วันนี้ชายชราได้ประจักษ์กายอีกครั้ง ใช้ฝ่ามือฟาดพระอุปัชฌาย์หอธรรมสวนโพธิธรรมสถานจนาเ็สาหัส สำแดงพลานุภาพน่าพรั่นพรึง จนไม่มีใครอาจหาญกล้าเอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว
ทว่าทุกครั้งที่ชายชราทำลายผนึก เขาต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพง สูญเสียหินโลหิตเป็ตัน!
หินโลหิตเป็ทรัพยากรที่หายากยิ่งยวดในทวีปเฉียนหยวน หินโลหิตที่ขุดจากทวีปเฉียนหยวนในทุกปีมีปริมาณเพียง 1 ตัน ซึ่งในการผนึกโลหิตหยุดอายุขัยนั้นต้องใช้หินโลหิต 5 - 6 ตัน
ค่าใช้จ่ายสูงขนาดนี้ แม้แต่นิกายใหญ่ในทวีปเฉียนหยวนยังสู้ไม่ไหว
ขุนเขากระบี่เทียนหยวนเคยรุ่งเรืองอยู่ยุคสมัยหนึ่งจึงมีหินโลหิตสำรองอยู่ส่วนหนึ่ง ทว่าเพราะผนึกเืหยุดอายุขัยสองครั้งติดต่อกันยามนี้จำนวนหินโลหิตจึงใกล้หมดลงแล้ว
การผนึกเืหยุดอายุขัยนั้นเป็เื่ที่ห่างไกลเกินเอื้อมสำหรับจูชิงที่เป็เพียงขั้นหลอมกายา บางทีพวกเขาอาจมิได้ััมันชั่วชีวิต
ทว่าสำหรับจอมยุทธ์ที่อยู่บนจุดสูงสุดของเส้นทางบำเพ็ญเพียร การผนึกเืหยุดอายุขัยเป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้อายุขัยของจอมยุทธ์จะเพิ่มขึ้นตามขั้นบำเพ็ญเพียร สามารถใช้ของล้ำค่าฟ้าดินช่วยเพิ่มอายุขัยได้ แต่ใช่ว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด ท้ายที่สุดแล้วอายุขัยก็ต้องหมดลงสักวันหนึ่ง
จอมยุทธ์บางคนก็ไม่เต็มใจที่ต้องจบชีวิตลงเช่นนั้น พวกเขาจึงใช้วิธีการผนึกเืหยุดอายุขัยเพื่อยืดอายุให้กับตัวเอง
จอมยุทธ์เ่าั้ล้วนแล้วเป็ผู้อยู่จุดสูงสุด การดำรงอยู่ของพวกเขาสำคัญยิ่งยวดต่อสำนัก สำนักย่อมยอมใช้หินโลหิตเพื่อต่อชีวิตของพวกเขา
ยกตัวอย่างเช่นชายชราขุนเขากระบี่เทียนหยวน ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ ขุมพลังอำนาจอื่นหรือจะกล้าทำากับขุนเขากระบี่เทียนหยวน
ไม่ใช่เพราะพวกเขารับมือกับชายชราผู้นั้นไม่ได้ ไม่ว่าจักเป็ผู้ที่มีพลานุภาพแกร่งกล้าเพียงใดก็มิอาจเป็ปรปักษ์กับทั้งทวีปได้ อีกทั้งนิกายพุทธ ลัทธิเต๋า สำนักปีศาจเองก็มีจอมยุทธ์ที่ผนึกเืหยุดอายุขัยอยู่เช่นกัน ซึ่งสิ่งสำคัญก็คือ มันคุ้มค่าหรือไม่
ทำลายขุนเขากระบี่เทียนหยวนไม่ใช่เื่ยาก ทว่าพวกเขาจะได้ผลประโยชน์อะไร หากดันทุรังทำากับขุนเขากระบี่เทียนหยวน พวกเขาต้องเผชิญกับความสูญเสียไม่น้อย หรืออาจส่งผลกระทบต่อรากฐานของพวกเขาเองก็เป็ได้
อีกทั้งขุนเขากระบี่เทียนหยวนก็แดนดึกดำบรรพ์อย่างเกาะหลัวโหวอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาได้สมบัติอะไรมาบ้าง ถ้าพวกเขามีหินโลหิตจำนวนมหาศาล เช่นนั้นแล้วผู้น่าพรั่นพรึงที่ผนึกเืหยุดอายุขัยอาจมีมากกว่าหนึ่งคนก็เป็ได้
รากฐานของจอมยุทธ์ก็คือลมปราณซึ่งเกิดจากการกลั่นหลอมทะลวงขั้นพลังอย่างต่อเนื่อง ยิ่งลมปราณแ่ามากเท่าไหร่ อายุขัยก็จะยิ่งยืนยาวมากขึ้นเท่านั้น
