เล่มที่ 4 บทที่ 97 ร่างแปลงเทียนกุ่ย
โดยปกติแล้วสมบัติที่หุบเขากระบี่ส่วนมากมักเป็โลหะ แต่ดูเหมือนหลินเฟยจะโชคร้าย เพราะเขาไม่เจอแร่โฮ่วเทียนแม้แต่เงา เมื่อเห็นว่าตะวันได้ลับฟ้าไปแล้ว หลินเฟยก็เริ่มโคจรพลังยามเย็นอย่างที่ทำประจำอีกครั้ง
ตลอดทางที่ผ่านมาหลินเฟยเอาแต่โคจรพลังหลอมกระแสโลหะที่ปะปนในอากาศไปเรื่อยๆ จนบัดนี้ปริมาณปราณโลหะที่สะสมในตัวได้สูงขึ้นจนน่าใ หากไม่หลอมละลายละก็ เกรงว่าเส้นปราณจะเกิดอุดตันขึ้นมาแน่ๆ
หลินเฟยใช้เวลาไปสามชั่วยาม ก็สามารถหลอมละลายปราณโลหะที่สะสมมาจนหมด
“แร่จิงซ่านี่ถือว่าเป็ของดีจริงๆ...” หลังจากหลินเฟยลืมตาขึ้น ความยินดีก็ฉายชัดขึ้นมาบนใบหน้าทันที เพียงหลอมปราณโลหะในตัวแค่สามชั่วยามเท่านั้น ก็ทำเขามีพลังเพิ่มขึ้นเทียบเท่ากับการฝึกทั่วไปหนึ่งเดือนก็ว่าได้ กระทั่งพลังปราณในตัวเขาตอนนี้สูงขึ้นมาจนเกือบจะบรรลุขั้นมิ่งหุนได้แล้ว
เกรงว่าสำหรับผู้ที่ฝึกเคล็ดวิชาที่ต้องฝึกฝนด้วยปราณโลหะแล้ว สถานที่ที่มีปราณโลหะเข้มข้นเช่นนี้จึงเป็สถานที่ฝึกฝนชั้นยอดเลยทีเดียว เพียงแค่วันเดียวก็ได้ขนาดนี้แล้ว หากอยู่อีกสักเดือนถึงสองเดือน ต่อให้ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากหลอมปราณโลหะในอากาศเท่านั้น ก็เพียงพอที่จะบรรลุขั้นมิ่งหุนแล้ว
ช่างน่าเสียดายที่เขามีเวลาแค่เจ็ดวันเท่านั้น...
เมื่อคิดได้หลินเฟยก็จัดแจงกางแผนที่ออก
“ลึกเข้าไปอีกหน่อยก็เป็พื้นที่รกร้างแล้ว ตาเฒ่าบอกไว้ว่าบริเวณที่มีดาวตกนั้น มีมารปีศาจชุกชุมเลยทีเดียว...” หลินเฟยกวาดตามองแผนที่ ปากก็พึมพำกับตัวเองไปด้วย จนกระทั่งครึ่งชั่วยามผ่านไป เขาจึงม้วนเก็บแผนที่ไปตามเดิม
ขณะที่กำลังจะล้มตัวลงนอนนั้น อยู่ดีๆก็รู้สึกได้ว่าอักขระกระบี่ในตัวกำลังสั่นอยู่
“เสิ่นทงที่สอง?”
ก่อนหน้านี้ทั้งที่อักขระกระบี่เสียหายหนักจากการประลองศิษย์สายตรง ทำให้มันหลับใหลลงไป ในตอนนั้นหลินเฟยก็เข้าใจได้ว่ามันคงกำลังพัฒนาเสิ่นทงสายที่สองอยู่ กระทั่งบัดนี้มันสั่นไหวขึ้นมาอีกครั้ง คาดว่าคงจะมีบางอย่างเกิดขึ้นเป็แน่
และก็เป็อย่างที่คิดไว้จริงๆ หลังจากที่เขาปลดปล่อยอักขระกระบี่หยินหลีออกมานั้น มันก็บินไปมากลางอากาศทันที ถึงแม้จะยังเป็กลุ่มควันสีดำจางๆ แต่ก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา ขณะที่บิดกายส่ายไปมานั้นราวกับมันกำลังมีชีวิตจริงๆ พอเห็นดังนั้นหลินเฟยก็รู้ทันทีว่านี่เป็่เวลาสำคัญ จึงรีบส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าไปยังหมอกควันดำ เพื่อเร่งให้อักขระกระบี่หยินหลีพัฒนาจนเกิดเสิ่นทงสายที่สองให้ได้
แต่ดันเกิดเื่ประหลาดขึ้นมา...
