช้เวลาครึ่งเดือนเต็มแต่ก็ออกจากสุสานไม่ได้
หลุมฝังศพหักพังเกลื่อนกลาดทั่วทุกหนแห่ง กระทั่งเศษกระดูกคนตายยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกที่!
นับั้แ่เข้ามาในสุสาน จูชิงััได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายของตัวเอง ร่างกายเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ เหมือนกับมีบางสิ่งกำลังจะพุ่งออกมา
จูชิงพยายามใช้ลมปราณสยบยั้งสิ่งนั้น ทว่าสิ่งนั้นกลับแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เขาจึงไม่สามารถยับยั้งมันได้อีกต่อไป
“เ้าเป็อะไรรึเปล่า สีหน้าเ้าแย่มาก!” จินหลิงเอ๋อร์มองจูชิงด้วยความเป็ห่วง
“ข้าไม่เป็ไร รีบไปจากสุสานนี่เถอะ!” จูชิงพอจะเดาได้แล้วว่าสิ่งนั้นที่อยู่ในร่างกายคืออะไร คิดไม่ถึงว่ามันจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่สยบยั้งมาเนิ่นนานหลายปี
“เ้าหนู สถานการณ์เลวร้ายมาก ถ้ายังเป็เช่นนี้ต่อไปร่างกายของเ้ารับไม่ไหวแน่” สีหน้าของเฒ่าปีศาจก็เคร่งเครียดเช่นกัน
“ใครจะคิดว่าปราณมรณะที่ถูกหินโลหิตกับง้าวปีศาจิญญาอำมหิตสยบจะได้รับผลกระทบจากปราณมรณะที่อยู่ในสุสาน!” จูชิงพูดด้วยความขมขื่น
เมื่อจูชิงฟื้นขึ้นมาจากหลุมศพ ภายในร่างกายของเขาเต็มไปด้วยปราณมรณะไร้ที่สิ้นสุด แม้ว่าจะใช้หินโลหิตกับง้าวปีศาจิญญาอำมหิตสยบเอาไว้ ทว่าสุดท้ายก็ทำได้เพียงสยบ ไม่ใช่กำจัดปราณมรณะ
ถ้าสยบติดต่อกันหลายสิบปี บางทีปราณมรณะพวกนี้อาจสลายหายไปตามกาลเวลา แต่เพราะปราณมรณะที่อยู่ในสุสาน ส่งผลให้ปราณมรณะที่อยู่ในกายาฟื้นคืนอีกครั้ง!