แต่ไม่ว่าอายุขัยจะยืนยาวเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ชีวิตนิรันดร์ เมื่อสิ้นสุดอายุขัยก็จะต้องสูญเสียลมปราณไปทีละเล็กทีละน้อย
ผู้เยี่ยมยุทธ์นั้นสามารถทำนายเวลาตายของตัวเองได้ โดยปกติแล้วเมื่อเหลืออายุขัยน้อยกว่า 10 ปี พวกเขาจะใช้วิธีลับ เช่น ผนึกเืหยุดอายุขัย ผนึกร่างกายด้วยหินโลหิตเพื่อชะลอการไหลเวียนของลมปราณ
คล้ายกับงูจำศีลเพื่อลดการใช้พลังงาน ซึ่งผนึกตัวอยู่ในหินโลหิตหนึ่งร้อยปีจักสูญเสียอายุขัยเพียงแค่หนึ่งปีเท่านั้น
เพราะวิธีลับนี้ ผู้เยี่ยมยุทธ์จึงสามารถมีอายุยืนยาวเป็ร้อยเป็พันปีได้ ระหว่างนั้นคนในสำนักก็จะร่วมด้วยช่วยกันหาของล้ำค่ายืดอายุขัยหรือไม่ก็หาของล้ำค่าที่ช่วยทะลวงไปสู่ขั้นพลังใหม่
เหล่าจอมยุทธ์ที่บุกบั่นกันอยู่ในเขาพันจั้งไม่รู้เลยว่ามีเื่ใหญ่เฉกเช่นนี้เกิดขึ้น การปรากฏตัวของชายชราอย่างน้อยๆ ก็น่าจะช่วยซื้อเวลาให้กับขุนเขากระบี่เทียนหยวนได้อีกหลายสิบปี ใน่เวลานั้นขุมพลังอำนาจอื่นๆ ย่อมไม่กล้าล่วงเกินขุนเขากระบี่เทียนหยวน
“ขุนเขากระบี่เทียนหยวนใจกว้างเสียจริง เอาโอสถโลหิตบริสุทธิ์บุษราระดับกลางออกมาง่ายๆ แบบนี้เลยรึ!” พระภิกษุวัดม้าขาวมองขวดหยกที่อยู่ในมือพลางยิ้ม
ทันใดนั้นแสงกระบี่พุ่งตรงเข้ามาเล็งไปที่ศีรษะของพระภิกษุ!
พระภิกษุเผชิญหน้าปราศจากความกลัวเกรง ไม่เพียงเท่านั้นมุมปากยังยกยิ้มเหยียดหยาม!
พระภิกษุหมายมาดทำลายแสงกระบี่ด้วยมือเปล่า!
“วิ้ง!” ฝ่ามือของพระภิกษุเปล่งประกายแสงสีทองจรัสแจ้ง ภายใต้แสงพุทธนั้น เขาเอื้อมมือจับแสงกระบี่แล้วบีบมันอย่างแรง จากนั้นแสงกระบี่ก็แหลกสลายเป็เสี่ยง !
“《ฝ่ามือวชิระ》!” หลงเฟยขมวดคิ้ว
《ฝ่ามือวชิระ》เป็ทักษะวิชาเฉพาะของนิกายพุทธ ผู้ที่ฝึกฝนวรยุทธ์นี้ล้วนแล้วไม่ใช่คนธรรมดา!
“อมิตาพุทธ การลอบสังหารผู้อื่นหาใช่สิ่งที่วิญญูชนสมควรทำไม่” พระภิกษุวัดม้าขาวยิ้มเล็กน้อย
“ไม่เคยได้ยินสำนวนที่ว่าแพ้เป็พระ ชนะเป็มารหรือ? อีกอย่างลาหัวโล้นอย่างเ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดกับข้า?” หลงเฟยแสยะยิ้ม
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณแต่หลงเฟยก็ไม่กลัว
เขาได้อันดับสองในการประเมินศิษย์นอกสำนัก ได้รับ《เคล็ดเมฆาชาด》วิชาขั้นลึกลับระดับต่ำ ลมปราณในกายาแปรเปลี่ยนกลายเป็พลังเมฆาชาดบริสุทธิ์ เพียงลงมือเมฆาเพลิงจักประจักษ์ทันใด แม้ว่าจะเผชิญหน้ากับขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณก็ยังมีพลังสามารถต่อสู้ได้
“ครืนนน!” พระภิกษุวัดม้าขาวยื่นเหยียดฝ่ามือทองคำไปเบื้องหน้า ว่องไวต่างกับชีเหวินลิบลับ
“เร็วมาก!” หลงเฟยใจสั่นเล็กน้อย อย่างไรเสียนิกายพุทธก็เป็หนึ่งในสามนิกายแห่งทวีปเฉียนหยวน ดังนั้นเขาจะประมาทเลินเล่อมิได้
“เคร้ง!” กระบี่ยาวฟาดฟัน เมฆาเพลิงก่อตัวเป็กลุ่มก้อน มาดหมายแทงทะลุฝ่ามือทองคำ!