เพราะพลังปราณที่ส่งเข้าไปนั้น กลับไม่ต่างอะไรกับโยนหินลงทะเล เพราะมันไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเลยแม้น้อย พอหลินเฟยหยุดไตร่ตรองดูชั่วครู่ก็เข้าใจขึ้นมา เพราะพลังปราณในตัวล้วนหลอมมาจากปราณโลหะ มันจึงไม่สามารถผสานเข้ากับอักขระกระบี่หยินหลีได้ ทางที่ดีเขาจะต้องหาสถานที่ที่มีไอหยินและไอชั่วร้ายเข้มข้นแทน…
‘แล้วตอนนี้จะให้ไปหาที่ไหนกันล่ะ?’
คิดไปคิดมาหลินเฟยก็กัดฟันฝืนโคจรพลังให้อักขระกระบี่หยินหลีสลายดินิถู่ออกไป
หลินเฟยยื่นมือออกไปหมายจะจับอสุรกายกุ่ยเจี้ยงที่หลับอยู่…
“เ้าๆๆ…จะทำอะไร?” หลังจากที่ดินิถู่สลายออกไป อสุรกายกุ่ยเจี้ยงก็ตื่นขึ้นทันที พอเห็นหลินเฟยยื่นมือมา ก็ใจนฉี่แทบราดเลยทีเดียว
“ไหนเ้าบอกว่าถ้าเจอสมบัติก็จะปล่อยข้าไง? ทำไมถึงไร้สัจจะเช่นนี้ ยังเหลือยางอายอยู่บ้างไหม?”
“เ้ากลัวอะไรเนี่ย ไม่ได้จะฆ่าเสียหน่อย แค่ขอยืมไอหยินนิดเดียวเอง…” หลินเฟยมองอสุรกายกุ่ยเจี้ยงในมือด้วยความเสียดาย เพราะอสุรกายตนนี้มีที่มาไม่ธรรมดา เกิดจากเหรียญวิเศษที่สามารถตามกลิ่นสมบัติล้ำค่าได้ หากใช้งานดีๆ ก็คงจะได้ประโยชน์ไม่น้อย
น่าเสียดายที่ตอนนี้เป็่เวลาสำคัญ เพราะอักขระกระบี่หยินหลีกำลังพัฒนาตัวเอง และหลินเฟยกลับไม่รู้จะไปหาไอหยินและไอชั่วร้ายจากที่ใด จึงต้องมาสูบเอาจากอสุรกายกุ่ยเจี้ยงตนนี้นั่นเอง
หลินเฟยมีชีวิตมาถึงสองชาติแล้ว จึงรู้ดีว่าอะไรสำคัญกว่ากัน แม้อสุรกายกุ่ยเจี้ยงจะมีที่มาไม่ธรรมดา สามารถให้ผลประโยชน์มหาศาลเพียงใด แต่ก็เป็แค่ของนอกกายเท่านั้น เมื่อเทียบกับอักขระกระบี่หยินหลีที่มีความสำคัญเทียบเท่าเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่จูเทียนแล้ว แน่นอนว่ามันสำคัญน้อยกว่า การสละอสุรกายตนนี้ไปจึงเป็หนทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้
“มายงมายืมอะไร นี่มันจะฆ่าจะแกงกันต่างหาก!”
อสุรกายกุ่ยเจี้ยงดิ้นไปมาอย่างเอาเป็เอาตาย สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ถูกหลินเฟยจับโยนเข้าไปในกลุ่มควันดำ
ไม่นานทั้งสองก็รวมกันเป็หนึ่งเดียว…
อักขระกระบี่หยินหลีที่อ่อนแอเมื่อได้รับพลังหยินของอสุรกายกุ่ยเจี้ยงเข้าไป ก็เหมือนกับได้กินของบำรุงชั้นเลิศ จากหมอกควันดำจางๆก็กลายเป็อักขระสีดำเข้มทันที แถมยังมีเงาของกายหยินหลีปรากฏขึ้นมาเลือนราง จนทำให้หลินเฟยได้ยินเสียงคำรามของเหล่าปีศาจาเลยทีเดียว ไม่นานอักขระกระบี่หยินหลีก็สั่นไหวขึ้นมา หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง...
จนกระทั่งถึงครั้งที่เก้า อักขระสีดำก็หดเล็กลง สลายกลายเป็กลุ่มควันดำขนาดเท่ากำปั้นลอยสู่มือหลินเฟย
“หื้อ?”
หลินเฟยชะงักไปชั่วครู่ ขณะที่เขากำลังจะโคจรพลังเรียกใช้กลุ่มควันดำ ก็พบว่ามันกำลังลอยไปลอยมา บินวนอยู่รอบตัวหลินเฟย ก่อนจะปรากฏเป็ใบหน้าอสุรกายตนหนึ่งขึ้นมา และหน้าอสุรกายตนนี้ก็ละม้ายอสุรกายกุ่ยเจี้ยงอยู่ถึงเจ็ดส่วนจากทั้งหมดสิบส่วนก็ว่าได้...
“ร่างแปลงเทียนกุ่ย?”
หลินเฟยคิดไม่เลยถึงว่าเสิ่นทงสายที่สองของอักขระกระบี่หยินหลีจะเป็ร่างแปลงเทียนกุ่ย
เพราะร่างแปลงนี้เทียบกับดินิถู่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ จากตำนานบันทึกไว้ว่า หยินหลีมีกายะ ไม่มีการดับสูญ มันมีร่างแปลงที่เหล่ามนุษย์เรียกขานกันว่าเทียนกุ่ย และเทียนกุ่ยทุกตนก็สามารถทำให้หยินหลีฟื้นคืนชีพ จึงเป็ที่มาของกายะหยินหลีนั่นเอง
เทียนกุ่ยจึงถือเป็หนึ่งในเสิ่นทงที่สำคัญของหยินหลีก็ว่าได้
‘แต่เสิ่นทงที่สำคัญเช่นนี้กลับปรากฏออกมาเนี่ยนะ?’
หลินเฟยครุ่นคิดอยู่นานก็ไม่อาจเข้าใจ
‘หรือเป็เพราะงานประลองศิษย์สายตรง? กระบี่โบราณนั่น?’
“ช่างเถอะ กระบี่โบราณของศิษย์น้องชิวมีที่มาไม่ธรรมดาเช่นกัน ไว้วันหน้าค่อยคิดอีกทีแล้วกัน...” ในเมื่อคิดเท่าไรก็ไม่เข้าใจ หลินเฟยจึงเลิกคิดถึงมันอีก ก่อนจะยื่นมือออกไปเพื่อเรียกเทียนกุ่ยเข้ามา
“มาคุยกันหน่อยสิ...”
เทียนกุ่ยขนาดเท่ากำปั้นกำลังดิ้นไปมา แต่ก็ไม่สามารถหลุดออกจากมือหลินเฟยได้ จึงคุกเข่ายอมจำนนในที่สุด
“นายท่าน”
“พูดมาสิ ตอนที่ข้าไปหาสมบัติ เ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
“ข้าน้อยสมควรตาย เพราะถูกความโลภบังตา จึงคิดอาศัยสมบัติหลอกนายท่านเข้าไปยังส่วนลึกของหุบเขากระบี่แห่งนี้...” ถึงแม้จะกลายเป็เทียนกุ่ยไปแล้ว แต่สติสัมปชัญญะของอสุรกายกุ่ยเจี้ยงยังคงอยู่ครบถ้วน ที่เป็เช่นนี้ก็เพราะถูกอักขระกระบี่ควบคุมกายอยู่ หาก้าเป็อิสระก็จะต้องมีพลังที่สามารถต้านทานอักขระกระบี่หยินหลีได้ ไม่อย่างนั้นก็จะต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