หากแต่ฝ่ามือทองคำเปรียบดั่งเหล็กกล้า ถึงเมฆาชาดจักผสานพลังกับศัสตราวุธิญญาก็ยังทำอะไรไม่ได้!
“ศัสตราวุธิญญาขั้นมนุษย์สามัญ ขุนเขากระบี่เทียนหยวนตระหนี่ขี้เหนียวเสียจริง!” พระภิกษุวัดม้าขาวยิ้ม แสงพุทธสาดส่องทั่วสรรพางค์กาย!
ม่านตาของหลงเฟยหดเล็กเหลือเท่ากับรูเข็ม ทิ้งศัสตราวุธิญญาที่อยู่ในมืออย่างรีบเร่งพลันกลิ้งหลุนๆ ไปกับพื้น เลื้อยออกมาจากจุดที่อยู่ไกลหลายสิบจั้งเสมือนงูดิน
“ตู้มมม!” เสียงกัมปนาทอึกทึกก่อนที่หลุมขนาดใหญ่หนึ่งจั้งจะปรากฏขึ้นบนพื้นดิน!
หลงเฟยตัวชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ถ้าหลบไม่ทันก็คงถูกฝ่ามือนั่นพรากชีวิตไปแล้ว
คงเจี้ยนวัดม้าขาวเป็อัจฉริยะเพียงไม่กี่คนของนิกายพุทธในยุคสมัยนั้น ถึงจะไม่เก่งกาจเท่าชีเหวินหากด้อยกว่าเพียงไม่เท่าไหร่
“หลบได้ด้วยรึ?” คงเจี้ยนยิ้ม รู้สึกชื่นชมหลงเฟยที่หลบฝ่ามือของเขาได้
โชคดีที่ก่อนหน้านี้หลงเฟยแลกเปลี่ยน《งูขาวผจญ》วิชาบุษราระดับต่ำมา มิเช่นนั้นคงกลายเป็หายนะจริงๆ แน่
หลงเฟยยังคงมองคงเจี้ยนอย่างระแวดระวัง คิดไม่ถึงว่าพอเริ่มโจมตีครั้งแรกก็จักปะทะเข้ากับแผ่นเหล็ก แค่การต่อสู้ไม่กี่ลมหายใจหลงเฟยก็ััได้ถึงช่องว่างของพลังระหว่างเขากับคงเจี้ยน
“ฆ่า!” คงเจี้ยนคำราม แสงพุทธส่องสว่างจรัสแจ้ง ใบหน้าสุดแค้นเปี่ยมล้นด้วยโทสะต่างกับคำสอนของนิกายพุทธโดยสิ้นเชิง!
“บัดซบ!” หลงเฟยกล้าต่อกรกับคงเจี้ยนที่ไหน ลมปราณสั่นะเื แปรเปลี่ยนกลายเป็งูิญญาแทรกตัวลงไปในพื้นดิน หลังจากผ่านไปไม่นานคลื่นพลังของหลงเฟยก็มลายสูญหายวับ
“นักรบิญญาอสูร!” คงเจี้ยนแค่นเสียง มิน่าล่ะถึงอาจหาญกล้าประมือกับเขา ที่แท้ก็มีท่าไม้ตายเช่นนี้อยู่ด้วยนี่เอง
“คงเจี้ยนเดินคนละเส้นทางกับชีเหวิน” จอมยุทธ์ที่อยู่นอกเขาพันจั้งใจหายวาบ
วิชาพุทธของชีเหวินลึกล้ำแสนหยั่งถึง เขาใช้วิชาเ่าั้ขัดเกลาวิถียุทธ์ของตัวเอง
ทว่าคงเจี้ยนกลับไม่ฝึกฝนวิชาพุทธ หากมุ่งเน้นฝึกฝนวิชายุทธ์แทน เมื่อขั้นบำเพ็ญเพียรพุ่งทะยานไปถึงจุดหนึ่งก็จะตระหนักรู้วิชาพุทธได้เองโดยธรรมชาติ
นี่คือเส้นทางการบำเพ็ญเพียรของนิกายพุทธ ไม่มีถูกไม่มีผิด เพียงแค่กระบวนการแตกต่างกันเท่านั้น
“หลงเฟยทำได้ไม่เลว ถ้าเขาสำเร็จเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณจักต้องประมือกับคงเจี้ยนได้อย่างแน่นอน!” ศิษย์ในสำนักคนหนึ่งเอ่ย
“คิดไม่ถึงเลยว่าในการประลองระหว่างสำนัก ขุมพลังอำนาจพวกนั้นจักหน้าหนาหน้าทนให้ศิษย์ของตัวเองยับยั้งขั้นบำเพ็ญเพียร” ศิษย์ในสำนักขุนเขากระบี่เทียนหยวนเหยียดยิ้ม
“เ้าเองก็เหมือนกันไม่ใช่รึ!” ศิษย์สำนักูเาธาราแผดเสียง
พวกเขารู้จักกันเมื่อหลายปีก่อน คนหนึ่งเข้าร่วมกับขุนเขากระบี่เทียนหยวน ส่วนอีกคนเข้าร่วมกับสำนักูเาธารา
ทั้งสองต่างมีพร์ยอดเยี่ยม สำเร็จเป็ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณในเวลาอันรวดเร็วเข้าสู่ประตูชั้นใน หลายปีผ่านไปทั้งสองก็ยังคงเป็จอมยุทธ์ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณ
ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณเก้าชั้นฟ้า นับว่าเป็ผู้ที่แข็งแกร่งสูงสุดในเขาพันจั้ง!
“กัวชุน ไอ้คนหน้าไม่อาย!” ศิษย์สำนักูเาธาราชี้หน้าศิษย์อีกคน
“ถ้าข้าหน้าไม่อาย เ้าเองก็หน้าไม่อายเหมือนกัน!” กัวชุนกลอกตา
พวกเขาเป็สหายที่ดีต่อกันั้แ่ยังเด็ก คิดไม่ถึงเลยว่าทั้งสองจะพบกันอีกครั้ง ทั้งยังเป็ที่เขาพันจั้ง
ทั้งสองต่างยับยั้งขั้นบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณเก้าชั้นฟ้า ไม่ใช่เพราะรู้ล่วงหน้าว่าขุนเขากระบี่เทียนหยวนจักเปลี่ยนแปลงกฎในการประลองระหว่างสำนักครั้งนี้
ในการประลองระหว่างสำนัก จอมยุทธ์ที่อยู่ในระดับเดียวกันนั้นจักสู้กันเอง
จอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณเก้าชั้นฟ้าหนึ่งปีกับจอมยุทธ์ที่อยู่ในขั้นเคลื่อนย้ายลมปราณมานานหลายปี ในด้านพละกำลังพูดได้ว่าคนละชั้น พวกเขายับยั้งขั้นบำเพ็ญเพียรของตัวเองก็เพื่อที่จะเป็ผู้ไร้ทานเทียมในขั้นพลังนั้น
“เ้าจะสู้กับข้างั้นรึ? เ้าลืมไปแล้วหรือ ั้แ่เล็กจนโตไม่ว่าอย่างไรเ้าก็ไม่ใช่คู่ประมือของข้า!” กัวชุนกล่าว
“งั้นก็ลองดูสิ ข้าอยากรู้นักว่าครั้งนี้ใครจักเป็ผู้ชนะ!” หยางซินแค่นเสียงหึ
พวกเขาบุกบั่นโจมตีกันอย่างไม่มีใครยอมใคร วิชาวรยุทธ์ของทั้งสองคล้ายกันมากอย่างน่าประหลาด ทั้งยังรวดเร็วดุจดั่งวายุ มองไม่เห็นร่างเงา ได้ยินเพียงเสียงกระบี่กระทบกันดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งป่า
ด้านของจูชิงนั้น เขากำลังมองศพไร้ิญญาสองศพที่อยู่ข้างๆ พลางหอบหายใจหนักหน่วง บริเวณหน้าอกมีาแน่าสยดสยอง จนถึงเพลานี้เืก็ยังคงไหลออกมาไม่หยุด
พอนึกถึงการต่อสู้เมื่อครู่ จูชิงถึงกับใจสั่นอย่างอดไม่ได้ ใครเล่าจักไปคิดว่าจะพบนักรบิญญาอสูรในขั้นหลอมกายาทั้งยังถูกอีกฝ่ายโจมตีได้จนรับาเ็โดยไม่ทันตั้งตัว!
ใบหน้าของผู้นำนิกายสิงอี้เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ถ้าไม่ใช่เพราะที่นี่มีคนอยู่มากมายเขาก็คงร้องไห้จนเสียสติไปแล้ว ผู้ที่ถูกจูชิงสังหารเป็ลูกชายของเขา ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว!
